คําว่าสัทธรรมเทียม หมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกคนรุ่นหลังเปลี่ยนแปลงปรับปรุงขึ้นมาใหม่ ตัวอย่างเช่นเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งขอยกเลิกวินัย 10 เรื่อง เช่น รับเงินได้ ดื่มเมรัยได้ เป็นต้น จนสงฆ์กลุ่มนี้ทุกวันนี้เป็นสงฆ์มหายาน บางนิกายมีเมียได้แล้ว ส่วนสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งมีพระมหากัสสปะเป็นประมุข ประกาศว่าเราจะไม่ถอนพระวินัยแม้แต่ข้อเดียว สงฆ์กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า เถรวาทะ หมายถึงยึดในวาทะของพระเถระ แต่มหายานกลับพยายามตั้งชื่อให้เสื่อมเสียว่า หีนยาน แปลว่ายานเลว ชื่อนี้ฝ่ายเถรวาทไม่ควรนำมาเรียกอีก
ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นสัทธรรมเทียมฝ่ายวินัยในอดีต ฝ่ายสัทธรรมเทียมฝ่ายวินัยในปัจจุบันมีมาก แต่จะยกตัวอย่างที่เห็นจะจะ เช่น พระสงฆ์นำผ้าเหลืองไปตัดเป็นเสื้อใส่ แล้วใส่เสื้อแบบชาวบ้านเหมือนวัดที่กำลังดังอยู่ทุกวันนี้ และมีอีกหลายวัดที่ใช้ ทั้งๆ ที่เป็นอาบัติทุกกฎตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัย ปรากฏในคัมภีร์จุลวรรค ภาค 2 หน้า 43 ความว่า ภิกษุไม่ควรนุ่งห่มผ้าแบบคฤหัสถ์ รูปใดนุ่งห่ม รูปนั้นต้องอาบัติทุกกฎ นี่คือสัทธรรมเทียมฝ่ายวินัย หรือฝ่ายศีล
แต่ที่น่าห่วงมากก็คือสัทธรรมเทียมฝ่ายสมาธิ หรือสัทธรรมเทียมการบรรลุธรรม เพราะความจริงมิได้บรรลุธรรมเลย แต่ก็อ้างว่าบรรลุธรรม เมื่อประชาชนเชื่อถือ ก็อาศัยหลักธรรมเทียมนั้นทำธุรกิจทางการเงิน ร่วมมือกับสถาบันการเงินมาสร้างวัดอย่างใหญ่โตมโหฬาร เพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเอง สร้างเครดิตด้วยการนิมนต์พระมีตำแหน่งสูงๆ มางานในวัด แล้วถวายเงินเป็นหมื่น ถวายรถเก๋ง เพื่อผูกใจ แม้ความเดือดร้อนของพระทางภาคใต้ 3 จังหวัด ก็ส่งข้าวสารอาหารแห้งไปให้เพื่อผูกใจ
ความมีชื่อเสียง ลาภสักการะเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการสร้างสัทธรรมเทียมทั้งสิ้น การผูกใจผู้มีอำนาจด้วยเงิน เพื่อแลกกับการทำผิดวินัยและกฎหมาย คงยอมรับไม่ได้
เพื่อให้รู้ว่าสัทธรรมเทียมคืออะไร? จึงขอยกพระไตรปิฎกแปลไทย เล่ม 26 หน้า 630-634 มาให้อ่าน ดังต่อไปนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัทธรรมปฏิรูปกสูตร พอสรุปได้ว่า พระมหากัสสปะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า! อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เมื่อก่อนนี้มีพระวินัยน้อย แต่มีผู้บรรลุพระอรหันต์มาก แต่ขณะนี้พระวินัยมีมาก กลับมีผู้บรรลุพระอรหันต์น้อย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ! หมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังจะเลื่อนหายไป ตราบใดที่สัทธรรมเทียมยังไม่เกิดขึ้น ตราบนั้นพระสัทธรรมจะยังไม่เลือนหายไป เหมือนตราบใดที่ทองคำเทียมยังไม่เกิดขึ้น ทองแท้ก็จะยังไม่หายไป แต่ตราบใดที่ทองเทียมเกิดขึ้น ตราบนั้นทองแท้ก็จะเลือนหายไป
ดูก่อนกัสสปะ! ธาตุ 4 ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษจากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นั่นเองที่ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
ดูก่อนกัสสปะ! ธรรมฝ่ายต่ำ 5 ประการที่เป็นเหตุให้โมฆบุรุษเหล่านี้ทำพระสัทธรรมให้เลือนหายไป ธรรมฝ่ายต่ำ 5 ประการเป็นไฉน? โมฆบุรุษไม่เคารพในพระศาสดา 1 ไม่เคารพในพระธรรม 1 ไม่เคารพในพระสงฆ์ 1 ไม่เคารพในพระวินัย 1 ไม่เคารพในการทำสมาธิ 1 ดูก่อนกัสสปะ! โมฆบุรุษผู้มีธรรมฝ่ายต่ำ 5 ประการนี้แลที่ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
การจะให้เข้าใจแจ่มแจ้งเรื่องการสร้างหลักธรรมเทียม จะต้องอ่านอรรถกถาของสัทธรรมปฏิรูปกสูตรที่ยกมาให้อ่านข้างบนก่อน ในอรรถกถาหรือคัมภีร์ขยายความแห่งสัทธรรมปฏิรูปกสูตร ท่านอธิบายไว้ว่า สัทธรรมเทียมมี 2 ประเภท คือ สัทธรรมปฏิรูปาธิคม แปลว่า การบรรลุธรรมเทียม 1 สัทธรรมปฏิรูปปริยัติ แปลว่า การเขียนคัมภีร์ปลอม 1 ท่านขยายความการบรรลุธรรมเทียมไว้ว่า ผู้ใดทำสมาธิเจริญวิปัสสนาโดยไม่มีอาจารย์ดูแล หรือไม่ศึกษาให้แม่นยำ เมื่อจิตสงบในระดับหนึ่ง จะเกิดนิมิตขึ้น 10 อย่าง คือ แสงสว่าง 1 ญาณ 1 ปีติคือความซาบซ่าน 1 ปัสสัทธิ 1 สุข 1 อธิโมกข์ 1 ปัคคาหะ 1 อุปัฏฐาน 1 ความวางเฉย 1 ความใคร่ในความวางเฉย 1 นิมิตทั้ง 10 อย่างนี้ท่านเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส แปลว่า สิ่งสกปรกของวิปัสสนา เมื่อเกิดแล้วถ้าไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจมาก่อน จะหลงไปว่าเราบรรลุธรรมแล้ว เพราะนิมิตเหล่านี้เมื่อเกิดแล้วจะให้ความสุขสงบอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้ไม่รู้หลงทาง
แม้พระพุทธเจ้าเองในวันที่ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ก่อนบรรลุอุปกิเลสเหล่านี้ก็เกิดขึ้น แต่อุปกิเลสที่เกิดกับพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่นัก กล่าวคือ แสงสว่างที่เกิดกับนักปฏิบัติทั่วๆ ไป จะเป็นแสงสว่างวงไม่ใหญ่นัก แต่แสงสว่างที่เกิดกับพระพุทธเจ้าในวันวิสาขะนั้น เป็นแสงสว่างทั่วแสนโกฏิจักรวาล พระองค์มีปัญญารู้ว่า นี่คืออุปกิเลสของของการบรรลุธรรม จึงทรงสลัดทิ้งเสีย
ถัดจากนั้น พระองค์บรรลุสัพพัญญุตญาณ ท่านเปรียบอุปกิเลสเหล่านี้ว่าเหมือนการหลอมทอง หรือเหมือนการต้มข้าวต้ม เมื่อน้ำทองหรือข้าวต้มเดือดได้ที่แล้ว ความสกปรกของน้ำทองหรือน้ำข้าวต้มมันจะมารวมตัวกันตรงกลาง ผู้ฉลาดต้องตักสิ่งสกปรกเหล่านั้นทิ้งไป ถ้าไม่ตักทิ้งความสกปรกจะกระจายไปทั่ว ทำให้ได้ทองที่ไม่บริสุทธ์ น้ำข้าวต้มไม่สะอาด สำหรับการทำวิปัสสนา ถ้าไม่ตัดอุปกิเลสเหล่านี้ทิ้ง การบรรลุเป็นพระอริยะจะไม่มีเลย จะหลงติดอยู่กับความสุขดังกล่าวมานั้น แล้วก็จะหลงไปว่าเราบรรลุธรรมแล้ว
เมื่อยึดสัทธรรมปฏิรูปกสูตรและอรรถกถาตามที่กล่าวมานี้แล้ว ผู้เขียนขอสันนิษฐาน ลัทธิธรรมกายที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2490-2500 ดังต่อไปนี้ ในช่วงดังกล่าวนั้นมีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ท่านสนใจการทำสมาธิ และท่านคงทำจริงจังจนเกิดวิปัสนูปกิเลส 10 ประการดังกล่าวมาแล้ว สันนิษฐานว่าอาจารย์ก็ไม่บอกให้ท่านรู้ หรืออาจเป็นว่า ท่านทำสมาธิโดยไม่มีอาจารย์ ดังนั้นเมื่อแสงสว่างคือโอภาสเกิดขึ้น มันคงเกิดเป็นแสงสว่างดวงเล็กๆ คล้ายดวงแก้ว ขณะนั้นความสงบสุข ความปีติเกิดขึ้นกับท่าน ชนิดที่ว่าไม่เคยพบมาก่อน ท่านจึงหลงไปว่าเราบรรลุธรรมแล้ว ตามที่คัมภีร์อรรถกถาท่านกล่าวว่า วิปัสสนาจะเริ่มเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสเหล่านี้ ถัดจากนั้นการบรรลุพระอริยมรรคอริยผลของท่านจึงเสื่อมหายไป
เมื่อท่านไม่รู้ว่านี่คืออุปกิเลส เพราะไม่ศึกษาให้แม่นยำ ท่านจึงตั้งชื่อการบรรลุนั้นว่าธรรมกาย เดาว่าท่านคงเอาความสงบกายที่เรียกว่า กายปัสสัทธิ อันเป็นหนึ่งในอุปกิเลส 10 มาเป็นชื่อโดยนำคำว่าธรรมมาไว้ข้างหน้า แล้วก็บอกลูกศิษย์ว่า เราค้นพบธรรมกาย จากนั้นท่านก็สอนลูกศิษย์ให้ปฏิบัติ โดยให้กำหนดดวงแก้วในกาย อยากแจ้งให้ทราบว่า นั่นคือ นำอาโลกกสิณ คือแสงสว่างตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้วมาเพ่ง
ดูเหมือนจะมีแม่ชีท่านหนึ่งทำสมาธิตามที่ท่านบอก จนจิตสงบ แล้วก็เกิดอุปกิเลสคือแสงสว่าง เป็นต้น ไม่ทราบว่าเกิดจริงหรือไม่ จากนั้นข่าวการบรรลุธรรมกายก็กระจายออกไปในหมู่ประชาชน
ในช่วงนั้นการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 มีสังฆนายก มีสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ดูแลคณะสงฆ์อยู่ เมื่อปรากฏข่าวหลวงพ่อได้บรรลุคุณวิเศษ เดาว่าสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองคงนำเรื่องเข้าคณะสังฆมนตรี สังฆมนตรีจึงมีมติให้สอบสวนในอธิกรณ์อาบัติปาราชิกในเรื่องโอ้อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน เมื่อสอบไปแล้ว เมื่อท่านอธิบายว่าท่านทำสมาธิแล้วได้อะไรบ้าง ทุกท่านที่เป็นกรรมการก็ตัดสินไม่ได้ว่าท่านได้จริงหรือไม่ เข้าใจว่าคงให้ท่านพ้นอาบัติ ไม่ทราบคำตัดสินเป็นอย่างไร?
ปีต่อมามีการเลื่อนสมณศักดิ์ให้ท่านเป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ จากนั้นลัทธิธรรมกายก็มีปฏิบัติอยู่บ้างไม่มากนัก แต่ละสำนักเขาก็ปฏิบัติสงบเงียบไม่สร้างความโด่งดังแต่อย่างใด แต่ขณะนี้ลัทธิธรรมกาย สำนักหนึ่งกลับสร้างความเสื่อมเสียอย่างมหาศาล ร่วมกับชาวบ้านที่เชื่อถือนำเงินของสถาบันที่ตนรับผิดชอบมาสร้างอาคารไม่เหมาะแก่สมณะผู้มีอาชีพขอทานคนอื่นเลี้ยงชีพ
ที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือไปก่อตั้งสำนักเผยแผ่ลัทธิธรรมกาย อันเป็นสัทธรรมเทียมในต่างประเทศ นั่นคือสัทธรรมเทียมกระจายไปแล้ว เราชาวพุทธที่เห็นคุณค่าของพระสัทธรรมของพระพุทธองค์ต้องช่วยกันหาทางยับยั้ง
เหตุผลที่ผู้เขียนเห็นว่าลัทธินี้เป็นสัทธรรมเทียมด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1 บังอาจกล่าวว่าได้ค้นพบธรรมกาย ถามว่าทำไมพูดไม่ได้? ตอบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกียธรรมและโลกุตรธรรม พระองค์ค้นพบมาหมดแล้ว ดังนั้นจึงได้นามว่า สัพพัญญุตญาณ แปลว่า ทรงรู้ทุกสิ่งที่มี หมายความว่า สิ่งที่จะต้องรู้มีเท่าไร พระญาณคือความรู้ของพระองค์ก็มีเท่านั้น เหมือนตัวผอบกับฝาผอบ มีลักษณะพอดีกัน ตัวผอบเปรียบเหมือนสิ่งที่ต้องรู้ ส่วนฝาผอบเปรียบเหมือนสัพพัญญุตญาณคือความสามารถที่จะรู้ได้ของพระองค์ อีกทั้งวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้พระองค์ได้พบแล้วและแจ้งให้ผู้ปฏิบัติทราบแล้ว แต่ตัวไม่รู้ นี่คือไม่เคารพพระศาสดา อันทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
2 คำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น มีความเต็มบริบูรณ์ การเต็มบริบูรณ์ของคำสอนคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่พระองค์ประกาศแล้วไม่มีการล้น หรือเกิน ที่ต้องตัดออก ตรงกันข้าม ศีล สมาธิ และปัญญา ที่พระองค์ประกาศแล้ว ยังพร่องอยู่ มีไม่พอ จะต้องเพิ่มเติมเข้าไปอีก เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการประกาศว่าได้ค้นพบธรรมกายอีกแสดงว่าพระพุทธองค์ค้นพบไม่หมด หลวงพ่อต้องมาค้นต่อ นี่คือการไม่เคารพพระศาสดา สร้างหลักธรรมเทียมขึ้นมา ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป
3 พระพุทธเจ้าพยากรณ์พระอริยะระดับพระโสดาบันไว้ว่า ผู้เป็นพระโสดาบันจะมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ รักษาศีลเคร่งครัดตามฐานะของท่าน คือถ้าพระโสดาบันเป็นฆราวาสจะรักษาศีล 5 ถ้าเป็นพระภิกษุจะรักษาศีลของพระภิกษุ 1 ละสักกายทิฏฐิ ได้ คือไม่ถือว่ากายเป็นของตน 1 หมดความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ 1 ไม่ประพฤติศีลพรตที่ผิด 1 แต่ลัทธิธรรมกายพยากรณ์ว่าผู้เป็นพระโสดาบันจะมีกายธรรมละเอียด มีองค์ธรรมโตขนาด 5 วา สูง 5 วา หยุดนิ่งอยู่ที่กลางดวงธรรม มันผิดพุทธวจนะ ไม่อยากจะจำ ผู้อยากรู้ไปอ่านเอาที่พระไตรปิฎกหินอ่อน พุทธมณฑล สาย 4 นี่คือไม่เคารพพระธรรม อันนำไปสู่ความเลือนหายของพระสัทธรรม
4 พระพุทธองค์บัญญัติอารมณ์ในการทำวิปัสสนาเพื่อให้ได้เป็นพระอริยะ มีพระโสดาบันเป็นต้นไว้ 6 อารมณ์ คือ อริยสัจ สี่ 1 ขันธ์ห้า 1 อายตนะสิบสอง 1 ธาตุสิบแปด 1 อินทรีย์ยี่สิบสอง 1 และปฏิจจสมุปปบาท 1 แต่ลัทธิธรรมกายกลับแจ้งว่าการนั่งกำหนดดวงแก้วจะทำให้เห็นดวงแก้วของพระโสดาบัน
5 ในคัมภีร์อรรถกถาใช้ศัพท์การบรรลุเป็นภาษาบาลีว่า อธิคม ศัพท์ว่าอธิคม หมายถึงการบรรลุด้วยจิตเป็นสมาธิ มิใช่การจินตนาการ เมื่อกล่าวว่าบรรลุสัทธรรมเทียม นั่นคือแสดงว่า อาศัยจิตที่บำเพ็ญถึงการได้วิปัสสนูปกิเลสแล้ว จึงทึกทักเอาว่าบรรลุธรรมแล้วเพราะตนไม่ฉลาดในการปฏิบัติ ตามที่อรรถกถากล่าวไว้ว่า เวลาใดวิปัสสนาจักเริ่มเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสเหล่านี้ ในเวลานั้นอธิคมสัทธรรมของพวกภิกษุนั้น มีพระโสดาบันเป็นต้น จักชื่อว่าเสื่อมหายไป นี่คือหลักฐานยืนยันว่าท่านทำสมาธิจนอธิคมสัทธรรมจะเกิดแล้ว แต่กลับหลงไปทางอื่น แล้วท่านไปพยากรณ์พระโสดาบันได้อย่างไร ดังนั้นการพยากรณ์ว่าพระโสดาบันมีดวงแก้วปรากฏ 5 วา สูง 5 วา เป็นต้น จึงน่าจะทึกทักเอาเอง
ผู้หวังพยุงพระพุทธศาสนาโปรดอย่าเพิ่งเชื่อบทความของผู้เขียนนี้ แต่ขอให้ไปเปิดพระไตรปิฎกตามระบุมาแล้ว แล้วพิจารณาให้รอบคอบว่าเท็จจริงประการใด แล้วจึงตัดสินใจต่อไป
รศ.ทวี ผลสมภพ

