ดุลยภาพดุลยพินิจ : อำนาจ ความชอบธรรม ประชาชน ประชาธิปไตย : โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

เติมชีวิตคืนชีวาประชาธิปไตย เป็นหัวข้อที่ร่วมสมัยอย่างยิ่งของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 18 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ทาคาชิ ชิราอิชิ อธิการบดีของสถาบัน GRIPS ที่เลื่องชื่อ ณ โตเกียว ได้รับเชิญให้แสดงปาฐกถา อธิบายว่าทำไมประชาธิปไตย จึงเป็นระบอบการเมืองที่ยืนยาวที่สุดในโลกสมัยใหม่ และเหตุใดไทยจึงควรคืนชีวาประชาธิปไตย

คำตอบคือ (1) ทุกสังคมมีความขัดแย้ง แต่ระบอบประชาธิปไตยช่วยให้สังคมสามารถจัดการการเมืองของความขัดแย้งได้ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะมันทำให้ความขัดแย้งหายไป (2) ประชาธิปไตยเคารพและให้สิทธิของประชาชนที่จะอภิปรายประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาได้อย่างเสรี (3) เปิดให้พวกเขาเลือกรัฐบาลที่คาดว่าจะทำให้เขาได้สิ่งที่ใฝ่ฝัน (4) มีกฎเกณฑ์แน่นอน ชัดเจน และเป็นที่คาดการณ์ได้ เพื่อกำกับการเมืองที่มีความไม่เรียบร้อยเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว โดยในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทางการเมืองต้องถูกตรวจสอบ ผลงานได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงพริกถึงขิง และนี่ก็คือรากฐานความชอบธรรมของรัฐบาล ที่ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในประวัติศาสตร์และจะยังเป็นมรดกของโลกอีกนาน

คำตอบเหล่านี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงมีคุณในตัวของมันเองที่ควรรักษาและจรรโลงอีกด้วย

นอกจากนั้น ศ.ชิราอิชิยังให้ข้อคิดอื่นที่เป็นประโยชน์ยิ่ง จึงสรุปมาเพื่อท่านผู้อ่านดังนี้

ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการเมืองที่สมบูรณ์ที่สุด หรือทำให้ได้รัฐบาลที่ดีเสมอไป ถ้าประชาชนไม่พอใจผู้นำที่ตั้งรัฐบาลก็ต้องนับวันรอที่จะโละรัฐบาลนั้นๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เช่น เมื่อชาวอเมริกันจำนวนมากไม่พอใจ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ ก็ออกมาประท้วงกันบ้าง ไม่มีรัฐประหาร และยอมรับผลของการเลือกตั้งตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้วก็นั่งนับนิ้วรอเมื่อรัฐบาลใหม่หมดอายุจะได้เลือกใหม่ในอีกสี่ปี หรือเร็วกว่าถ้าทรัมป์และคณะรัฐมนตรีผิดพลาดจนต้องออกไปก่อนครบสี่ปี

ประชาธิปไตยไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ และความไม่เรียบร้อยทางการเมืองหายไป ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความขัดแย้งให้ได้ด้วย นอกจากนั้นยังต้องสามารถกำกับหรือจัดการไม่ให้การเมืองอัตลักษณ์ หรือการเมืองที่มาจากการมีผลประโยชน์ หรือกลุ่มพวกที่ต่างกัน กลายเป็นตัวสร้างปัญหาที่ไม่สิ้นสุด

ทุกสังคมมีการแบ่งเป็นกลุ่มเป็นพวก ตามเชื้อชาติ ภาษา ชนชั้น และอุดมการณ์ ประเด็นคือการปัดขยะเข้าใต้พรมโดยไม่ให้มีการพูดถึงหรืออภิปรายกัน หรือใช้กำลังห้ามไม่ให้แสดงออก ไม่ให้เรียกร้องสิ่งที่ปรารถนา แล้วบอกว่า การแบ่งกลุ่มไม่มี ความขัดแย้งไม่มี ไม่ใช่วิธีที่จะจัดการที่ดี หรือทำให้ความขัดแย้งหายไปแต่อย่างใด เสมือนเราปิดฝากาให้สนิทเมื่อต้มน้ำซึ่งอาจจะทำได้ชั่วคราว แต่เมื่อน้ำเดือดดันให้ฝาเปิด แรงปะทุจะรุนแรงมาก ดังนั้นทางออกจึงไม่ใช่ใช้การกำราบปราบปราม หรือห้ามโน่นห้ามนี่ แต่หาวิธีบริหารจัดการความขัดแย้งเสีย

ประสบการณ์ของอินโดนีเซียที่จัดการได้ดี ต่อประเด็นความขัดแย้งด้านด้านศาสนาอย่างรุนแรงที่ปะทุขึ้น ครั้งเมื่อรัฐบาลของประธานาธิบดีซูฮาร์โตล่มลงใน พ.ศ.2540 จนอินโดนีเซียเกือบแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นเรื่องที่ควรเรียนรู้อย่างยิ่ง

แทนที่จะกลับไปสู่ลัทธิอำนาจนิยม (authoritarianism) ชาวอินโดนีเซียได้ร่วมกันสถาปนาระบอบประชาธิปไตย และขยายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแข็งขัน ส่งผลให้สังคมดำรงความเป็นเอกภาพ (unity) อยู่ได้โดยสันติ ไม่มีรัฐประหาร

และแม้ว่าประชาธิปไตยอินโดนีเซียจะมีจุดอ่อนเรื่องธุรกิจการเมือง และการสืบทอดอำนาจการเมืองโดยสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน แต่ประชาธิปไตยผนวกกับการกระจายอำนาจก็ประสบความสำเร็จ โดยเปิดโอกาสให้ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมได้ลงสมัครแข่งขันเพื่อรับเลือกตั้งเข้าบริหารจัดการรัฐบาลท้องถิ่น และต่อรองกับการเมืองอัตลักษณ์ได้

ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วผลงานของรัฐบาลในการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน สำคัญอย่างที่สุด ประเด็นนี่ท้าทายมาก

ปัจจุบันผู้คนคาดหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจะดีขึ้น และของลูกหลานจะยิ่งดีกว่า รัฐบาลไม่ว่าที่ไหนก็ตามต้องตอบสนองความคาดหวังดังกล่าวให้ได้ มิฉะนั้นก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่จะตามมา

ศ.ชิราอิชิกล่าวถึงนักสังคมวิทยาบางคนที่เสนอว่า ในระหว่าง 3 สิ่งคือ โลกาภิวัตน์ ประชาธิปไตยและความเป็นไทในทุกสิ่ง ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ครบทั้งสามสิ่ง เช่น ศ.ดานิ รอดริก (Dani Rodrik) บอกว่า

ถ้าจะเอาโลกาภิวัตน์ (เช่นการเปิดเสรี) และความเป็นไทในทุกสิ่ง (เช่นกำหนดนโยบายภายในได้เต็มที่ ปราศจากการแทรกแซงจากต่างประเทศ) ก็จะไม่ได้ประชาธิปไตย

ถ้าจะเอาประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ก็ต้องสละความเป็นไทของตัวเอง

ศ.ชิราอิชิบอกว่า ไม่เห็นด้วยเลยกับดานิ รอดริก เพราะตั้งคำถามผิด คำถามไม่ใช่ให้เลือกอันนี้หรืออันโน้น แต่เป็นเรื่องของการประสานดีกรีความมากน้อย นั่นคือจะเปิดเสรีให้ทุน สินค้า บริการ ข่าวสาร ผู้คน เคลื่อนย้ายข้ามแดนมากน้อยเท่าไร? จะสละความเป็นไทในทุกสิ่งได้ในเรื่องอะไรบ้างและระดับไหน หรือจะสละไม่ได้เลย ในขณะที่ยังคงรักษาระบบประชาธิปไตยไว้ เพื่อที่รัฐบาลจะได้รับผิดชอบกับผลงาน ที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินอยู่เป็นระยะๆ ตามกาละของระบอบประชาธิปไตย

ศ.ชิราอิชิยังพูดถึงการได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นรากฐานที่ให้ความชอบธรรมแก่ระบอบการเมืองทุกประเภท เราต้องอยู่กับการเมืองที่ไม่เรียบร้อย (messy politics) และในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้มีการใช้ความไม่เรียบร้อยนี้ วางยาพิษระบอบประชาธิปไตย เราต้องยอมให้สาธารณชนมีความเห็นของเขาและอภิปรายได้ว่า รัฐบาลมีผลงานที่สนองกับความคาดหวังของเขาหรือไม่ อย่างไร และมีส่วนในการตั้งและถอดถอนรัฐบาลของเขาได้ด้วย

โดยสรุป ศ.ชิราอิชิบอกว่า ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนที่สมบูรณ์ที่สุด หรือจะการันตีรัฐบาลที่ดีเสมอไป แต่เพราะว่า ประชาธิปไตยเปิดโอกาสเป็นระยะๆ ให้สาธารณชนได้มีสิทธิมีเสียงในการตั้งและถอดถอนรัฐบาล จึงเท่ากับว่าประชาชนกำกับรัฐบาลได้

ประชาธิปไตยเป็นกระบวนเรียนรู้ที่ต้องมีการลองผิดลองถูก เราจึงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของเราเอง จากประวัติศาสตร์ จากประสบการณ์ร่วมสมัยของสังคมอื่น เพื่อที่เราจะได้ก่นสร้างระบบที่ดีกว่า มีความชอบธรรมมากกว่า เพื่อประโยชน์และสันติสุขของพวกเรากันเอง

เมื่อประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของรัฐบาลของเขานั่นล่ะ จึงจะทำงานร่วมกันได้ แม้ในความขัดแย้ง เพื่อประเทศของเขาและของโลก

ผาสุก พงษ์ไพจิตร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon