พิสูจน์ ‘ประเทศต้องไปต่อ’

3.09.23 | 09:30 น.

พิสูจน์ ‘ประเทศต้องไปต่อ’

อีกไม่กี่วันรัฐบาลชุดใหม่ นำโดย “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 – เศรษฐา ทวีสิน” จะเข้าทำเนียบทำงานบริหารประเทศ

“พรรคเพื่อไทย” ที่พลิกขั้วมาเข้าร่วมกับ “พรรครัฐบาลเดิม” เป็นแกนนำด้วยการแถลงเหตุผลว่า “จำเป็น” ทำนองว่าเพราะหากไม่ได้ร่วมอำนาจรัฐ จะไม่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างที่ตั้งใจ หรือวางนโยบายไว้ได้ ถ้าไม่จัดการด้วยวิธี “เปลี่ยนฟากพรรคร่วมรัฐบาล” โอกาสที่จะเข้ามาทำงานจะไม่มี ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายโอกาสที่เอื้อให้

พรรคเพื่อไทยยอมเสียหาย ยอมเทต้นทุนที่เกิดจากความไม่เข้าใจของประชาชนที่เจ็บปวดจากการเปลี่ยนขั้วทิ้งเจตนารมณ์ความร่วมมือของฝ่ายที่ยึดมั่นใน “อำนาจประชาชน” ไปซบ “ขบวนการสืบทอดอำนาจ”

ด้วยความพยายามชี้แจงว่าจะใช้โอกาสเช่นนี้สร้างผลงานให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมาฟื้นฟูศรัทธา

Advertisement

ไม่ว่าใครจะรู้สึกว่าฟังขึ้น หรือฟังไม่ขึ้น แต่ถึงวันนี้ “พรรคเพื่อไทย” อาศัยเหตุผลนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ฟอร์ม ครม.ขึ้นมาเพื่อมีอำนาจบริหารประเทศแล้ว จะเริ่มทำงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ผลงานที่จะเกิดจากการใช้อำนาจที่ได้มาของ “เพื่อไทย” ในฐานะ “พรรคแกนนำรัฐบาล” ตามที่แถลงนั้นครอบคลุม
ทุกด้าน ทั้งการแก้ปัญหา “ความเดือดร้อนในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มโอกาสในการสร้างอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ

หรือในระดับโครงสร้างอำนาจที่ว่าด้วย “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” การเยียวยาและหาทางออกให้ผู้ได้รับความไม่เป็นธรรมจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

หรือกระทั่งการจัดการกับระบบราชการ และวิธีการทำงานของข้าราชการที่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ เกิดระบบส่วย คอร์รัปชั่นขึ้นอย่างกว้างขวาง ฝังรากลึกจนยากจะขุดรากถอนโคนในการแก้ไข

ก่อนการเลือกตั้ง ปัญหาเหล่านี้ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างครึกโครม และเป็นที่มาของความประสบความสำเร็จการสร้างกระแส “เปลี่ยน”

ในการหาเสียงมีการนำเสนอว่าจะเยียวยาประเทศให้พ้นจากมะเร็งร้ายที่กัดกิน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเหล่านี้ได้ ต้องเริ่มจากการ “เปลี่ยนผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการประเทศ” หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ “เปลี่ยนรัฐบาล”

ทั้ง “พรรคก้าวไกล” และ “พรรคเพื่อไทย” คือผู้สร้างกระแสว่าหากขืนปล่อยให้ “รัฐบาลเก่า” บริหารจัดการต่อไป ประเทศจะเสื่อมทรุดลงไปเรื่อย

ผลการเลือกตั้งชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคก้าวไกล” ด้วยเลือก ส.ส.จากทั้ง 2 พรรคนี้เข้ามาเกินกว่าครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ประชาชนเอาด้วยกับ “พรรคการเมือง” ที่เห็นว่าประเทศต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการบริหารจัดการ ให้พ้นไปจากการควบคุมของ “ขบวนการผูกขาด” และ “ขยายความเหลื่อมล้ำ”

แต่แล้วเจตนารมณ์ของประชาชนที่ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคก้าวไกล” ชักชวนให้ประชาชนตัดสินใจเข้าร่วม กลับเกิดข้อกังขาว่าจะเป็นแค่ “เทคนิคการหาเสียง เพื่อผลการเลือกตั้ง” หรือ “ความตั้งใจว่าจะทำให้เกิดขึ้นจริง”

เป็นคำถามที่มาพร้อมกับการเฝ้าดูภารกิจ นำ “ทักษิณ ชินวัตร” มาใช้ชีวิตปกติที่บ้าน หลังต้องไปอยู่ต่างประเทศมากว่า 17 ปี

ความอิสระจาก “ขบวนการสืบทอดอำนาจผูกขาด” ที่ยังแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของ “อำนาจรัฐ” ไม่เว้นแม้แต่ในพรรคเพื่อไทยเอง

พลังของประชาชนที่เคยเป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก และยืนหยัดให้การสนับสนุนด้วยความเชื่อมั่น ที่วันนี้ลดทอนลง

“พรรคเพื่อไทย” ภายใต้การถือธงนำของ “เศรษฐา ทวีสิน” จะฝ่าฟันให้ผ่านเงื่อนไขอันหลากหลายที่เป็นอุปสรรคต่อปณิธานของพรรคในช่วงหาเสียงได้หรือไม่

เรื่องราวเหล่านี้ท้าทายอย่างยิ่ง

“เพื่อไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่ประกาศจะใช้อำนาจให้เป็นไปตามการหาเสียง เพียงแต่ขอเวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ขณะที่ความเชื่อถือของประชาชนถดถอยไปเห็นการถูก “ขบวนการผูกขาดอำนาจ” ครอบงำ

ที่สุดแล้วว่าผลการพิสูจน์ของเวลาจะออกมาอย่างไร

มีแต่ต้องติดตามด้วยความหวัง