หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเมืองแบบเก...

การเมืองแบบเก่าลดไปบ้างแต่แบบใหม่ยังไม่มา

3.09.23 | 13:35 น.

การเมืองแบบเก่าลดไปบ้างแต่แบบใหม่ยังไม่มา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบกำหนดก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงต้นเดือนกันยายน 2566 ก่อนหน้านี้ เขาได้เสนอตัวเองเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 สิงหาคม 2557 หลังการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ไม่นาน รวมเวลาที่เขาเป็นนายกฯคนที่ 29 ได้ 9 ปีกับอีกประมาณสองสัปดาห์ เขาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพื่อสรุปผลงานไว้ว่า

“เป็น 9 ปีของประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้านทัดเทียมนานาอารยประเทศ และพร้อมยกระดับไปสู่ประเทศชั้นนำของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเหตุผลสำคัญได้แก่ …” ต่อไปนี้จะขอย่อความเหตุผลสำคัญ 9 ข้อที่เขาให้ไว้ดังนี้

1.เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ระยะยาว 20 ปี

2.มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งยิ่งใหญ่ ในทุกระบบ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

Advertisement

3.มีความพร้อมเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล” และ “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล และ 5G ที่โดดเด่นในภูมิภาค

4.มีการกำหนด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

5.สร้างกลไกในการบริการจัดการทรัพยากรที่สำคัญของชาติ (1) “น้ำ” (2) “ดิน” (3) “ป่า”

6.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น (1) ส่งเสริมสวัสดิการกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ (2) ส่งเสริมบทบาทกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนยุติธรรม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม
7.ปฏิรูปกฎหมายไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

8.ประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบราชการไทย เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนและเอกชน ที่เข้าถึงง่าย-สะดวก-โปร่งใส

9.สร้างความสัมพันธ์ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบทวิภาคี-พหุภาคี และเขตการค้าเสรี (FTA)

ผมสนใจว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมีอะไรดีหรือ ถึงถูกยกเป็นผลงานข้อที่หนึ่ง เลยไปดูเอกสารสรุปของสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี พบแต่ข้อความกว้างๆ ว่าเป้าหมายที่จะบรรลุใน 20 ปีมีโดยย่อดังนี้

“เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมพัฒนาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ระบบราชการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และน้ำ โดยได้มีการตั้งเป้าในการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ 40% ของพื้นที่ในประเทศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดการกับขยะมูลฝอยอย่างถูกหลัก และรักษาคุณภาพน้ำและคุณภาพอากาศในพื้นที่วิกฤต ส่วนการพัฒนาในภาครัฐ ต้องสร้างความมั่นคง และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนานาชาติ บริหารระบบราชการให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการกระจายอำนาจและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพิ่มการใช้ระบบดิจิทัลเป็นช่องทางบริการประชาชน ปรับปรุงปัญหาคอร์รัปชัน และจัดการบริหารให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้น” ประโยคสุดท้ายนั้นสำคัญ แต่อยู่มา 9 ปี สงสัยว่ารัฐบาลได้ทำอะไรเพื่อการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบ้าง และมหาดไทยได้ลดระดับการควบคุมเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระมากขึ้นหรือไม่?

เอาเถอะ น้องเล็กของพี่น้อง 3 ป. กำลังจะวางมือทางการเมือง พี่คนกลางบริหารงานตามระบบราชการมากกว่าจะแสดงลีลาทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้กระจายงานสู่ท้องถิ่นมากนัก ส่วนพี่ใหญ่จะลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อขอเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเพียงตำแหน่งเดียว เหล่านี้ถือเป็นการลดบทบาททางการเมืองแบบที่มีทหารนำไปบ้างแล้ว

ครั้นมาดูคณะรัฐมนตรีบ้าง ขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ จึงขอถือโผเพื่อใช้ในการวิจารณ์ไปพลางก่อน ในจำนวนรัฐมนตรี 36 คน มีรัฐมนตรีหญิง 5 คน คิดเป็น 13.9% ถ้าจะพูดถึงความเสมอภาคหญิง-ชาย สัดส่วนของสตรีในคณะรัฐมนตรี หรือในรัฐสภาควรเท่ากับหรือมากกว่า 30% จึงจะเข้าใกล้มาตรฐานสากล ก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลายพรรคเคยสัญญาว่าจะเพิ่มสัดส่วนของสตรีในตำแหน่งที่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ใช้สูตรเดิม คือเอาจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล (ประมาณ 310 คน) หารด้วยจำนวนที่นั่งในคณะรัฐมนตรี 36 ทีนั่ง ได้โควต้าคือ ส.ส. 8.6 คนจัดสรรที่นั่งรัฐมนตรีให้หนึ่งคน เช่นพรรคที่มี ส.ส.ประมาณ 70 คน ได้โควต้ารัฐมนตรีเท่ากับ 70 หารด้วย 8.6 คือประมาณ 8 คน พรรคที่มี ส.ส.ประมาณ 35 คน (ครึ่งหนึ่งของ 70 คน) ได้รัฐมนตรีประมาณ 4 คน เป็นต้น เมื่อแบ่งสันปันส่วนเช่นนี้แล้ว พรรคต่างๆ ก็มาต่อรองว่าพรรคไหนจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงไหน

กระทรวงที่มีอำนาจมาก ให้บริการแก่ประชาชนจำนวนมาก มีข้าราชการในสังกัดมาก มีงบประมาณมาก เขาเรียกว่ากระทรวงเกรด A ผมไม่แน่ใจว่านักการเมืองจะคิดว่ากระทรวงไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ ดูเหมือนว่าสองพรรคที่มีขนาดกลางจะให้ความสำคัญแก่เศรษฐกิจคือ พรรครวมไทยสร้างชาติเลือกกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะขับเคลื่อนการผลิต พรรคพลังประชารัฐเลือกกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ส่วนพรรคขนาดกลางใหญ่เลือกกระทรวงที่สำคัญด้านการบำบัดทุกข์บำรุงสุขคือ กระทรวงมหาดไทย และเลือกกระทรวงที่ทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่วนพรรคที่ใหญ่กว่าเพื่อนคือพรรคเพื่อไทยก็เหมากระทรวงที่เหลือ รวมถึงกระทรวงที่มีความสำคัญด้านความมั่นคงคือกระทรวงกลาโหม และกระทรวงที่คุมการเงินภาครัฐคือกระทรวงการคลัง

ประเทศตะวันตกบางประเทศถือรัฐมนตรีการคลังเป็นเบอร์สอง บางประเทศถือรัฐมนตรีต่างประเทศว่าสำคัญรองจากนายกรัฐมนตรี ส่วนประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญแก่รัฐมนตรียุติธรรม ซึ่งบ้านเราคราวนี้ตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมมาตกอยู่แก่พรรคเล็กคือพรรคประชาชาติ การให้ความสำคัญย่อมแตกต่างกันไป

ดูโผรายชื่อรัฐมนตรีแล้ว ประมาณว่ามี 9 คนที่เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลประยุทธ์มาก่อนดังที่พอจำกันได้บ้าง แต่บางคนอาจลืมชื่อรัฐมนตรีสมัยยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ สมัคร ทักษิณไปบ้างแล้ว เท่าที่พอค้นได้ พบว่าภูมิธรรม เวชยชัย เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยทักษิณ ชูศักดิ์ ศิรินิล เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยสมัคร สันติ พร้อมพัฒน์ ทั้งสมัยยิ่งลักษณ์และประยุทธ์ ทรงศักดิ์ ทองศรี ทั้งสมัยสมัครและประยุทธ์ ส่วนประเสริฐ จันทรรวงทอง เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และชลน่าน ศรีแก้ว ล้วนเคยเป็นรัฐมนตรีสมัยยิ่งลักษณ์ นับไปนับมาได้อดีตรัฐมนตรีอีก 5 คน (ไม่นับสันติ และทรงศักดิ์ ที่มีชื่อซ้ำ) ได้มือเก่า 14 คนจากทั้งหมด 36 คน ยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ มีมือใหม่ในสัดส่วนเกินครึ่ง (แต่บางคนถือเป็น “ทายาท” ที่บ้านใหญ่ส่งมา) ก็ขอแสดงความยินดีด้วย

สุทิน คลังแสง เป็น ส.ส.มหาสารคาม 5 สมัย มีบุคลิกนุ่มนวลแต่มีหลักการที่มั่นคง น่าจะรับหน้าที่รัฐมนตรี (ม้ามืด) ของกระทรวงกลาโหมได้ดี เพราะการปฏิรูปกองทัพไม่ใช่เรื่องง่าย แม้รัฐมนตรีที่กำลังพ้นจากตำแหน่งจะ “ขอเป็นสะพาน” ให้ก็ตาม การปฏิรูปกองทัพต้องการการปรึกษาหารือและการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กัน จึงขอให้กำลังใจสำหรับภารกิจที่สำคัญนี้

ผมให้ความสนใจแก่การปฏิรูปการศึกษาเป็นพิเศษ วันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีการจัดพิธีอำลาตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (น.ส.ตรีนุช เทียนทอง) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) โดยตรีนุชฝากงานไว้ว่า “หัวใจสำคัญของการศึกษาคือครู โดยเฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่จำเป็นในการจัดการเรื่องบุคลากรอย่างเป็นระบบ ตลอดจนในเรื่องของนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กตกหล่น ความปลอดภัย ความเหลื่อมล้ำที่ไม่เคยทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอให้พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดคุณภาพตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา เพื่อที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน อยากเน้นย้ำเรื่องลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา”

ส่วนคุณหญิงกัลยาขอฝากรัฐบาลใหม่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายการเรียนการสอนโค้ดดิ้ง และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กทุกคนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริที่ให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ทุกแห่งนำไปสร้างเป็นหลักสูตร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ชุมชน เพราะจะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้อย่างมาก

คราวนี้ขอมาดูนโยบายการหาเสียงด้านการศึกษาของพรรคการเมืองสักสองพรรค พรรคแรกคือพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล ที่ประกาศนโยบายดังนี้

1.มีโรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น  เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษา Coding นำครูต่างชาติสอนร่วมกับครูไทยทั้งในห้องเรียนและออนไลน์

2.เรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี  บริการรถรับส่งนักเรียนฟรี

3.เรียนอาชีวะฟรีมีอยู่จริง ปั้นสถานอาชีวะเป็นศูนย์สร้างสรรค์สร้างตัวได้

4.เด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาทขึ้นไป

5.1 อำเภอ 1 ทุน เพิ่มโอกาสทางการศึกษา

6.จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ TCDC และ TK Park ให้ครบทุกจังหวัด

7.“Free tablet for all” สนับสนุนแท็บเล็ตนักเรียนและครู เปิดโอกาสทางการศึกษาผ่านออนไลน์
นอกจากนี้ ยังเพิ่มเติมด้วยนโยบาย “ยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งหมด” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ผู้เรียน

1.ยกระดับการศึกษาทั้งระบบทั้งหลักสูตรดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการครู นักเรียนและผู้ปกครอง

2.ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และ พ.ร.บ.เรียนรู้ตลอดชีวิต

3.เพิ่มทักษะการคิด-วิเคราะห์ ทักษะศตวรรษที่ 21 ทักษะดิจิทัล สื่อสารภาษาอังกฤษ เพิ่มคะแนน PISA

4.จัดทำหลักสูตร สร้างสมรรถนะและทักษะให้เกิดขึ้นจริง ลดเวลาเรียน และ Academic Credit Banking

5.ลดระดับศูนย์เด็กเล็ก ลดความเหลื่อมล้ำในช่วงปฐมวัย เพื่อการเริ่มต้นการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

6.ขจัดการละเมิดสิทธิผู้เรียน กระจายอำนาจให้โรงเรียน ปรับการจัดงบให้โรงเรียน

7.เปิดโรงเรียนพ่อแม่เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ปกครอง

8.สนับสนุนการพัฒนาห้องเรียนเป็น Smart Classroom

9.ลดภาระเอกสารครู ปรับครูให้เป็น Coach

ส่วนพรรคภูมิใจไทย นอกจากจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในลำดับที่สองแล้ว ยังจองกระทรวงศึกษาฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงแรงงานด้วย ในช่วงหาเสียง พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายด้านการศึกษาดังนี้

1.หยุดพักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยหนี้ กยศ. ถือเป็นหนึ่งในประเภทที่จัดอยู่ในระบบ โดยจะได้รับการหยุดพักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

2.ให้ความสำคัญแก่การศึกษาออนไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้แก่ระบบการศึกษาไทย

3.การจัดการเรียนการสอน หรือเรียนฟรีถึงระดับปริญญาตรี

4.สร้างระบบเวอร์ชวลสคูล (Virtual School) หรือออนไลน์สคูล (Online School) เด็กๆ ไม่ว่าอยู่ในชนบทห่างไกล หรือโรงเรียนขนาดเล็ก จะได้เรียนกับครูเก่งๆ

5.ผลักดันการจัดตั้ง สถาบันพัฒนาสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติขึ้น เพื่อสร้างระบบใหม่ของการจัดการเรียนการสอน ให้เด็กที่มีคุณภาพ

ในเรื่องนโยบายการศึกษา คงต้องรอดูว่าจะเขียนไว้ในนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณตนอย่างไร แต่ก่อนจะไปถึงตอนนั้น ขอให้รับฟังเสียงวิจารณ์ของ “พี่ไนซ์ของน้องๆ ชาว Del-D” ที่สืบค้นจาก https://www.dek-d.com/activity/61879/ ดูบ้าง

“นโยบายส่วนใหญ่ให้กู้ กับยกเลิกหนี้ที่กู้เพื่อการศึกษา (ย้อนแย้งกันมาก) ให้เรียนฟรี (เขาฟรีอยู่แล้ว แต่ฟรีไม่จริง) ให้อาหารกลางวันฟรี (ก็ฟรีอยู่แล้ว แต่คุณภาพแย่มากๆ) บางพรรคแถมมีรถรับส่ง (จะเอางบประมาณมหาศาลมาจากไหน) บางพรรคทำนโยบายให้เรียนภาษากับครูจากต่างประเทศ (เป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เรื่องเขตเวลา ตารางเรียน การเชื่อมต่อ การควบคุมชั้นเรียน ถ้าจะทำแบบนั้น ลงทุนใช้ AI ช่วยทำดีกว่า) บางพรรคมีนโยบาย Virtual School หรือ Online School (อาจเป็นไปได้จริง โดยใช้ AI ช่วย) บางพรรคมีนโยบายปรับปรุงหลักสูตร (สพฐ.ทำเป็นประจำอยู่แล้ว) นโยบายเงินเดือนอาชีวะ เทียบเท่าปริญญาตรี (จะทำให้คนไม่อยากเรียนปริญญาตรี แต่เอาแค่อาชีวะ เพราะเงินเดือนเริ่มเท่ากัน ส่วนนโยบายที่ไม่รู้เรื่องจริงๆ คือ นโยบายนมโรงเรียนฟรีทั้งปี อาหารกลางวันฟรีตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 (เขาฟรีมานานแล้ว) สุดท้าย นักเรียนประเมินครู ครูประเมิน ผอ. (นโยบายนี้ไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ ตำแหน่งผู้อำนวยการ ร.ร. มาจากการแต่งตั้ง ยกเว้นจะให้ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน เลือกมาจากสมาชิกในโรงเรียน)”

คราวนี้ขอดูโผรัฐมนตรีบ้าง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เขาเป็นน้องชายของเนวิน ชิดชอบ เป็นข้าราชการเกษียณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เคยเป็นจเรตำรวจ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต ไม่ปรากฏประสบการณ์ด้านการศึกษา ส่วนสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจ ไม่ปรากฏประสบการณ์ด้านการศึกษา ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จบการศึกษาสาขานิติศาสตร์ เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยสมัครและประยุทธ์ เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินและเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ 7 สมัย

จากการทบทวนนโยบายข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการฝากงานของผู้จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีบางคน ดูภาพรวมของคณะรัฐมนตรีที่มีคนใหม่ๆ เข้ามาเสริมคนหน้าเดิมๆ ดูจากนโยบายหาเสียงโดยเฉพาะด้านการศึกษา ผู้อ่านคงประมาณได้ว่า มีความหวังเพียงใด ที่ผู้บริหารชุดใหม่จะนำพาประเทศสู่สังคมเรียนรู้ และการเป็นอยู่ที่พอดีมีสุขกันทุกคนได้มากน้อยเพียงใด

โคทม อารียา