หน้าแรก คอลัมนิสต์ การศึกษาประชา...

การศึกษาประชานิยม

7.09.23 | 12:02 น.

การศึกษาประชานิยม

รัฐบาลเศรษฐา 1 กำหนดแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาวันจันทร์ที่ 11 กันยายนนี้ รายละเอียดเนื้อหาสาระทั้งหมดคงจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเพราะต้องส่งให้สมาชิกรัฐสภาก่อนการประชุม 3 วัน

แต่สำหรับสาธารณชนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับการเผยแพร่ให้รับรู้ ผู้สนใจจึงได้แต่ดูจากเอกสารโฆษณาหาเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 11 พรรคเป็นน้ำจิ้มกันไปก่อน

ในที่นี้จะเน้นเฉพาะนโยบายด้านการศึกษาเป็นหลัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคแกนนำ เพื่อไทย กับพรรคอันดับรองถัดไปคือภูมิใจไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ

Advertisement

เพื่อนำมาเทียบเคียงกับนโยบายรวมของรัฐบาล จะทำให้เห็นว่านโยบายของพรรคใดคงอยู่ ของพรรคใดถูกตัดทิ้งไป

เริ่มจากพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านขั้นตอน Learn to Earn เพื่อเรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกช่วงวัย สามารถโอนหน่วยกิตที่สะสมไว้ หางานได้ในทุกช่วงของชีวิต จบปริญญาตรีอายุ 18 ปี ปรับระบบการศึกษาจาก 6 6 4 ไปสู่ระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อให้คนเข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วขึ้น

นโยบาย Free Tablet for all ด้วยโครงการ 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต และโครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต เปิดโอกาสทางการศึกษาผ่านออนไลน์ โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เพิ่มงบอาหารกลางวัน บริการรถรับส่งนักเรียนฟรี มีโรงเรียนสองภาษาในทุกท้องถิ่น สอนภาษาอังกฤษและจีนตั้งแต่ชั้น ป.1

พรรคภูมิใจไทย ประกาศ 16 นโยบายหลัก หนึ่งในนั้นมีนโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นว่า ใครๆ ก็มีสิทธิเรียนจบได้ใบปริญญาอย่างเท่าเทียม โดยจะผลักดันการเรียนออนไลน์ให้เรียนฟรีตลอดชีวิต พร้อมกับได้ปริญญา

พรรคพลังประชารัฐ ไม่ปรากฏนโยบายด้านการศึกษาที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการ

พรรครวมไทยสร้างชาติ ชูสโลแกน ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ประกาศ 13 นโยบาย หนึ่งในนั้นมีนโยบายด้านการศึกษาคือ ให้ทุนเรียนวิชาชีพอำเภอละ 100 ทุน

พรรคชาติไทยพัฒนา เขียนเป็นหลักการว่า รับฟังความคิดเห็นต่าง ใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการลงมือปฏิบัติ ไม่สร้างภาระให้คนรุ่นลูกหลานในอนาคต มุ่งหวังให้คนไทยกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ

พรรคประชาชาติ เรียนฟรีมีคุณภาพถึง ป.ตรี

พรรคเสรีรวมไทย เรียนฟรีจนจบปริญญาตรีและยกเลิกหนี้ กยศ.

ครับ จากตัวอย่างนโยบายที่ประกาศในการหาเสียงเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นนโยบายในระดับจุลภาค เน้นการบริการการศึกษาฟรี เข้าถึงง่าย เป็นหลัก

ขณะที่นโยบายเชิงมหภาค หรือเชิงระบบ โครงสร้าง ในเรื่องที่สำคัญๆ ไม่ได้กล่าวถึงเท่าที่ควร

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษา การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกล ขาดแคลน การส่งเสริมความเป็นอิสระให้โรงเรียนให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ การปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่มีข้อเสนอให้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเนื้อหาสาระวิชามาเน้นสร้างทักษะต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ลดการท่องจำมาเน้นให้คิดและตั้งคำถาม การปฏิรูปและพัฒนาครู

รวมถึงแนวนโยบายต่อกฎหมายแม่บททางการศึกษา คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้

การไม่ปรากฏนโยบายปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบในเวทีหาเสียงคงเป็นเพราะเป็นนามธรรมเข้าใจยาก เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาฟรี ของฟรี ประชานิยมทางการศึกษา เข้าใจง่าย กินได้ โดนใจผู้ลงคะแนนมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่น่าสนใจติดตามคงไม่ใช่แค่เนื้อหาสุดท้าย นโยบายแต่ละด้านจะปรากฏออกมาอย่างไรเท่านั้น

แต่เบื้องหลังการถ่ายทำ กระบวนการจัดทำ หรือหลอมรวมนโยบายของแต่ละพรรคเข้ามาไว้เป็นนโยบายกลางเป็นไปอย่างไร

นโยบายกลางที่แถลงจะสะท้อนให้เห็นว่า ระหว่างประชานิยมทางการศึกษา กับการปฏิรรูปเชิงระบบ ด้านใดเป็นหลัก

พรรคการเมืองทำการบ้านมามากน้อยเพียงไร สามารถยืนหยัดนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงไว้ได้แค่ไหน

คณะทำงานของพรรคการเมืองกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาการศึกษา และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฝ่ายใดมีบทบาทกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษามากกว่า

ที่แน่ๆ และเกิดขึ้นแล้วคือ เสียงแห่งความคาดหวังที่มีต่อตัวบุคคลและพรรคผู้รับผิดชอบบริหารกระทรวงศึกษาที่ว่า ปัญหาความรุนแรง ความปลอดภัย การกลั่นแกล้งรังแกกันในสถานศึกษาน่าจะลดลง เพราะได้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาเป็นรัฐมนตรี