ห้วงปีใหม่ที่ผ่านมา รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย คาดการณ์การเมืองไทยผ่านเฟซบุ๊ก มีสาระสำคัญน่าสนใจดังนี้
1.น่าห่วงว่า ระบบการเมืองจะก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยิ่งถูกกำกับจาก “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” จะเป็นเหมือนแผนกำกับทิศทางประเทศของพม่า ที่เคยทำให้พม่าวิ่งตามหลังประเทศอื่นๆ หลายสิบปี
2.โจทย์ใหญ่เรื่อง “ความขัดแย้ง” ที่ประชาชนอยากก้าวข้าม แต่ 2 ปี กลุ่มอำนาจถลำตัวเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งเสียเอง การเมืองจึงยังคงเป็นการขับเคลื่อนของ 2 พรรคใหญ่กับกลุ่มพรรคขนาดกลาง และกลุ่มอำนาจจากรัฐประหาร ซึ่งจัดวางเครือข่ายอำนาจและเขียนกฎกติกาที่เอื้อกลุ่มของตนเป็นสำคัญ ก้าวข้ามฝ่ายประชาสังคมและภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไปอย่างน่าเสียดาย
3.การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนการปฏิรูปประเทศ ยังติดอุปสรรค “ความไม่เชื่อมั่น-ไม่ยอมรับ” จากนานาประเทศ
4.การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อใด ขึ้นอยู่ว่ารัฐธรรมนูญจะมีการประกาศใช้เมื่อใด ไม่มีใครสามารถเดาใจกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้
5.รัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ใช่ทางออกของประเทศ และเป็นปมปัญหาใหญ่ที่สำคัญของประเทศต่อไป
เป็นการคาดการณ์จากอีกมุมคิดหนึ่ง ซึ่งแย้งว่า แม้จะผ่านการปฏิรูป ลิดรอนอุปสรรคต่างๆ มาแล้ว แต่โลกของการเมืองไทยจะไม่สวยไปอีกระยะหนึ่ง
ซึ่งประชาชนทั่วไปก็พอจะมองเห็นได้ง่ายๆ ว่า เส้นทางการคืนอำนาจออกจะคดเคี้ยว ป้ายบอกทางไม่ได้มาตรฐาน จนหมดไป 2 ปีกว่าแล้ว
เกิดการพูดจาไม่ตรงกันในเรื่องการเลือกตั้ง ว่าอาจจะยืดไปกลางปี 2561
ก่อนที่รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์จะยืนยันว่า นายกฯจะเลือกตั้งตามโรดแมปต่อไป
ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะหากลากออกไป จะลำบากกันทุกฝ่าย รวมถึงเสือที่ขี่กันอยู่ จะเพิ่มความดุขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ส่วนโจทย์ 5 ข้อดังกล่าวข้างต้น เป็นเรื่องที่เห็นได้อยู่ ทางออกต้องแก้ไขไปทีละเปลาะ เริ่มจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และเลือกตั้ง
การเลือกตั้งจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เป็นฐานให้ก้าวต่อไปเพื่อแก้ปัญหาอื่นๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ
ถึงแม้กฎกติกาต่างๆ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะยอมใช้ไปก่อน
แล้วเมื่อไปถึงจุดหนึ่ง สังคมหรือประชาชนก็จะสะท้อนความคิดความเห็นต่อกฎกติกาดังกล่าวออกมา
การเผชิญหน้าหรือความขัดแย้งอาจแสดงตัวออกมาอีก
สถานการณ์บ้านเมืองรอบนี้ จะต้องใช้ความอดทนกันมากกว่าที่ผ่านๆ มา
ข้อสำคัญก็คือ การออกแบบระบบที่มุ่งควบคุม แต่ก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง กำลังเป็นโจทย์ที่เด่นชัดขึ้นมา
เป็นคำท้วงติงที่ผู้มีอำนาจน่าจะต้องรับฟัง

