สถานีคิดเลขที่ 12 : รัก น้อยนิด มหาศาล

10.09.23 | 09:00 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : รัก น้อยนิด มหาศาล การเมืองตอนนี้ ที่มีนายกฯ “นิด” เศรษฐา ทวีสิน

การเมืองตอนนี้ ที่มีนายกฯ “นิด” เศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้นำ
ทำให้นึกถึงชื่อหนังเมื่อหลายปีก่อน ของ เป็นเอก รัตนเรือง
คือเรื่อง “รัก น้อยนิด มหาศาล”
ด้วยมันให้ความรู้สึก ภาวะย้อนแย้ง ในตัวเอง อย่างอธิบายไม่ถูก
เป็นบรรยากาศแบบ irony คือการเหน็บแนม, เย้ยหยัน ที่ขำๆ ขื่นๆ

อย่างคณะรัฐมนตรีเศรษฐา (1) หรือ ครม.นิด (1) ที่เปิดโฉมถ่ายรูปหมู่กันพร้อมหน้าเมื่อวันที่ 5 กันยายนนั้น
ด้านหนึ่งก็เป็นสัญญะ ที่บอกว่า รัฐบาลใหม่กำลังจะเดินหน้าลุยทำงาน แบบ “เทหมดหน้าตัก”
แต่อีกด้าน ก็ให้ความรู้สึกว่า ครม.นิด (หนึ่ง) นั้น หากเป็นภาษาปาก ก็อาจจะฟังเพี้ยนๆ เป็น ครม.นิด (นึง)
“นิดนึง” ที่อาจหมายถึง การอยู่ได้ไม่นานก็ได้
ซึ่งก็เริ่มมีผู้คิดเช่นนั้นจริงๆ หลังจากเห็นโฉมหน้า ครม.นิด (หนึ่ง)
เพราะมากด้วยความผิดฝาผิดตัว

การคัดเลือกผู้เข้าดำรงตำแหน่งคำนึงถึงโควต้า เครือญาติ มากกว่าคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ
การมอบหมายงานก็เป็นแบบเรื่อง “ตัวบุคคล” มิใช่ยึดตามระบบ หรือมิได้เป็นไปตามสายงานที่ควรจะเป็น
จึงเป็น รัฐบาลผสมจริงๆ คือ ผสมอะไรๆ ลงไปให้เต็มๆ โควต้าเท่านั้น
และตอนนี้ ที่กำลังผสมๆ กันอยู่ ก็คือ นโยบาย

นโยบายที่รัฐบาลเศรษฐาจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 11-12 กันยายนนี้
ซึ่งคาดหมายกันว่า คงถูกฝ่ายค้านคือพรรคก้าวไกล วิพากษ์วิจารณ์หนักไม่น้อย
โดยเฉพาะ ข้อกล่าวหา เรื่อง “ไม่ตรงปก” ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะนโยบายเท่านั้น หากแต่มีปัญหาตั้งแต่รัฐบาลนี้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเลยทีเดียว
นับตั้งแต่ เรื่องการสลายขั้ว สลายร่าง ที่ชุดคำอธิบายของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับความจำเป็นที่ต้อง “มีลุง” นั้น แม้อาจจะกล้อมแกล้มไปได้ แต่ก็ได้ก่อวิกฤตศรัทธาต่อเรื่องความเชื่อมั่น ในเรื่องคำพูด คำให้สัญญา ของพรรคการเมือง นักการเมือง ที่สามารถพลิกพลิ้วได้ตลอดเวลา
และตอนนี้ อย่างที่บอกกำลังจะเกิดขึ้นกับการแถลงนโยบายรัฐบาล ด้วยมีการมองว่า มีการพลิกพลิ้วไปจากนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียง ตั้งแต่การทำให้นโยบายบางเรื่องหายไป หรือถ้าไม่หายไป ก็มีการขยายเรื่อง ให้เปิดกว้าง แบบไม่ผูกมัดใดๆ

และน่าสังเกตว่า แม้รัฐบาลนี้จะประกอบด้วยพรรคถึง 11 พรรค และแต่ละพรรคนั้นล้วนมีนโยบายของตนเอง ที่ให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะนำมาผลักดันให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างแข็งขัน
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่า แต่ละพรรคพากันไปแอบยืนข้างหลังพรรคเพื่อไทย อย่างเงียบๆ
ไม่หือไม่อือ หรือเจรจาต่อรองเพื่อให้นโยบายของตนเองถูกนำไปปฏิบัติ
ปล่อยให้พรรคแกนนำพัลวันพัลเกนำเสนอนโยบายที่ตรงปกบ้างไม่ตรงปกบ้างอยู่ฝ่ายเดียว
ภาวะเช่นนี้ ทำให้ “ภาระ” อันหนักอึ้งทั้งหลายแหล่ ตกอยู่บนบ่าของนายกฯนิด เป็นหลัก

Advertisement

ซึ่งหากให้ความเป็นธรรม นับตั้งแต่นายเศรษฐาเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ก็ได้โชว์ความเป็นผู้นำ โชว์ความต้องการทำงาน ให้เห็นอยู่ตามสมควร
แต่คำถามมีอยู่ว่า ความเป็นผู้นำเดี่ยวนั้น จะเพียงพอหรือไม่
นี่จึงถือเป็นการท้าทาย นายกฯนิด อย่างยิ่ง เพราะดูจะไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องท่องให้ขึ้นใจ
การจะให้คนยอมรับนั้น จะใช้เพียงคำพูดไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนไม่เชื่อ
ต้องโชว์ผลงานให้เห็น และจับต้องได้เท่านั้น
คนถึงจะรัก (นายกฯ) นิด มหาศาล

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร