สะพานแห่งกาลเวลา : ศูนย์อวกาศของไทย

(ภาพ-Provided)

สะพานแห่งกาลเวลา : ศูนย์อวกาศของไทย

ผมเคยคิดอยู่เสมอว่า ข้อริเริ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศของเมืองไทย ทั้งที่เป็นกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับอวกาศโดยตรง หรือเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศนั้น มีอยู่ไม่น้อย แต่กระจัดกระจายกันออกไปจนแทบมองไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน

คนไทยจึงมักคิดเสมอว่า อวกาศเป็นเรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่คนธรรมดาๆ เอื้อมไปไม่ถึง ฟังก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงไปทำไม เข้าใจแล้วได้ประโยชน์อะไร

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เรามีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ ระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า จีพีเอส หรือระบบอินเตอร์เน็ตทั้งระบบในเมืองไทย ก็อาศัยประโยชน์จากดาวเทียม ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์โพดผลอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางไกล การแพทย์ทางไกล หรือระบบติดตามตรวจจับแผ่นดินไหวและภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น

Advertisement

เมื่อได้รับทราบมาว่า ได้บังเกิด “ศูนย์อวกาศ” แห่งแรกของประเทศขึ้นแล้ว ถึงได้ยินดีและชื่นชมเป็นพิเศษว่า ในที่สุดไทยก็มีกิจการอวกาศเป็นชิ้นเป็นอันเสียที

ศูนย์อวกาศของไทยที่ว่านี้ มีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กับหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องอย่าง วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ (ไอเอเอไอ), คณะวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นแกนกลาง

แล้วก็มีอีก 5 องค์กรเข้ามาให้ความสนับสนุนและทำงานร่วมด้วยอย่างใกล้ชิด คือ 1.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA หรือจิสด้า) 2.สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (NICT) ของญี่ปุ่น 3.สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 4.บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) และ 5.บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

“ศูนย์อวกาศ เคเอ็มไอทีแอล” ที่ว่านี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 กันยายนที่ผ่านมา ตัวศูนย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร

เป้าหมายก็เพื่อใช้เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิจัยเพื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีอวกาศ และเป็นทั้งศูนย์เพื่อการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับอวกาศและกิจกรรมอวกาศของไทยสำหรับเยาวชนและบุคคลทั่วไปอีกด้วย

ศูนย์อวกาศของไทยประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ เพื่อบรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง แรกสุดคือ สถานีตรวจวัดสภาพอวกาศย่านความถี่สูงมาก (VHF) โดยติดตั้งเรดาร์อวกาศไปตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2563 ภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (NICT) ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นแห่งแรกในเอเชีย และเป็น 1 ใน 4 สถานีของโลกที่ตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุด

ถัดมาเป็น สถานีตรวจจับการเกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติ (PCMS) พร้อมอุปกรณ์สำหรับ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS) แล้วเสร็จเมื่อ 30 เมษายน 2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (APSCO) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการติดตาม วิเคราะห์และศึกษาวิจัยภัยพิบัติ

ส่วนที่ 3 เป็นศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีอวกาศและวิจัย หรือ ECSTAR ในสังกัดวิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ เพื่อบูรณาการ
งานวิจัยนวัตกรรมด้านอวกาศ สจล. ที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีอวกาศต้นน้ำ เช่น การสร้างดาวเทียม เทคโนโลยีดาวเทียม การปล่อยดาวเทียมสู่อวกาศ การรับ-ส่งสัญญาณการควบคุมดาวเทียมในอวกาศ

ส่วนที่ 4 โครงการจัดตั้งสถาบันอวกาศ-โลก และสิ่งแวดล้อม (The Institute of Space-Earth and Environment) หรือ ISEE ที่วิทยาเขตชุมพรฯ มุ่งพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศ Downstream เช่น การถอดรหัสสัญญาณการนำข้อมูลสภาพอวกาศย่านความถี่สูง ข้อมูล PCMS หรือข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมนำมาวิเคราะห์ในด้านต่างๆ สิ่งแวดล้อม ภาพถ่ายความคมชัดสูง การดูแลป่าไม้ การจัดการการใช้ที่ดิน และด้านความมั่นคง เป็นต้น

ส่วนสุดท้ายเป็นศูนย์กลางเพื่อการเรียนรู้เรื่องอวกาศสำหรับเยาวชนและบุคคลทั่วไปที่สนใจเรียกว่า อุทยานเพื่อการเรียนรู้อวกาศ (Space Learning Park) เปิดให้ทุกคนได้เข้ามาทัศนศึกษาทำความรู้จักกับอวกาศ ปรากฏการณ์ เทคโนโลยีอวกาศที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษยชาติในด้านต่างๆ เช่น ดาวเทียม จรวด ยานขนส่งอวกาศ สถานีอวกาศ ยานสำรวจอวกาศ เรื่อยไปจนถึงการจัดทำนิทรรศการ ทำกิจกรรม และเวิร์กช็อปที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ไปด้วยในตัว

เรียกว่าค่อนข้างจะครบถ้วนกระบวนความเลยทีเดียวสำหรับการเป็นศูนย์อวกาศแห่งชาติ

ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้น ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อในสัปดาห์หน้าครับ

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image