รัฐบาล “เศรษฐา-เพื่อไทย” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 11-12 กันยายน
นี่คือสังเวียนการเมืองที่ถือเป็น “ครั้งแรก” ในหลายวาระ-โอกาสของหลายฝ่าย
แน่นอนที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่สาธารณชนจะได้เห็น เศรษฐา ทวีสิน เริ่มต้นทำงานเป็น “นายกรัฐมนตรี” ในระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างเป็นทางการ
และเป็นครั้งแรกที่นายกฯ เศรษฐา จะได้ทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภา
แม้การแถลงนโยบายรัฐบาลจะมิใช่เวที “ชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง” และไม่ใช่สังเวียนปะทะเดือดแบบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แต่นี่จะเป็นเวทีแรกที่ช่วยฉายภาพให้ประชาชนได้รับรู้ศักยภาพหลายด้านของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เช่น นายกฯ เศรษฐา มีทักษะมากน้อยแค่ไหน? ในการชี้แจง-ตอบคำถามเชิงเนื้อหาสาระ และการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ หรือร่วมวิวาทะกับนักการเมืองอย่างมีลีลาวาทศิลป์
นายกฯ เศรษฐา สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ดีเพียงใด? เมื่อต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ เป็นเวลานานๆ
เอาเข้าจริง นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่พรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง
อาทิ (1) ส.ส.รุ่นเก๋าหลายคนของเพื่อไทยไม่ได้มีโอกาสเข้าสภา (และไม่แน่ใจว่าบรรดาผู้อาวุโสที่เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ จะสามารถช่วยงานพรรคในสภาสมัยใหม่อันเร่าร้อนได้หรือไม่?)
(2) สมาชิก ครม.หลายคนของรัฐบาลใหม่ ก็มาจาก ครม.ประยุทธ์ ที่เคยเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเพื่อไทยนั่นแหละ นี่ส่งผลให้ “รัฐบาลเศรษฐา-เพื่อไทย” เริ่มต้นทำงานพร้อมต้นทุนที่ “ติดลบ” ตั้งแต่นาทีแรก
(3) ตลอดทศวรรษ 2550 รัฐบาลเพื่อไทยเคยโดนป่วนอย่างหนัก ในฐานะศัตรูอันดับหนึ่งของขั้วอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยม จนเป็นคล้าย “ลูกแกะ” ที่ทำอะไรก็ผิด เคลื่อนไหวอย่างไรก็โดนไล่ล่า
ณ ตอนนี้ สถานภาพดังกล่าวผันแปร-เปลี่ยนมือไปแล้ว แต่จะเปลี่ยนไปในทางที่เป็น “คุณ” หรือ “โทษ” มากกว่ากัน ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องให้กาลเวลาช่วยพิสูจน์ในระยะยาว
แม้พรรคก้าวไกลจะผ่านบทพิสูจน์เรื่องการเป็น “ฝ่ายค้านที่ดี” มาสี่ปีเต็ม แต่นี่จะเป็นครั้งแรก ที่พวกเขากลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่สุดในซีกฝ่ายค้าน
เป็นครั้งแรกที่ก้าวไกลต้องถูกตีตราประทับในฐานะ “ศัตรูอันดับแรก” ของฝ่ายครองอำนาจในสังคมการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ (แทนที่เพื่อไทย)
และเป็นครั้งแรก ที่พวกเขามีสถานะเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้ง แต่กลับต้องถูกถีบมาเป็นฝ่ายค้านในสภา
ก้าวไกลจะมีพลังเยอะขึ้น มีทรัพยากร ส.ส. ให้เลือกใช้มากขึ้น ทว่า จะถูกสกัดกั้นหนักขึ้นด้วย
ช่วงปลายรัฐบาลประยุทธ์ เคยมีเรื่องแซวกันขำๆ ว่า ถ้าก้าวไกลกับประชาธิปัตย์จับมือกันเป็นฝ่ายค้านในสภาสมัยหน้า สถานการณ์คงมัน (ส์) ดีพิลึก
ด้วยเงื่อนไขที่มีการประเมินกันว่า ก้าวไกลคงได้ ส.ส. ในหลักสิบคน และน่าจะเป็นพรรคการเมืองอันดับที่ 3-5 ในสภา ส่วนประชาธิปัตย์ก็คงรักษาฐาน 40-50 ส.ส. เอาไว้ได้
แล้วในที่สุด ก้าวไกลกับประชาธิปัตย์ก็กลายมาเป็นสองพรรคการเมืองหลักของซีกฝ่ายค้านจริงๆ (อย่างน้อยก็ในระยะต้นของรัฐบาลชุดนี้)
แต่ด้วยเงื่อนไขใหม่ เพราะก้าวไกลกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่เกินความคาดคิดของเกจิการเมืองรุ่นเก่า ขณะที่ประชาธิปัตย์กลับตกต่ำลงไปอีก ทั้งในแง่ปริมาณ ส.ส. และการบริหารจัดการดุลอำนาจภายในพรรค
ยิ่งกว่านั้น ส.ส.ประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรรอบนี้ ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็น “นักอภิปราย” หรือ “ฝ่ายค้านชั้นเลิศ” เหมือนเมื่อหลายทศวรรษก่อน
นี่คือความเปลี่ยนแปลงและองค์ประกอบใหม่ๆ ที่เราน่าจะได้พบเห็นและรับฟังในเวทีแถลงนโยบายวันจันทร์-อังคารนี้
ปราปต์ บุนปาน

