จากสันติภายในสู่สันติภาพทั้งในและต่างประเทศ
ผมกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งขององค์ทะไล ลามะ อ่านทวนไปทวนมาพยายามทำความเข้าใจ หนังสือเล่มนี้ชื่อ “ลำดับขั้นแห่งการปฏิบัติภาวนา” แปลโดยนัยนา นาควัชระ มีความตอนหนึ่งว่า “จะต้องกำจัดข้อบกพร่องของผู้ฟังธรรม 3 ลักษณะ (ซึ่งอุปมาได้กับภาชนะ ) ข้อบกพร่องในการฟัง ธรรมข้อแรก คือการฟังธรรมที่เหมือนกับภาชนะคว่ำ ซึ่งหมายความว่าเราอาจเข้าไปฟังธรรมก็จริง แต่ไปแต่กาย ส่วนใจนั้นมัวแต่คิดเรื่องอื่น … ข้อบกพร่องประการที่สอง คือการฟังธรรมที่เหมือนภาชนะมี รูรั่ว ซึ่งหมายความว่า แม้เราจะรับฟังคำสอนก็จริง แต่กลับไม่สามารถจับใจความของคำสอนได้ … ข้อบกพร่องข้อที่สามเป็นเรื่องของแรงจูงใจของผู้ฟังธรรม ซึ่งเปรียบได้กับภาชนะที่มียาพิษบรรจุอยู่ เวลาที่เราฟังคำสอน เราจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จูงใจให้หลงผิด”
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจะต้องรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนหลายฝ่าย ซึ่งรัฐบาลควรรับไว้พิจารณาโดยอุปมาตนเหมือนเป็นภาชนะที่ หงาย ไม่มีรูรั่ว ไม่เจือยาพิษ เพื่อจะได้ประมวลความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นนโยบายการบริหารราชการ แผ่นดินที่แยบคาย ขณะเดียวกัน ประชาชนน่าจะทำตามคำแนะนำของพระพยอม คือให้เวลารัฐบาลสัก สามถึงหกเดือน ก่อนที่จะวิพากษ์วจิารณ์ในทางลบ
ผมขอฝากให้รัฐบาลสนใจนโยบายการศึกษาเป็นพิเศษ ขอยกคำกล่าวขององค์ทะไล ลามะมา อ้างอีกครั้งว่า การศึกษาหมายถึงการฝึกจิตให้ “มองความเป็นจริงอย่างถูกต้อง คำถามก็คือ … เข้า ใจความเป็นจริงอย่างถูกต้องในลักษณะใด? ความเป็นจริง หรือ ‘ความว่างจากความมีตัวมีตน’ เป็นสิ่ง ที่เราสามารถเข้าใจได้โดยตรรกะ เราสามารถพิสูจน์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่า สวภาวะ (สิ่งที่เป็นอยู่โดย ไม่อาศัยสิ่งอื่น มีความคงทนไม่เปลี่ยนแปลง) มิได้มีอยู่จริง … หน้าที่ของเราก็คือจะต้องค้นหาให้พบว่า วิธีการและอุบายปฏิบัติแบบใดที่จะช่วยกำจัดข้อเสีย และสร้างปัจจัยเกื้อหนุนให้จิตของเรา เปลี่ยนแปลง [ไปในทางที่ดี] การศึกษาช่วยให้เราได้มาซึ่งปัจจัยที่จำเป็นและช่วยให้เกิดความสุข … อาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือ เราจึงมุ่งที่จะทำให้ชีวิตนี้มีความสุขและมีคุณค่า” กล่าวอีกนัยหนึ่ง การศึกษาหมายรวมถึงการฝึกจิตไม่ให้ยึดติดกับความมีตัวมีตน เพื่อจะได้ไม่ทุกข์อย่างสาหัสเมื่อ ประสบกับความล้มเหลว เป้าหมายของการศึกษาก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขและชีวิตที่มีความหมาย รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรเพื่อการบรรลุเป้าหมายของการศึกษาเช่นนี้?
ถ้าการศึกษาบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ช่วยให้ประชาชนไม่ลุ่มหลงในความมีตัวมีตน หากมีใจ เปิดกว้างสู่ผู้อื่น อยากให้ทั้งตนเองและผู้อื่นมีความสุข สังคมน่าจะมีความสงบสุขและความยุติธรรม แต่นั่นแหละ ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบฯลฯ ยังคงมีอยู่อย่างกว้างขวาง ในสังคมของเรา จึงขอฝากความหวัง ไว้แก่รัฐบาลว่า นอกจากประเด็นการศึกษาแล้ว รัฐบาลควรให้ ความสนใจเป็นพิเศษแก่ประเด็นการบ่มเพาะความกรุณา ซึ่งหมายรวมถึงการลดความเกลียดชัง และการสร้างความปรองดองในทางการเมืองด้วย
ในเรื่องการสมานไมตรีทางการเมืองและสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มูลนิธิ สันติภาพและวัฒนธรรมได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ซึ่งขอนำข้อเสนอดังกล่าวมา ใส่ในบทความนี้ดังนี้
1.ข้อเสนอเพื่อการสมานไมตรีทางการเมือง
ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลหลายรัฐบาลจะได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาหลายชุด และมี ข้อเสนอมากมายในเชิงหลักการ แต่ทว่ายังมีข้ออ่อนในทางปฏิบัติคือ ขาดกระบวนการและกิจกรรมเพื่อ ความปรองดองและการสมานไมตรีที่กว้างขวางและต่อเนื่อง มูลนิธิฯ จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ดำเนินการ
ดังนี้ 1.1.แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อ (1) ศึกษาและเสนอแนะนโยบาย มาตรการ กลไก และวิธีการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งอย่างสันติและสร้างสรรค์ เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่ ยั่งยืน และเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของความบาดหมางใหม่ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง (2) พัฒนา และจัดให้มีกระบวนการถกแถลงที่เปิดกว้างต่อสาธารณะ โดยอาศัยการสื่อสารทั้งต่อหน้ากันและผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความเห็นพ้องในสังคม ในประเด็นที่อาจเป็นข้อขัดแย้งระหว่างภาค ส่วนต่าง ๆ รวมถึงกรณีที่รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องก่อนการตรากฎหมาย ทุกฉบับตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 77 วรรคสอง และ (3) พัฒนาและจัดให้มี กระบวนการคนกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างภาคีความขัดแย้งที่เอื้อต่อการ แสดงออกอย่างเสรี เป็นธรรม และปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ระหว่างกัน อันนำไปสู่การยอมรับคุณค่าของการอยู่ร่วมกันโดยเคารพความแตกต่าง
1.2. ดำเนินการให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษคดีการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากการทำกิจกรรมทางการเมืองโดยสงบ สันติ และ ปราศจากอาวุธ ตลอดจนนักโทษทางความคิด ความเชื่อ หรือผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีเพราะ เหตุผลทางการเมือง
1.3. มีมติเรื่องการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อถามความเห็นจากประชาชนว่าเห็นชอบกับการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ของประชาชนหรือไม่ ทั้งนี้ โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะเป็นส่วนสำคัญที่เปิดให้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองที่เอื้อต่อการสมานไมตรีดังกล่าว
2.ข้อเสนอเพื่อการสร้างสันติภาพในจังหวดัชายแดนภาคใต้
กระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ยั่งยืน และมีเป้าหมายไม่เฉพาะเพียงการยุติความรุนแรงทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความยุติธรรม ความ เสมอภาค และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มูลนิธิฯ จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ
ดังนี้ 2.1 ทบทวนการประกาศใช้กฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ตามหลักการของมาตรา 77 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายทั้งสองฉบับและกฎหมายด้านความมั่นคงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทันสมัย เกิดความสมดุลในการปฏิบัติระหว่างความมั่นคงของประเทศ สังคม และชุมชน บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
2.2 ทบทวนโครงสร้างการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ใหม่ เพื่อลดความ ซับซ้อนและดำเนินตามหลักการควบคุมโดยพลเรือน (Civilian Control) โดยขอให้ศึกษาและ กำหนดความสัมพันธ์ของหน่วยงานพลเรือนและทหาร เพื่อให้ร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิผลอันจะนำไปสู่สันติภาพและความยุติธรรม
2.3 จัดให้มีเวทีปรึกษาหารือเพื่อเปิดพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงหรือผู้มีบทบาททั้งด้านการใช้ ความรุนแรงและด้านส่งเสริมสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งผู้นำด้านการทหารและการเมือง ผู้นำทางสังคมและธุรกิจ และผู้นำชุมชนและประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การสร้างภาพ อนาคตหรือยุทธศาสตร์ร่วมกัน และนำเสนอผลการหารือดังกล่าวสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่ ตัดสินใจเชิงนโยบายในกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งในระดับพื้นที่และ ระดับชาติ
2.4 ยุติการเก็บสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร รวมทั้งของเด็กและ เยาวชนตามโรงเรียนและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษา ตลอดจนพื้นที่สาธารณะต่างๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัย
2.5 ยอมรับและเคารพในความเป็นพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย ขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติทางเชื้อ ชาติ ศาสนา และดา เนินมาตรการในการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนาไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด ทั้งหน่วยงานของรัฐจะต้อง ไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในทางหรือรูปแบบใดๆ รวมทั้งประกันการเคารพ ยึดถือ และปฏิบัติ ซึ่งสิทธิในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ตัวอย่างการ ส่งเสริมพหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มี อาทิ การริเริ่มด้านทักษะวัฒนธรรม (Cultural Fluency) ของศูนย์มานุษยวิยาสิรินธร การเรียนการสอนแนวทวิ/พหุภาษา (Bi/Multilingual Education) ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล และการสร้างความสัมพันธ์ข้ามศาสนา (Interfaith Relations) เป็นต้น
คราวนี้ขอขยายขอบเขตของความกรุณาและความเปิดกว้างไปยังชนชาติต่างๆ ขอให้พวกเขา ทุกคนมีความสุขและปลอดพ้น ความทุกข์ โดยเฉพาะจากภัยพิบัติธรรมชาติ จากการสู้รบและภัยสงคราม การปกครองส่วนใหญ่ในโลกนี้จะเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ ประชาธิปไตยยังอาภัพ คือแม้จะถือความชอบธรรมมาจากการยินยอมของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ผู้ปกครองมิได้ยึดหลักประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญเสมอไป หลายคนตั้งอยู่ในความ โลภ ความเห็นแก่ตัวและเห็นแก่พรรคพวก บางคนเหลิงอำนาจและบางคนปกครองแบบกึ่งเผด็จการแม้จะมาการเลือกตั้ง การเปลี่ยนผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นไปโดยสันติด้วยการหย่อน บัตรลงในหีบเลือกตั้ง (by ballot) แต่บ่อยครั้ง มีการรัฐประหารโดยกองทัพที่ควบคุมการใช้อาวุธและ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ลูกกระสุน (by bullet)
จากรายงานข่าวของ Thai PBS เมื่อวนัที่ 31 สิงหาคม เลยได้สถิติมาแสดงว่า ระหว่างปี ค.ศ. 1950 ถึง 2022 มีรัฐประหารทั่วโลก 486 ครั้ง ส าเร็จ 242 ครั้ง ล้มเหลวพอ ๆ กันคือ 244 ครั้ง การ รัฐประหารเกิดบ่อยที่สุดในทวีปแอฟริกา คือ 214 ครั้ง ในจำนวนนี้ กระทำสำเร็จ 106 ครั้ง ล้มเหลว 108 ครั้ง อย่างไรก็ดี การรัฐประหารเริ่มลดลงหลังปี ค.ศ.2000 แต่แล้วจู่ ๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเกิด รัฐประหารถี่ถึง 7 ครั้งในประเทศที่อยู่ติดกันเป็นแถบของแอฟริกาตะวันตก และที่ประเทศกาบองที่อยู่ ไม่ไกลในแอฟริกากลาง ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

กรณีของซูดานค่อนข้างซับซ้อน คือหลงัการรัฐประหารในปี 2021 แล้ว ในปีนี้ ทหารเกิดแตก เป็นสองฝ่าย คือฝ่ายกองทัพ กับฝ่ายกองกำลังป้องกันซูดานที่อังกฤษก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1925 ทั้งสอง ฝ่ายสู้รบกัน มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน มีผู้ลี้ภัยสงครามกลางเมืองไปประเทศชาดนับล้านคน สังเกต ว่าในบรรดา 7 ประเทศที่เพิ่งเกิดรัฐประหาร ทุกประเทศยกเว้นซูดานเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรธรรมชาติมาก รวมทั้งน้ำมัน มีพื้นที่ทำการเกษตรได้พอสมควร แต่ประชาชนกลับยากไร้ ผู้นำและอดีตเจ้าอาณานิคมแสวงประโยชน์อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังละเลยไม่ พัฒนาเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ปัญหาแทรกซ้อนคือการก่อการร้ายโดยผู้นิยมอิสลามการเมือง ในบางประเทศที่ก่อรัฐประหาร ฝรั่งเศสส่งทหารไปประจำการเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย และสนับสนุนผู้นำทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หลังการรัฐประหาร ประชาชนออกมา แสดงความยินดี แม้ส่วนหนึ่งคงเป็นการจัดฉาก แต่ประชาชนก็เอือมระอาผู้นำที่ฉอ้ฉลและตุกติกการ เลือกตั้ง และกล่าวโทษฝรั่งเศสว่าเอารัดเอาเปรียบเหมือนเดิม ผู้สื่อข่าว Thai PBS ยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า การบริหารงานของรัฐบาลล้มเหลว ขาดเสถียรภาพ ทำให้ประชาชนเห็นว่า ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ แก้ปัญหาพื้นฐานให้แก่ประชาชน
ภัยพิบัติด้วยเงื้อมมือมนุษย์ในยูเครนได้ดำเนินมากว่า 500 วันแล้ว สื่อตะวันตกมักเริ่มนับตั้งแต่ ปี ค.ศ.2014 ที่รัสเซียเข้ายึดครองไครเมีย แต่ในที่นี้ขอนับจากวันที่ 24 กุมภาพนัธ์ ค.ศ. 2022 เมื่อรัสเซีย เปิดฉากโจมตียูเครนจากหลายด้าน เมื่อเกิดสงคราม พลเรือนที่ไม่เข้าร่วมสู้รบต้องประสบภัยแสน สาหัสองค์การสหประชาชาติประมาณว่ามีพลเรือนกว่าเก้าพันคนเสียชีวิต และกว่าหกล้านคนเป็นผู้ลี้ภัย ส่วนจำนวนทหารที่เสียชีวิตถือเป็นความลับ แต่มีการประมาณว่าทั้งสองฝ่ายได้สูญเสียกำลังพล หลายหมื่นคน อย่างไรก็ดี รัสเซียประกาศว่าพร้อมจะยุติสงคราม ส่วนยูเครนต้องการยึดดินแดนคืน แต่การโตก้ลบัของยูเครนที่ฝ่ายตะวันตกสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์เต็มที่ก็ยังไม่เป็นผล ถือได้ว่าเป็นการ ยันกันอันเจ็บปวด (hurting stalemate)
น่าอนาถที่สหรัฐฯจัดส่งอาวุธที่ควรถูกห้ามใช้ไปให้ยูเครน ได้แก่ระเบิดลูกปราย (cluster bomb) ที่หัวกระสุนจะแตกตัวออกก่อนตกถึงพื้น ส่งระเบิดลูกเล็กๆ (ลูกปราย) จำนวนหลายร้อยลูก กระจายไปทั่วบริเวณกว่าร้อยเมตร ลูกปรายเหล่านี้เกือบครึ่งหนึ่งจะไม่ระเบิดและกลายเป็นทุ่นระเบิด สังหารบุคคล (personal land mine) ที่จะทำร้ายผู้คนอีกนานปีภายหลงัสงคราม และเมื่อไม่กี่วันมานี้ สหรัฐฯประกาศจะส่งอาวุธยูเรเนียมที่มีกำลังทะลุทะลวงรถถังไปให้ยูเครน ขณะเดียวกันก็ขู่เกาหลี เหนือว่าถ้าขายอาวุธให้รัสเซียก็จะถูกสหรัฐลงโทษเพิ่มเติมอีก
โดยปกติ อาวุธยูเรเนียมมียูเรเนียมด้อยสมรรถนะ (U – 238) บรรจุอยู่ แต่บางครั้งอาจบรรจุแร่ยูเรเนียมธรรมชาติ (U – 235) หรืออาจปนเปื้อนด้วยพลูโตเนียม (Pu – 239) หรือบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว (U – 236) แกนกลางของยุทโธปกรณ์นี้ทำด้วยโลหะยูเรเนียมด้อยสมรรถนะ (depleted uranium หรือ DU) เมื่อกระทบกับเป้า ปลายของตัวเจาะที่ทำด้วยยูเรเนียมจะละลายและบางส่วนระเหยเป็นไอ โลหะชิ้น เล็กๆ ที่กำเนิดขึ้นจะเริ่มเผาไหม้เอง (สมบัติของสารเคมีที่ลุกไหม้เมื่อถูกอากาศ) และเปลี่ยนมาเป็นยูเรเนียม ออกไซด์ชิ้นเล็ก ๆ เมื่อกระสุนนัดนั้นเจาะเข้าไปในเป้า เชื้อเพลิงของรถถังมักจะเผาไหม้ และกระสุนที่เก็บไว้ในรถจะถูกจุดระเบิด โดยปกติจะตามด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ ผลที่ตามมาคือส่วนที่เหลือของตัวเจาะ ทะลวงอาจถูกเผาเป็นผงเช่นกัน (เป็นอนุภาคของยูเรเนียมออกไซด์) เมื่อหายใจหรือกลืนฝุ่นผงเล็กมากที่เป็น พิษและเป็นสารกัมมันตรังสีเข้าไป ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ (ข้อมูลนี้ได้มาจาก เอกสาร Medical Peace Work Course 3)
เพื่อนของผมคนหนึ่งส่งบทความชื่อว่า “อนาคตของยูเครนไม่ใช่ในแบบเยอรมันหรืออิสราเอล แต่ เป็นแบบเกาหลี” ผู้ขียนชื่อ Andreas Kluth เขาพิจารณาจากกรณีของประวัติศาสตร์และเสนอว่า กรณียูเครน ไม่ตรงกับแบบเยอรมันเมื่อตอนที่สงครามโลกยุติลง เยอรมันตะวันตกตัดสินใจที่จะมาอยู่ฝ่ายยุโรป ไม่ ประกาศตวัเป็นกลางเพียงเพื่อหวงัการรวมประเทศได้สะดวก ขณะเดียวกันเยอรมันตะวันตกมีพรมแดนที่ ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายรวมทั้งสหภาพโซเวียต ซึ่งไม่เหมือนกับยูเครนในปัจจุบัน การที่ยูเครน จะมาเป็นสมาชิกนาโตย่อมก่อปัญหากับรัสเซียต่อไป ยูเครนไม่เหมือนกับอิสราเอล เพราะอิสราเอลมี กองทัพที่เหนือกว่าประเทศอาหรับ อีกทั้งมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง จึงทำอะไรได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะการยึดครองดินแดนของปาเลสไตน์และคุ้มครองชาวยิวที่ไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้นโดยฝ่าฝืน กฎหมายระหว่างประเทศ กรณีอิสราเอลไม่เหมือนกรณียูเครนซึ่งได้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยมีในสมัย สหภาพโซเวียตไปแลว้ ยูเครนจึงไม่สามารถต่อรองกับรัสเซียได้มากนัก
สรุปแล้วกรณียูเครนน่าจะเหมือนกรณีเกาหลี สงครามเกาหลีในทศวรรษ 1950s ไม่มีใครแพ้ไม่มี ใครชนะ มีแต่การสงบศึก (armistice) แต่ไม่ประกาศยุติสงคราม ไม่ประกาศสันติภาพที่เป็นทางการ มีเพียง เส้นพรมแดน “ชั่วคราว” ที่ยอมรับกันโดยปริยายมากว่าเจ็ดสิบปี และอำนวยให้เกาหลีใต้ได้พัฒนาประเทศ จนเจริญก้าวหน้าดังที่เห็นในปัจจุบัน ถ้าโมเดลเกาหลีน่าจะใช่ ก็หมายความถึงการยอมรับว่าไม่มีใครแพ้ไม่มี ใครชนะ ไม่ต้องหาว่าใครถูกใครผิด เพียงแต่ยุติการเข่นฆ่ากัน เพราะฆ่ากันต่อไปก็ไม่เป็นผลในเชิงควบคุม พื้นที่มากนัก เริ่มเจรจาเร็วก็ยุติความทุกข์ได้เร็ว หรือจะเจรจาไปรบกันไปจนเจ็บปวดมากไปกว่านี้ก็ยังดีกว่า ไม่คุยกันเลย ยิ่งรบกันนาน ทั้งยูเครน ตะวันตก และรัสเซีย แต่ละฝ่ายต่างก็แพ้มากขึ้น เสียหายมากขึ้นนั่นเอง ผมเริ่มบทความด้วยเรื่องของจิต และการฝึกฝนจิตให้เห็นความไม่เที่ยง และเห็นความจริงของการ ไม่มีตัวมีตนที่ถาวร มีความทุกข์ที่ควรหลีกเลี่ยง มีความสุขที่พอแบ่งปันได้ เมื่อไรเห็นธรรม เมื่อนั้น สงคราม การรัฐประหาร ความยากไร้ ก็จะบรรเทาเบาบางลง สันติภายในกับสันติภายนอกก็จะเชื่อมโยงถึงกัน
โคทม อารียา

