ปฏิรูปตำรวจ : บทเรียนจากต่างแดน
เจอเรื่องกำนันนกกับการเสียชีวิตของตำรวจในงานเลี้ยงเข้าไปทำให้ประเด็นเรื่องตำรวจและการปฏิรูปตำรวจกลับมาเป็นประเด็นพอสมควร
แค่เอาจริงแล้วบางเรื่องก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับประเด็นเหล่านี้พอสมควร เพราะอาจจะรู้สึกไปเองว่า เรื่องราวที่ขับเคลื่อนให้เราติดตามรายวันถูกขับเคลื่อนจากสื่อ และเป็นสื่อที่โดยทั่วไปเล่นข่าวชาวบ้าน
ราวกับเรื่องราวการยิงตำรวจตาย และการดำเนินคดีกับคนที่น่าจะเกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ว่าคงจะเงียบไปแน่ๆ ถ้าสื่อไม่เข้มแข็งกดดันพอ
เรื่องที่ยังไม่ค่อยได้พูดกันก็คือ เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศทางการบังคับบัญชาพอสมควร เพราะตัว ผบ.ตร.ดูเหมือนกำลังจะเกษียณอายุ และในเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่มีภาพและบทบาทของ ผบ.ตร.เลย
อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่มักจะตั้งคำถามกันในตอนนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และเน้นไปที่การบรรยายเหตุการณ์การยิง และความเกี่ยวข้องของตำรวจอื่นๆ ในพื้นที่
สิ่งที่ยังไม่ได้อธิบายมากกว่านั้นก็คือ เศรษฐกิจการเมืองของพื้นที่ ที่ทำให้กำนันคนหนึ่งดูเหมือนจะมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้มากขนาดนั้น เขาประกอบอาชีพอะไร อะไรทำให้ตำบลและผู้นำแห่งตำบลแห่งนั้นมีความมั่งคั่งได้ขนาดนั้น (ข่าวของผู้จัดการออนไลน์ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า กำนันนก รับช่วงต่ออำนาจทางการเมืองมาจากพ่อ และมีธุรกิจก่อสร้าง รับเหมา รายใหญ่หลายจังหวัด ทั้งที่เป็นตำบลเล็กๆ ในอำเภอเมืองนครปฐม และมีรถบรรทุกร่วม 100 คัน อีกทั้งเป็นผู้เจรจาในครั้งส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก และยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนักการเมืองบ้านใหญ่
อย่าลืมว่านับตั้งแต่รัฐประหาร ระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านนั้น เป็นจนถึงเกษียณอายุ ไม่ได้เลือกตั้งทุกสี่ปีสิ่งนี้ส่วนหนึ่งก็จะเห็นได้ว่า การจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ของกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้นก็จะต้องพึ่งพาการวิ่งเต้นและทุนส่วนตัวเป็นส่วนมาก งบการพัฒนาพื้นที่นั้นไม่สะท้อนระบบที่เป็นเหตุผลเหมือนกับรูปแบบการปกครองท้องถิ่นประเภท อบต. หรือเทศบาล
การที่ผู้ใหญ่และกำนันจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลเชื่อมโยงเครือข่าย และมีความมั่งคั่งของตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกตามตรรกะนี้ ยิ่งกำนันต้องมาจากการเลือกของผู้ใหญ่บ้าน ก็ยิ่งเห็นว่ากำนันต้องมีบารมีในพื้นที่ และเมื่ออยู่ยาวนานกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ โดยธรรมชาติก็คงไม่แปลก (ไม่ได้แปลว่า ถูกต้อง) ที่เราเห็นภาพกำนันหลายที่เป็นผู้มีอิทธิพลมาตั้งแต่อดีต หลายชื่อเราก็รู้จักกันดี
เรื่องราวเฉพาะที่รอสาวต่อในกรณีนี้ก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกำนันนกกับตำรวจทางหลวง และความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทางหลวงกับเครือข่ายอิทธิพลทั้งประเทศนั่นแหละครับ
อีกประการหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่กระทรวงมหาดไทยควรทำเพิ่มไปจากเรื่องการตรวจสอบผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศที่ประชาชนดูเหมือนจะขำมากกว่าเชื่อนั้น อาจจะต้องทำในสองเรื่อง
หนึ่ง นำเอาคำจำกัดความของคำว่า ผู้มีอิทธิพลมาให้ประชาชนรับรู้ และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการนิยาม และรายการ รวมทั้งตรวจสอบการขึ้นทะเบียนสิ่งเหล่านี้
สอง สร้างระบบตรวจสอบคุณสมบัติและการทำงานของผู้ใหญ่บ้านและกำนันซึ่งเป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยให้เป็นระบบ หน้าเชื่อถือ โดยให้ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบอย่างจริงจัง
อย่าลืมว่า ระบบการบริหารของกำนัน และผู้ใหญ่บ้านเป็นระบบที่ไม่ได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากประชาชนในท้องถิ่น เมื่อเทียบกับระบบการปกครองท้องถิ่นอย่าง อบต. และเทศบาล
กลับมาพูดเรื่องการปฏิรูปตำรวจกันต่อ เหมือนว่าตอนนี้ไม่ค่อยได้พูดกันสักเท่าไหร่ นอกจากสุญญากาศในเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ผบ.ตร.แล้ว สิ่งที่ประชาชนสนใจก่อนกรณีที่นครปฐมก็คือ เรื่องของการแบ่งงานใน ตร.ว่าใครจะมาคุมตำรวจ
การตั้งคำถามกับระบบของตำรวจทั้งหมดนั้นไม่ได้มีการพูดถึงเป็นเรื่องเป็นราว
ราวกับแยกแยะกันไม่ได้ว่า การพัฒนาระบบตำรวจ กับ การคุมตำรวจนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เหมือนที่เราเห็นในตอนนี้ ในบางกระทรวงแหละครับ ตกลงคำว่า เจ้ากระทรวง กับการไปดำรงตำแหน่งแล้วดูเหมือนจะไปเป็นโฆษกของกระทรวงนั้นดูจะไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่
หลายปีที่ผ่านมานั้นมีข้อถกเถียงเรื่องหนึ่งที่ดูจะสำคัญมากในอเมริกา ถ้าเราสนใจเรื่องการปฏิรูปตำรวจ
ที่มาของประเด็นการปฏิรูปตำรวจในอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ร่วมสมัยของการที่ตำรวจอเมริกายิงประชาชนเสียชีวิตมาก และส่วนใหญ่เกิดจากทั้งการยิง และการปฏิบัติต่อคนต่างสีผิวในลักษณะที่ไม่ให้เกียรติ จนทำให้เกิดกระแสการรณรงค์ถึงเรื่องนี้อย่างกรณี Black lives matter คือการเห็นคุณค่าของคนที่แตกต่างในสีผิว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นในอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อและนักวิชาการที่คลุกคลีกับประเด็นของตำรวจในสหรัฐอเมริกานั้นก็ตั้งข้อสงสัยและตั้งคำถามกับความเป็นไปได้ ในการปฏิรูปตำรวจ และค่อนข้างเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การปฏิรูปตำรวจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หรือแม้กระทั่งมองว่าไม่ประสบความสำเร็จง่ายๆ
มีหลายประเด็นที่จะขอไล่เรียงมาให้เห็นในเรื่องของปฏิรูปตำรวจที่ยากจะประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ
ประการแรก ตำรวจนั้นแม้ว่าจะผ่านการศึกษาและอบรมมาขนาดไหน พวกเขาก็ยังมีความคิดว่าพวกเขาเป็นนักรบ (worrior mentality) เพราะเขามี “ภารกิจ” ในการปราบปราม และยิ่งได้รับ “อาวุธ ยุทโธปกรณ์” ในเกรดเดียวกับทหาร
ภายใต้สิ่งแวดล้อมเช่นนี้จะไม่ให้พวกเขาคิดว่า พวกเขาเป็นนักรบ หรือในสถานการณ์ต่างๆ ที่พวกเขาจะต้องใช้การตัดสินใจอย่างฉับพลันทันที ก็หลีกเลี่ยงได้ยากที่เขาจะไม่จับอาวุธขึ้นมาใช้ ซึ่งหมายถึงการใช้ความรุนแรงที่เกินความจำเป็น (excessive use of force) เพราะเขาคือผู้ที่ผูกขาดความรุนแรงทางกฎหมาย
การใช้ความรุนแรงของตำรวจนั้นยังเกี่ยวพันไปถึงเรื่องของการที่ตำรวจมีการจัดตั้งหน่วยรบพิเศษของตัวเองที่ใช้กำลังแบบทหารมากขึ้น เช่น หน่วยสวาท ซึ่งเดิมมีไว้ทำภารกิจสำคัญในยุคสมัยก่อน ต่อมาปรับมาใช้ในภารกิจปราบปรามยาเสพติด และปราบปรามประชาชน หรือเข้ามาเกี่ยวข้องในเงื่อนไขทางการเมือง
ประการที่สอง มีการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชน/ชุมชน ที่อาจถูกตีความว่า ทำให้ตำรวจนั้นมองและเข้ามามีบทบาทกับประชาชนมากจนเกินไป ซึ่งเป็นทัศนคติที่เห็นว่าทางออกของการปฏิรูปตำรวจ คือ การต้องสำรวจแนวคิดก่อนว่าตำรวจและรัฐเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องการตำรวจมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่ลด เพิ่มอัตรากำลังพล หรือ อบรมตำรวจมากขึ้น
แนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับชุมชนที่ถูกตรวจสอบเป็นอย่างมากก็คือ เรื่องของแนวคิดเรื่อง “กระจกแตก” (broken windows) ที่หมายถึงว่า หากในชุมชนนั้นมีสิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ เช่น รถที่จอดทิ้งไว้มีกระจกแตก หรือร้านค้า หรือบ้านมีกระจกแตก แล้วจะเกิดโอกาสที่มีอาชญากรรมมากขึ้น ถ้าปราศจากการเหลียวแล ซึ่งหากเราตีความง่ายๆ ว่าดังนั้นจงช่วยกันตรวจตราชุมชนกันเองไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ที่จะเป็นเชื้อมูลทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่ในอีกทางหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า คนที่มาพร่ำสอนแนวคิดนี้ให้ชุมชนก็คือตำรวจ และหมายถึงว่าตำรวจจะเข้ามาตรวจตราชุมชน และเข้ามาตักเตือนประชาชนในชุมชนมากขึ้นว่าอะไรคือ
สิ่งที่ควรทำหรือสังเกตบ้าง
แนวคิดเรื่องกระจกแตกนี้ถูกรื้อล้างและวิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบอนุรักษนิยมในช่วงทศวรรษที่ 1980 ในอเมริกาที่รัฐบาลถอยออกจากการให้สวัสดิการกับประชาชน แต่ไปมองว่าสามารถจัดการกับความยากจนในพื้นที่เฉพาะอย่างชุมชนผิวสีได้ผ่านการส่งเสริมการตรวจตราชุมชนโดยมีตำรวจเข้าไปช่วยประชาชนสอดส่องดูแลพื้นที่ของตัวเอง หรืออาจกล่าวง่ายๆ ก็คือ แยกขาดปัญหาอาชญากรรม ออกจากปัญหาเรื่องของความกินดีอยู่ดี และความรับผิดชอบของรัฐในการพัฒนาพื้นที่ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่กลับเป็นการเน้นให้ตำรวจเข้ามาดูแลเรื่องปัญหาอาชญากรรมกับกลุ่มคนยากจนที่ถูกนำเสนอว่ามีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมมากกว่ากลุ่มอื่น โดยละเลยว่าในการจัดการกับคนเหล่านี้นั้นมีบ่อยมากที่ทำเกินกว่าเหตุ เพราะทัศนคติของเจ้าหน้าที่เอง
ประการที่สาม มีงานวิจัยในสหรัฐชี้ว่า การเอาตำรวจไปอบรมมากมายไม่ช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนทัศนคติในการปฏิบัติต่อคนจนและคนผิวสี เพราะสิ่งที่ตำรวจเผชิญในแต่ละวันก็คือ แรงกดดันจากเพื่อนฝูง และเจ้านายในพื้นที่มากกว่าความรู้ที่ได้มาจากการอบรม
นอกจากนี้ มีการมองว่าการอบรมเป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย เพราะแม้ว่าจะมีการอบรมแทบตาย แต่ในสถานการณ์จริงที่ตำรวจเจอนั้นพวกเขาไม่สามารถทำตามที่อบรมได้เลยเพราะเขาจะรู้สึกถึงความตึงเครียดและมองว่าเขาจะรอดจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร และยิ่งมีเรื่องของการที่ตำรวจมีอาวุธในมือ เขาย่อมจะตัดสินใจใช้อาวุธก่อนคิดถึงเรื่องอื่นๆ เพื่อความอยู่รอดของเขา (ต้องไม่ลืมว่าในอเมริกานั้น การลงโทษตำรวจที่ใช้ความรุนแรงมีน้อยกว่ากรณีที่ตำรวจใช้ความรุนแรงหลายเท่านัก)
ประการสุดท้าย ในวิธีคิดเรื่องการปฏิรูปตำรวจเองนั้น ผู้บริหารเมือง หรือนักการเมืองมักมองว่าจะต้องทำผ่านการปรับปรุงหน่วยงาน หรือปรับปรุงระบบราชการ หรือปรับปรุงระบบการแต่งตั้งโยกย้าย มากกว่าการมองว่าจะลดอำนาจ ลดการใช้อำนาจ และลดอาวุธของตำรวจลง
นอกจากนี้ การปฏิรูปตำรวจไม่เคยลากไปถึงรากเหง้าของการมีตำรวจ และ ความเหลื่อมล้ำในระบบกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะระบบกฎหมายที่คนจนเดือดร้อนและเข้าไม่ถึงความยุติธรรม เรื่องเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าตำรวจนั้นไม่ใช่คนดี แต่อาจต้องตั้งคำถามว่า ภายใต้โครงสร้างอำนาจของสังคมนั้นตำรวจย่อมถูกจัดวางไปในเครือข่ายอำนาจในพื้นที่ต่างๆ จากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบน
สิ่งที่ต้องถามไม่ใช่แค่ตำรวจนั้นจัดการอาชญากรรมอย่างไร
แต่ต้องถามว่า ตำรวจนั้นสัมพันธ์กับระบบกฎหมายอย่างไร และระบบกฎหมายมันจัดการกับความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอย่างไร หรือยิ่งถ้ากฎหมายมันดำรงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น อีกทั้งระบบการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้จากคนภายนอกระบบราชการและตำรวจนั้นไม่มี หรืออ่อนแอ เพราะต้องสู้ด้วยตัวเอง
เราจะหวังให้เห็นตำรวจไปนั่งกินเหล้ากับประชาชนคนยากคนจนได้ไหม จะเห็นตำรวจไปถอดเสื้อกินเหล้ากับประชาชนสักกี่กรณี
พูดง่ายๆ ว่าการปฏิรูปตำรวจที่เราถวิลหานั้นถ้าสังคมมันเน่าหนอนจริงๆ มันเหลื่อมล้ำมากๆจะคาดหวังว่าตำรวจไม่อยู่ในโครงสร้างนั้นได้ยังไง
แล้วยังจะมานั่งคิดกันอยู่แบบพายเรือในอ่างอีกว่า ใครจะมาคุมตำรวจ
หมายเหตุ – หนังสือที่น่าสนใจคือ Alex Vitale. 2017. The End of Policing. London: Verso. และ Police Reform Doesnt Work. Bostonreview.net. 26 April 2021.

