เมื่อปี 2548 มีความพยายามหยุดยั้งรัฐบาลไทยรักไทย และยับยั้ง ทักษิณ ชินวัตร
กาลเวลาผ่านมาจนถึงปี 2566 ประเทศไทยก็ได้รัฐบาลไทยรักไทยกลับมา
กลับมาในรูปของพรรครัฐบาลเพื่อไทย
มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน มีคณะรัฐมนตรีเคยผงาดในยุคพรรคไทยรักไทยหลายคน
ที่สำคัญคือ กลยุทธ์การปลุกเศรษฐกิจของประเทศนั้น มันลีลาพรรคไทยรักไทยชัดๆ
เริ่มจากการบูมเศรษฐกิจด้วยหมัดหนักๆ แจกหัวละหมื่นเงินดิจิทัล
ใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน คาดว่าจีดีพีจะโต 3 เปอร์เซ็นต์
ตามด้วยการพักการชำระหนี้ให้คนไทยที่แบกรับภาระมานาน
พักหนี้เกษตรกร 3 ปี พักหนี้เอสเอ็มอีที่โดนพิษโควิด 1 ปี และยังจะมีวิธีการคลี่คลายปัญหาหนี้สินให้ครัวเรือนในรูปแบบต่างๆ
ระหว่างที่พักหนี้ก็ต้องปลุกให้ทุกคนสร้างอาชีพ และพัฒนาตัวเอง
มีทุนการศึกษา เหมือนกับรัฐบาลไทยรักไทย
มีโครงการสนับสนุนครัวเรือนสร้างอาชีพ เหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย
มีเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้คน และคาดหวังเก็บภาษีคืนให้รัฐ
อันนี้ก็เหมือนแนวคิดของพรรคไทยรักไทยอีก
นอกจากนี้การบริหารงาน นายกรัฐมนตรีจะเหมือนเป็นซีอีโอของประเทศ แบบทักษิณ ชินวัตรที่เคยเป็นนายกฯ
ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดก็เป็นซีอีโอจังหวัด เพิ่มอำนาจให้บริหารจัดการ นำนโยบายของรัฐบาลไปแปรเป็นรูปธรรม
การบริหารจัดการมีแนวทางสู่ความสำเร็จ “ติดที่กฎหมาย แก้กฎหมาย ติดที่คน เปลี่ยนคน”
แนวทางต่างๆ ไม่แตกต่างจากเดิม และสร้างความหวังว่า จะประสบความสำเร็จเหมือนเดิม
นั่นคือ ทำให้ประชาชนมีรายได้ ทำให้ประเทศมีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก
แต่จะมีผลกระทบเหมือนเดิม คือ เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การยึดอำนาจอีกหรือไม่นั้น ต้องคอยติดตาม
ติดตามว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายเศรษฐา และคณะรัฐมนตรี ที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย
วันนี้มีการแถลงนโยบายรัฐบาล วันพรุ่งนี้มีประชุม ครม.
หลังจากนั้นคือผลงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น
ประเทศไทยมาถึงจุดนี้น่าคิด เพราะย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนมีคนเคยบอกว่าจะแช่แข็งประเทศไทย
หลังจากนั้นประเทศไทยก็ถูกแช่แข็งจริงๆ
เป็นการแช่แข็งการเมือง คือ พรรคไทยรักไทยและสูตรการบริหารแบบไทยรักไทยในขณะนั้นถูกแช่แข็งไปพักใหญ่
มาบัดนี้น้ำแข็งละลาย จึงได้สัมผัสการฟื้นคืนของไทยรักไทย
และยังแช่แข็งเศรษฐกิจไทยที่เคยเติบโตแบบไม่แพ้ใครในอาเซียนจนตามไม่ทันนานาชาติ
ระหว่างการแช่แข็ง เศรษฐกิจกลับตกต่ำ
เช่นเดียวกับปัญหาสังคมที่ตกต่ำกว่าอดีตก่อนแช่แข็งเสียอีก
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจสำหรับใครที่คิดจะแช่แข็งประเทศ
การแช่แข็งทำได้ก็เฉพาะพรรคการเมือง โดยใช้กำลังทหารมาควบคุม
แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแช่แข็งสูงมาก
การที่ประเทศเสียโอกาสที่จะพัฒนา การที่คนไทยเสียโอกาสในการเติบโต นั่นคือ ค่าใช้จ่ายที่สูญเสีย
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเช่นนี้สมควรมีผู้รับผิดชอบ
ทั้งประเทศและคนไทยสมควรได้รับการเยียวยา
การพัฒนาประเทศให้กลับไปยืนเด่นเป็นการเยียวยาประเทศ
การดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนตายคือการเยียวยาประชาชน
หวังว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะมีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่านี้
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

