จับตา ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ฝ่าด่าน ศก.-การเมือง ผลงานเดิมพัน ‘อายุ รบ.’

17.09.23 | 09:30 น.

จับตา ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ฝ่าด่าน ศก.-การเมือง ผลงานเดิมพัน ‘อายุ รบ.’

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยสำหรับการประชุมรัฐสภา วาระการพิจารณาการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นำโดย “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานแรกของ “เศรษฐา” ที่ต้องมารับฟังข้อเสนอแนะคำวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งต้องชี้แจงให้สมาชิกรัฐสภาที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เข้าใจถึงเจตนารมณ์การขับเคลื่อนบริหารประเทศภายใต้การนำของ ครม.เศรษฐา อีก 4 ปี ตามวาระนับจากนี้

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า นโยบายของ ครม.เศรษฐา ดูจะไม่ตรงปก ไร้ความชัดเจนในบางเรื่องกับที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้หาเสียงไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม จนมาถึงการฟอร์มรัฐบาลข้ามขั้วเพื่อสลายความขัดแย้ง อาทิ แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีคำถามว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรค พท. จะเลือกรูปแบบและวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตยและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายได้อย่างไร

ในการประชุม ครม.นัดแรกภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ ครม.เศรษฐา เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้วยการใช้วาระเศรษฐกิจ นำการเมือง เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้รัฐบาล หลังเกิดข้อวิจารณ์ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า “ไม่ตรงปก”

Advertisement

ด้วยการอนุมัติในหลายมาตรการด้านเศรษฐกิจของที่ประชุม ครม.นัดแรก ทั้งการลดค่าไฟฟ้าจาก 4.45 บาท ต่อหน่วย เป็น 4.10 บาทต่อหน่วย โดยจะเริ่มในรอบบิลเดือนกันยายนเป็นต้นไป

รวมทั้งการลดราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญตัวหนึ่งให้ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันที่กระทรวงพลังงานตรึงราคาไว้ที่ลิตรละ 32 บาท ซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 20 กันยายนนี้ นอกจากนี้ยังได้อนุมัติเรื่องฟรีวีซ่าชั่วคราว คือ การยกเลิกการขอเดินทางเข้ามาประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและประเทศคาซัคสถาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จากรายได้ภาคการท่องเที่ยวช่วง ไฮซีซั่นของประเทศ ตามนโยบาย “ควิกวิน” ที่ “เศรษฐา” นายกฯ ประกาศไว้ว่า เรื่องใดที่สามารถทำได้ก่อนให้เดินหน้าทำได้ทันที หากนโยบายใดของรัฐบาลที่ติดปัญหาและอุปสรรคจากบุคคล จากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ก็ให้แก้ที่เรื่องนั้นๆ เพื่อให้งานของรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่วาระด้านการเมือง ครม.นัดแรก มีมติตั้ง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ยึดเอาแนวทางของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ โดยใช้เวทีรัฐสภาในการหารือรูปแบบแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน แม้จะยังไม่ชัดเจนเรื่องรูปแบบว่าจะเป็นแนวทางการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ตามข้อเสนอของหลายฝ่าย แต่การที่ ครม.นัดแรกตั้ง “ภูมิธรรม” นั่งเป็นหัวโต๊ะรับผิดชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการลดแรงกดดันและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากสังคมได้บางว่า รัฐบาลเศรษฐาได้ทำตามที่ประกาศไว้ว่า หากได้เข้ามามีอำนาจในฐานะรัฐบาล การประชุม ครม.นัดแรกจะมีมติเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเศรษฐา ผ่านมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมาทั้งลดค่าน้ำมันดีเซล ลดค่าไฟฟ้า ดูจะเป็นเรื่องที่ตรงกับเสียงเรียกร้องของประชาชน แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการระยะสั้น เป็นไปตามกรอบเวลาและงบประมาณที่จะใช้อุดหนุนได้แค่ไหน เพราะกลไกของค่าน้ำมันดีเซล และค่าไฟฟ้า ผันแปรไปตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ขึ้น-ลงตามราคาตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถนำงบประมาณมาตรึงราคาให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการได้ตลอดไป

โจทย์ที่ท้าทายการแก้ปัญหาปัญหาพลังงานของรัฐบาลเศรษฐา คือ การแก้ที่ตัวโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้มีผลในระยะยาว ต้องใช้ฝีมือการบริหารจัดการในฐานะรัฐบาลที่กุมอำนาจและกลไกรัฐไว้ในมือว่าจะเกิดขึ้นจริงจับต้องได้แค่ไหน

เครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานของรัฐบาลเศรษฐาให้เป็นรูปธรรมได้ คือ ข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมและข้าราชการการเมือง ทั้งเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่นายกฯจะต้องจัดทัพแต่งตั้ง ปรับย้าย เพื่อให้ได้คนเหมาะสมกับงาน ผนึกกันเป็นทีมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะนโยบายด้านการเมือง ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายยอมรับกติกาสูงสุด อันจะนำไปสู่การถอดสลักความขัดแย้งทางการเมือง เพราะนับตั้งแต่การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำมาสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วางกลไกให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน มีอำนาจตามบทเฉพาะกาล 5 ปีแรก ร่วมโหวตเลือกนายกฯ กับ ส.ส. 500 คน จนนำมาซึ่งเกมการเมืองบีบให้พรรค พท.ต้องยอมแลกต้นทุนแบบหมดหน้าตักจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วเพื่อสลายความขัดแย้ง

ขณะที่การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ทั้งการแก้ไขปัญหาพลังงานในเชิงโครงสร้างใหญ่ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยมีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด ส่วนนโยบายด้านการเมือง อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมากที่สุดนั้น ภายใต้ระยะเวลาตามวาระของรัฐบาลเศรษฐาในช่วง 4 ปี จะสำเร็จหรือไม่ นโยบายทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านการเมือง จึงมีเพียงคำตอบเดียว คือ ต้องสำเร็จมีผลงานจับต้องได้ เพื่อลดต้นทุนที่เสียไปแบบหมดหน้าตักในการจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้ว จึงเป็นอีกเดิมพันสูงของรัฐบาลเศรษฐาที่ต้องบริหารทั้งความคาดหวังของประชาชน และเสถียรภาพของรัฐบาลให้เดินหน้าทำหน้าที่จนครบวาระ