สู่บรรยากาศของ‘ความหวัง’
การเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ อาจจะก่อความรู้สึกห่อเหี่ยวไปบ้างสำหรับใครบางคนที่ตั้งความหวังไว้กับ “การเปลี่ยน” ในความหมายหลุดออกจาก “ยุทธการแช่แข็งประเทศ” ที่ดำเนินมายาวนาน ด้วยในที่สุดแล้ว “พรรคเพื่อไทย” พลิกขั้วจากเจตนารมณ์ของประชาชนมาร่วมจัดตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ถูกตีตราว่าเป็นกลไกของ “ขบวนการสืบทอดอำนาจผูกขาด”
แต่หากติดตามการบริหารจัดการของ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30-เศรษฐา ทวีสิน” ให้ใกล้ชิดและเปิดใจสักหน่อย จะพบว่าดำเนินไปอย่างรักษาความหวังที่ประชาชนฝากไว้อย่างเต็มที่
เริ่มจากความกระตือรือร้นของตัวนายกรัฐมตรีเอง ที่แอ๊กทีฟเต็มที่ในทุกเรื่องที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ยังเป็นการทำงานแบบรับฟังและพร้อมจะทำความเข้าใจในเรื่องที่อาจจะมองกันคนละมุม
ผลจากความเอาจริงเอาจัง ไม่ปล่อยปละละวางในเรื่องที่ต้องร่วมพากันเดินไปข้างหน้า ทำให้ได้เห็นคณะรัฐมนตรีและทีมงานพลอยกระตือรือร้น เอาจริงเอาจังในการบริหารจัดการแก้ปัญหาให้ประเทศด้วยความคึกคักยิ่ง
หลายนโยบายแปรเป็นการปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
ในจำนวนนี้มีนโยบายหนึ่งที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจในสิ่งที่จะเป็นผลจากการดำเนินการ
“ยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ”
ความน่าตื่นตาตื่นใจของนโยบายนี้ เพราะดูจากโครงสร้าง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ” แล้วต้องคิดว่าเป็นงานที่ถูกกำหนดเป้าหมายไว้ให้เป็นผลงานโชว์ของรัฐบาลชุดนี้กันเลย
เพราะไม่เพียง “นายกรัฐมนตรี” จะเป็นประธานคณะกรรมการเองเท่านั้น ยังมีคนสำคัญอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” เข้ามานั่งรองประธาน ซึ่งถือเป็นงานแรกที่คนสำคัญของพรรคเพื่อไทยผู้นี้เข้ามามีตำแหน่งในงานบริหารประเทศ มีการวางมันสมองอย่าง “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ
โดยคณะกรรมการเป็น “ครม.น้อย” อันประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการจากกระทรวงสำคัญต่างๆ ทั้ง ต่างประเทศ, ท่องเที่ยวและกีฬา, อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พาณิชย์, มหาดไทย, แรงงาน, วัฒนธรรม, ศึกษาธิการ พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนและนักวิชาการ
มีมือทำงานคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยระดับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นกรรมการและเลขานุการ โดย เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ระดมทีมงานสำคัญมาครบถ้วนพร้อมหน้าขนาดนี้ ย่อมมองเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากหวังผลเป็นงาน “สร้างชื่อ” สำหรับจุดคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยยุค “อุ๊งอิ๊ง” เป็นแกนนำ
การใช้ “ซอฟต์เพาเวอร์” มาเป็นเครื่องมือนำพาประเทศสู่ความรุ่งเรือง ไม่ใช่เรื่องที่มีการพูดถึงเป็นครั้งแรก ในรัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พูดถึงยุทธศาสตร์นี้อยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่การจัดการให้เป็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรมยังไม่เคยมี ด้วยกระทั่งการสร้างความรู้สึกว่าทีมงานเข้าใจความเป็นซอฟต์เพาเวอร์ก็ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นแค่การพูดไปเรื่อยเสียมากกว่า
เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งมาจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นพรรคที่ประกาศนโยบายแล้วทำได้จริง หยิบเอา “ยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์” มาดำเนินการ ย่อมเป็นเรื่องชวนให้ตื่นเต้นว่าประเทศไทยมีความหวังขึ้นมาแล้ว
การสร้างอาชีพจากผลงานด้านวัฒนธรรม กีฬา และอื่นๆ ที่เป็นทรัพย์สินทางภูมิปัญญาของชาติ เป็นเรื่องที่ทุกคนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในความสำเร็จได้ หากรัฐบาลมีแผนการพัฒนา สร้างเสริม และพร้อมจะลงทุนอย่างจริงจัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสามารถระดมความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้มาเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” และอำนาจการหาวิธีการสนับสนุนให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศสู่ความรุ่งเรืองได้
การปรากฏชื่อของ “แพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดนี้ ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่างานที่มีเป้าหมาย “สร้างชื่อ” ชิ้นนี้ จะต้องไม่พลาดเป้า
และนี่คือความน่าตื่นตาตื่นใจ

