ว้าวุ่น-เอไอ

19.09.23 | 12:20 น.

ว้าวุ่น-เอไอ

ส่วนหนึ่งในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ ที่ไม่มีการหยิบยกมาพูดกันมากนัก นั่นคือเรื่องเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด (Technology Disruption) ได้สร้างความท้าทายให้กับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และกลายเป็นตัวกำหนดภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะต้องกำหนดทิศทางในการพัฒนาจุดแข็งของประเทศ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างประโยชน์ต่อคนทั้งประเทศ”

หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลก็คือ “การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม”

เทคโนโลยีที่มาแรงก็คือ “เอไอ” หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่มีการพัฒนาให้ “ฉลาดล้ำ” ขึ้นเรื่อยๆ

Advertisement

บริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ทั่วโลกต่างว้าวุ่นกับ “เอไอ” ในการวิจัยพัฒนาเพิ่มความหลักแหลมขึ้นไปอีก เพื่อช่วยมนุษย์ในด้านต่างๆ มากมาย

แต่มีบางฝ่ายว้าวุ่น และวิตกว่า “เอไอ” จะฉลาดมากเกินกว่าที่จะควบคุมได้ อาจเสี่ยงเกิดผลด้านลบต่อมนุษย์ ซึ่งเริ่มเห็นการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในสาขาต่างๆ มากขึ้น

อีกฝ่ายเห็นว่า “เอไอ” จะนำมาช่วยชีวิตมนุษย์ได้อย่างมากมายมหาศาล การหยุดหรือชะลอการพัฒนาอาจเป็นอันตรายกับมนุษย์เช่นกัน

สำหรับการใช้และการพัฒนา “ไอเอ” ในไทย “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อ “เอไอ” ขยับเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์มากขึ้น และอนาคตจะเกิดสังคมใหม่ที่มนุษย์ต้องอยู่กับ “เอไอ” ในหลายรูปแบบ

การใช้ “เอไอ” และ “หุ่นยนต์” ในภาคธุรกิจจะช่วยยกระดับจีดีพีของประเทศกลุ่มอาเซียน ได้ถึง 13% ในปี 2030

ขณะที่กลุ่ม ปตท.นำ “เอไอ” และ “หุ่นยนต์” มาปรับใช้หลายด้าน โดยประเมินถึงศักยภาพของตลาด กลุ่มธุรกิจน้ำมันและก๊าซ จะอยู่ที่ระดับ 8,000-12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วน พลังงานอนาคต ทั้งยานยนต์ และห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน จะเพิ่มมูลค่า ได้ในระดับ 13,000-19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 5,000-7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

ขณะที่กลุ่มธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จะอยู่ที่ 3,500-4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการใช้ “เอไอ” ด้านเทคโนโลยีด้านพลังงาน วางเป้าหมายการเป็น Carbon Neutrality Partner เพื่อจัดการกับคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก และรองรับการซื้อขายระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังใช้ดาต้าวางเครือข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ให้ใช้งานได้ทั่วประเทศ

พัฒนา ReAcc แพลตฟอร์มซื้อ-ขายใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม มีแพลตฟอร์ม Renex ให้สมาชิกในนิคมอุตสาหกรรมผลิตและแลกเปลี่ยนพลังงานได้ และส่วนที่เหลือขายเข้าระบบกริด โดยนำ “เอไอ” มาช่วย

การพัฒนาด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ก็ร่วมกับ “ทรู” สร้างแอพพลิเคชั่น “หมอดี” โดยใช้ “เอไอ” รวบรวมและประมวลข้อมูลในฟีเจอร์เกี่ยวกับการประเมินผลดีเอ็นเอ วิเคราะห์ถึงแนวโน้มความเสี่ยงเกิดโรคแต่ละบุคคลได้

ขณะที่เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ที่นำ “เอไอ” และ “หุ่นยนต์” มาใช้ ช่วยคาดการณ์ได้ว่าเครื่องจักรมีปัญหาส่วนไหน โดยระบบเซ็นเซอร์จะรายงานไปยังศูนย์ควบคุม ทำให้ประหยัดเวลา ลดวิศวกร และลดอุบัติเหตุได้

อีกทั้งยังพัฒนาบริการ Cloud Innovation ช่วยองค์กรธุรกิจขนาดกลางและเล็กทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลได้

ขณะที่บริษัท AI and Robotics Ventures (ARV) ล่าสุดพัฒนาโดรนเกษตรอัจฉริยะ ชื่อ “เจ้าเอี้ยง” สามารถกำหนดตำแหน่งแปลงและการบินได้หลากหลาย พร้อมเก็บข้อมูลรูปแบบ Cloud มาวิเคราะห์อย่างแม่นยำ

นี่แค่น้ำจิ้ม สำหรับ “เอไอ” เป็นทั้งเรื่องท้าทาย เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสและความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ

ดังนั้น มนุษย์ยังคงต้องว้าวุ่นกับ “เอไอ” ต่อไป

สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม