
อุทกภัยภาคใต้ ชาวบ้านทั่วไปเดือดร้อนสาหัส ตลอดดินแดนคาบสมุทรในไทย ซึ่งรับมรสุมทั้ง 2 ฟาก ที่มีคุณอนันต์ โทษมหันต์มาแต่โบราณกาลดึกดำบรรพ์ จากทะเลจีนทางตะวันออก กับทะเลอันดามันทางตะวันตก
ความเป็นไทย อยู่กึ่งกลางความเป็นอาเซียนอุษาคเนย์
ไทย, ความเป็นไทย, วัฒนธรรมไทย, ประเทศไทย มีบรรพชนและมีรากเหง้าความเป็นมาร่วมกันอย่างแยกไม่ได้จากอาเซียน
ความเป็นไทยตั้งอยู่กึ่งกลาง (โดยประมาณ) ของภูมิภาคอาเซียน
ลักษณะภูมิศาสตร์เกื้อกูลให้เกิดผลดี เนื่องจากมีแผ่นดินทอดยาวยื่นลงไปทางทิศใต้เป็นคาบสมุทร มีทะเลขนาบ 2 ด้าน คือ ทะเลจีน ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางตะวันออก กับ ทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย อยู่ทางตะวันตก
ทำให้รับประโยชน์จากลมมรสุมทะเลอย่างน้อย 2 ประการ คือ การเกษตรและการค้า
การเกษตร ลมมรสุมจากทะเล 2 ด้าน ทำให้มีฝนตกชุก มีความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลให้อุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร
การค้า ลมมรสุมจากทะเล 2 ด้าน มีการเดินเรือทะเลค้าขายกับบ้านเมืองที่อยู่ห่างไกล ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของเส้นทางคมนาคมค้าขายทางทะเลมาแต่โบราณกาล เท่ากับเป็นตัวเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนค้าขายและวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
โลกตะวันออก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ กับ โลกตะวันตก เช่น อินเดีย อาหรับ เปอร์เซีย ยุโรป ฯลฯ
จึงส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเรือใบถึงเรือบิน โดยกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติด้วยเรือใบในสมัยนั้น แล้วไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมนานาชาติด้วยเรือบินในสมัยนี้
อินเดียกับจีน
ตะวันตก คือ อินเดีย กับ ตะวันออก คือจีน มาพบกันในอาเซียนโบราณและไทย อย่างน้อย 2,000 ปีมาแล้ว (หรือตั้งแต่ราว พ.ศ. 500)
พบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีกับร่องรอยในเอกสารโบราณหลายอย่าง เช่น
เอกสารอินเดีย เรียกบริเวณภาคพื้นทวีปว่าสุวรรณภูมิ แปลว่าดินแดนทอง และเรียกบริเวณหมู่เกาะว่าสุวรรณทวีป แปลว่าเกาะทอง
เอกสารจีนเรียกบริเวณคาบสมุทรในไทย ว่า จินหลิน(หรือกิมหลิน) แปลว่าดินแดนทอง
ไม่พบหลักฐานว่าจีนเดินทางออกไปค้าขายแลกเปลี่ยนด้วยตนเอง แต่พบหลักฐานหลายอย่างแสดงว่าสมัยแรกๆ มี “คนกลาง” ได้แก่ พวกชาวน้ำพูดตระกูลภาษาชวา-มลายู บางทีเรียกพวกนี้อย่างรวมๆ ในชื่อ “ศรีวิชัย”
อินเดียกับจีน ต่างต้องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของมีค่าซึ่งกันและกัน แต่มีปัญหาบางอย่าง ดังนี้
ทางบก หรือเส้นทางสายไหมเป็นเส้นทางหนึ่ง แต่ไม่สะดวก
ทางทะเล เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง มีระวางบรรทุกคล่องตัวและได้น้ำหนักมากกว่าทางบก แต่ต้องแล่นเรือเลียบชายฝั่งจากอินเดียไปขึ้นบกบริเวณคาบสมุทร แล้วขนถ่ายสินค้าไปลงเรือที่อ่าวไทยอีกทอดหนึ่งเพื่อไปจีน เพราะเทคโนโลยีต่ำ ยังแล่นอ้อมช่องแคบไม่ได้โดยสะดวก
จึงมีคนกลางชื่อ “ศรีวิชัย” รับจ้างขนถ่ายสินค้าจากอินเดียให้จีน แล้วจากจีนให้อินเดีย
อารยธรรมอินเดียและจีน
อาเซียน โดยเฉพาะสุวรรณภูมิในไทย จึงเป็นสถานีแลกเปลี่ยนทางการค้าของอินเดียและจีน โดยที่อินเดียกับจีนไม่ได้ต้องการโดยตรงที่จะแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าพื้นเมือง เว้นเสียแต่ต้องการแร่ธาตุบางอย่างที่เชื่อกันว่าเป็น “สุวรรณ” แปลว่าทอง (เช่น ทองแดง, ทองคำ)
ในทางกลับกัน อาเซียนรับอารยธรรมและวัฒนธรรมจากอินเดียและจีน พร้อมๆในคราวเดียวกัน หรือไล่เลี่ยกัน
อารยธรรมอินเดีย สนับสนุนศาสนา-การเมือง สถาปนาสถาบันกษัตริย์ ทั้งฝ่ายนับถือศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ทำให้ได้รับการยกย่องสืบเนื่องจนปัจจุบัน
อารายธรรมจีน ใกล้ชิดเศรษฐกิจ-การเมืองอย่างสนิทสนมกลมกลืนในชีวิตประจำวันของสามัญชน แต่เสมือนใกล้เกลือกินด่าง สถาบันการศึกษาไทยด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่ให้ราคา
บรรพชนร่วมกับอุษาคเนย์
คนไทยมีบรรพชนร่วมกับคนอาเซียน หรือบรรพชนคนไทยและอาเซียนเป็นพวกเดียวกันหรือเป็นเครือญาติกัน ไทยกับอาเซียนจึงมีความหลากหลายที่คล้ายคลึงกันในทางสังคมและวัฒนธรรม
ทั้งนี้เพราะไทยเป็นลูกผสมร้อยพ่อพันแม่ มีพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนในอุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ผู้คนและดินแดนไทยล้วนเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนและดินแดนที่เป็นอาเซียนอย่างแยกออกจากกันมิได้
เหตุสำคัญ 2 อย่าง ที่ทำให้ไทยเป็นลูกผสมร้อยพ่อพันแม่ เนื่องจาก
(1) ไทยมีพื้นที่เป็นคาบสมุทร และอยู่กึ่งกลางอาเซียน เป็นจุดนัดพบตะวันตก-ตะวันออกของคนนานาชาติพันธุ์
(2) อาเซียนโบราณพื้นที่กว้างขวาง แต่มีคนน้อย รัฐต่างๆจึงต้องการผู้คนเพิ่มเติมโดยกวาดต้อนโยกย้ายถ่ายเทตลอดเวลา ยิ่งทำให้มีการผสมผสานมากขึ้นทางชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่
ไทยยกตัวเองออกจากอาเซียน
จุดอ่อนของประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย คือยกตัวออกต่างหากจากประวัติ ศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียนในอุษาคเนย์
เพราะหลงว่าไทยเป็นกลุ่มชนที่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์สะอาดปราศจากเจือปน เรียกไทยแท้ โดยมีแหล่งกำเนิดอยู่เทือกเขาทางเหนือๆ จีนขึ้นไป และมีความเป็นมาเก่าแก่ยิ่งใหญ่กว่าจีน บางทีหลงว่าเป็นพี่เอื้อยของจีนด้วยซ้ำ
ความคิดแล้วเชื่ออย่างนี้ มีผู้รู้ครูบาอาจารย์ตรวจสอบพบว่าเริ่มตั้งแต่ราว ร.5 ยุคล่าอาณานิคม โดยปลูกฝังครอบงำให้เชื่อสืบเนื่องมา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีไม่น้อยที่เชื่ออย่างนั้น แล้วบิดเบือนโดยเพิ่งสร้างว่าไทยมีลักษณะเฉพาะของตนเอง มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
ซึ่งล้วนตรงข้ามความจริงที่มีพยานหลักฐานหลากหลายรองรับอย่างแข็งแรง
