1 กันยายน 2466 (100 ปีที่ผ่านมา) บังเกิดโศกนาฏกรรมทั้ง 3 เหตุการณ์ในเมืองคันโต (Kanto) ของญี่ปุ่น ความวิบัติเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่…ต่อมาภายหลังมีการพิสูจน์–ตรวจสอบความจริง …เฮ้ย…นี่มัน “เรื่องโกหก” นี่หว่า…
กลุ่มชาวญี่ปุ่นที่รักความเป็นธรรม เรียกร้องให้ “ตรวจสอบความจริง” ท่ามกลางการปกปิด–บิดเบือนจากรัฐ ชาวญี่ปุ่นเองก็เสียใจ ที่หลงเชื่อการปลุกปั่น “ข่าวเสี้ยม” ไปสังหารชาวเกาหลีกว่า 6,000 ราย ในเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น (ที่กองทัพลูกพระอาทิตย์ไปกวาดต้อนชาวเกาหลีมาเป็น “ทาสแรงงาน” ในญี่ปุ่น)
ด้วยเข้าใจว่า แผ่นดินไหว แล้วไฟไหม้วอดไปค่อนเมืองนั้น… “ชาวเกาหลี” ก่อการกบฏ…เผาเมือง
ชาวญี่ปุ่น คือ นักสู้ชีวิต ทรหดอดทนต่อความยากลำบาก สงครามที่ประหัตประหารกันเอง ยกกองทัพไปรุกรานบ้านเมืองคนอื่น ยึดดินแดน เข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ในจีน เกาหลี รบกับโซเวียต ผู้ชายต้องเป็นทหาร…พลีชีพต่อเนื่องนานนับร้อยปี
ย้อนไป…สิงหาคม พ.ศ.2488 ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลก ที่โดนสหรัฐถล่มด้วยปรมาณู 2 ลูก เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ตายไปในพริบตากว่า 2 แสนคน บาดเจ็บ พิการอีกนับล้านคน
เกาะญี่ปุ่น ตั้งอยู่บน “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็น 1 ในประเทศที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว “มากที่สุดในโลก”
11 มีนาคม พ.ศ.2554 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสึนามิยักษ์ ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก คร่ากว่า 18,000 ชีวิต และก่อให้เกิดภัยพิบัติต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ญี่ปุ่นเป็น “เกาะในทะเล” ที่สวยงาม โดนกระหน่ำโหดจากภัยธรรมชาติ “ประดุจโดนคำสาป” มีภูเขาไฟ แผ่นดินไหว พายุถล่ม แบบไร้ความปรานี หากแต่ชนชาตินี้ เก่ง ขยัน สะอาด มีระเบียบ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระดับต้นของโลก
นี่คือ…เรื่องจริงในประวัติศาสตร์เมื่อ 100 ปีที่แล้ว…
ผู้เขียนไปพบบทความจากสื่อหลักของญี่ปุ่นหลายสำนัก เป็นภาษาอังกฤษ ที่กล้าเปิดเผยข้อมูลความ “หายนะ” และเพื่อเรียนรู้
ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ.ศ.2466 …กองทัพญี่ปุ่นไปกวาดต้อนชาวเกาหลี ชาวจีน มาเป็น “ทาสแรงงาน” ในญี่ปุ่นนับแสนคน
1 กันยายน พ.ศ.2466 ช่วงก่อนเที่ยง แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาค “คันโต” (Kanto) ขนาด 7.9 ริกเตอร์ ในพื้นที่ซากามิฮาระทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวช่วง “ก่อนเที่ยงวัน” เป็นเวลาที่ประชาชนในเมืองทั้งหลายกำลังหุงหาอาหารกลางวัน “เชื้อเพลิง–ไฟที่ใช้ปรุงอาหาร” จากในเตาในบ้าน กระจัดกระจาย แปลงร่างกลายเป็น “กองเพลิง” ลุกไหม้ไปทั่วเมืองแทบจะพร้อมๆ กัน “ไฟนรก” ทำลายบ้านเรือนที่ทำจากกระดาษและไม้ในเมืองละลายหายไปเกือบ 300,000 หลัง ตามมาด้วยสึนามิและโคลนถล่ม
ความโกลาหลจากแผ่นดินไหว บวกกับไฟไหม้ทั้งเมือง คือ ความโกรธแค้นที่มีพลัง…ชาวญี่ปุ่นได้รับการบอกต่อ ปลุกปั่นว่า
“ไฟไหม้ทั้งเมือง” …เพราะไอ้ชาวเกาหลีที่เป็นทาส…เป็นคนเผา
ข่าวลือทำงานได้ผล ชาวเกาหลีในญี่ปุ่น “รับเคราะห์” มีโทษถึงตาย ในขณะที่ตำรวจ ทหาร ก็เด้งรับ… ช่วยลงมือ
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ยังมีข่าวว่อนออกไปทั่วว่า “ชาวเกาหลี” ก่อการกบฏ ใส่ยาพิษลงในบ่อน้ำของเมือง
ตำรวจ ทหาร ถือโอกาสสังหารชาวเกาหลี ซากศพเกลื่อนเมือง ความรุนแรงดำเนินไปเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชาวเกาหลี และคอมมิวนิสต์ของญี่ปุ่น สังคมนิยม และกลุ่มอนาธิปไตย เลยต้องตายไปด้วย
กลุ่มศาลเตี้ยชาวญี่ปุ่น ลงโทษโดยใช้ “หอกไม้ไผ่แทง”
เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 2 กันยายน 2466 เจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองโยโกฮามา คานากาวา และโตเกียว แจ้งชาวบ้านในทำนองว่า…อนุญาตให้สังหารชาวเกาหลีได้ บางคำสั่งตั้งเงื่อนไข เช่น จัดการชาวเกาหลีที่ต่อต้านการจับกุม แต่คำสั่งอื่นๆ ก็มี คำสั่งที่ตรงกว่า คือ “ฆ่าชาวเกาหลีที่เข้ามาในละแวกใกล้เคียง” หรือ “ฆ่าชาวเกาหลีที่คุณพบ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจ (ที่ถูกจัดตั้ง) คนหนึ่งบอกกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ว่า …มีชาวเกาหลีถูกจับได้พร้อมรายชื่อของบ้านที่มันกำลังจะเผา…มันกำลังแบกน้ำมันและมียาพิษเตรียมจะใส่ลงบ่อน้ำ
เมืองโยโกสุกะ….เจ้าหน้าที่ตำรวจ (ที่ถูกจัดตั้ง) บอกกับคนในพื้นที่ว่า…ผู้ชายเกาหลี “ข่มขืน” ผู้หญิงญี่ปุ่น ตำรวจยุยงให้ผู้ชายญี่ปุ่นจัดตั้งกลุ่มกวาดล้างชาวเกาหลี
เมืองบุงเคียว…ตำรวจแพร่ข่าวว่า…ชาวเกาหลีวางยาพิษในน้ำและอาหาร ทหาร ตำรวจ ฝังศพผู้เสียชีวิตเพื่อทำลายหลักฐาน
18 กันยายน 2466 เมื่อการสังหารบานปลาย รัฐบาลญี่ปุ่นขอ “จัดฉาก” เข้าจับกุมผู้เข้าร่วมการสังหารหมู่ได้ 735 คน
เดือนพฤศจิกายน หนังสือพิมพ์ Tokyo Nichi Shimbun รายงานว่า…ในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยและผู้พิพากษาต่างยิ้มและหัวเราะให้กัน
เพื่อสกัดมิให้ข่าวเลวร้ายกระพือออกไป หัวหน้าตำรวจโตเกียว สั่งให้กลุ่มอิทธิพลในเมือง กักขังชาวเกาหลีไว้ เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข่าวการสังหารหมู่ไปในต่างประเทศ …สั่งให้ชาวเกาหลี 4,000 คน ทำงานเก็บกวาดเมืองโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน…ทำความสะอาดซากปรักหักพังเป็นเวลากว่า 2 เดือน
แม้กาลเวลาผ่านมานาน…ความเกลียดชัง ความแค้น หายนะจากภัยพิบัติ ไม่เคยจางหายไปจากสังคมชาวเกาหลี ชาวจีน รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่ทราบความจริง หากแต่รัฐบาลพยายาม “ปรับเปลี่ยน” ให้เป็นผลเชิงบวก ให้มาเน้นการป้องกันภัยพิบัติ
1 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา นายกฯคิชิดะ ของญี่ปุ่นกำหนดให้มีการซักซ้อม โดยจำลองผลพวงของเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ริกเตอร์ ใจกลางกรุงโตเกียว
คิชิดะและ ครม. สวมเครื่องแบบสีฟ้าอ่อน เดินไปที่สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เพื่อซักซ้อมประชุมตอบโต้เหตุฉุกเฉิน หารือเกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาเบื้องต้นกับ “เมืองซากามิฮาระ” (เมืองที่เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในปี พ.ศ.2466)
ญี่ปุ่นจัดการฝึกซ้อมรับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ระดับเทศบาลและโรงเรียนทั่วประเทศ ในโรงเรียนชั้นประถม เด็กๆ นั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะเพื่อป้องกันศีรษะจากสิ่งของที่ตกลงมา
นายกฯคิชิดะเข้าร่วมการฝึกซ้อมแผ่นดินไหวร่วมกันซึ่งจัดโดยซากามิฮาระ และเข้าร่วมใน 8 เมืองรวมทั้งโตเกียวด้วย
เหตุการณ์ครบรอบ 100 ปีของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคคันโต เป็นบทเรียนในการสร้างอาคารที่ต้องทนทานต่อแผ่นดินไหวและไฟไหม้ได้มากขึ้น
“ชาวเกาหลี” และกลุ่มสิทธิมนุษยชน จัดพิธีไว้อาลัย ณ อนุสาวรีย์ที่อุทิศให้กับเหยื่อการสังหารหมู่ เพื่อรำลึกถึงแผ่นดินไหวในปี 2466
ยังมีการจัดพิธีแยกสำหรับ “ผู้ถูกสังหารหมู่” รอบๆ กรุงโตเกียว บ่งบอกถึงความบาดหมาง แผลร้าวลึกที่ยังคงคุกรุ่น
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า นี่คือการฆาตกรรมหมู่ในภูมิภาคคันโตของญี่ปุ่น (Kant_Massacre)
รัฐบาลญี่ปุ่นถูกกล่าวหาว่า…พยายามหลีกเลี่ยงการส่งจดหมายแสดงการ “ขอโทษ” และไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้กับเหยื่อ โดยยืนยันว่าไม่มีบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการ
ลูกหลานของเหยื่อ…กล่าวว่า..“รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งใจมองข้ามเหตุการณ์สังหารหมู่นี้ด้วยการ ปกปิด จำนวนชาวเกาหลีที่ถูกสังหาร ไม่ขอสอบสวนว่า…ข่าวลือ–ข่าวเท็จแพร่กระจายไปได้อย่างไร…”
นายกเทศมนตรีนครโตเกียว นายยูริโกะ ถูกกล่าวหาว่ามีท่าทีต่อต้านเกาหลี โดยยุติการส่งจดหมายแสดงความเสียใจดังที่เคยทำมา
ยิ่งไปกว่านั้น พ.ศ.2565 รัฐบาลโตเกียวสั่ง “ห้าม” ฉายภาพยนตร์ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเกาหลีต่อสาธารณะ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนครหลวงกำลังรณรงค์เซ็นเซอร์เพื่อปฏิเสธการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น
1 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นที่รักความเป็นธรรม ยังขอร่วมจัดการ “ประท้วงต่อต้านการสังหารหมู่ชาวเกาหลี” ในวันครบรอบ 100 ปี
จำนวนประชากรในกรุงโตเกียว “เพิ่มขึ้น” จากประมาณ 4 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน เมืองใหญ่ ตึกระฟ้า สาธารณูปโภคบนดิน รถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง บนแห่งเกาะนี้ แสนจะทันสมัยระดับโลก
ชาวญี่ปุ่นฝึกซ้อม เตรียมพร้อมเสมอทุกนาที
ชาวญี่ปุ่น ต้องเก่ง ต้องรอบรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงาน ต้อง “พร้อมสู้” กับภัยธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้เกิดความกังวลว่าภัยพิบัติในอนาคต ในเมืองใหญ่ จะเป็นหายนะที่เกินคำบรรยาย
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

