ดูเหมือนว่าสื่อเก่า (อันหมายถึงโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ) จะมองว่าสื่ออินเตอร์เน็ตนั้น “เชื่อถือไม่ได้” “มีแต่ความคิดเห็น” “มีแต่การบิดเบือนความจริง” นะครับ – ในภาระหน้าที่ที่ทำงานอยู่ (เป็นบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ The MATTER) ในการสัมภาษณ์หลายครั้ง ผมก็ต้องเจอคำถามประเภทที่ขอให้แสดงความคิดเห็นหน่อยว่า สื่ออินเตอร์เน็ตน่าเชื่อถือน้อยขนาดนี้ เราควรมีวิจารณญาณในการเสพมันอย่างไร อยู่บ่อยๆ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่านี่เป็นการที่คิดว่าสื่ออินเตอร์เน็ตน่าเชื่อถือน้อยกว่าสื่อประเภทอื่นๆ นั่นเป็นการตั้งคำถามผิดประเภทอย่างสิ้นเชิง เหมือนการบอกว่า โทรทัศน์น่าเชื่อถือมากกว่าวิทยุ วิทยุน่าเชื่อถือมากกว่าหนังสือพิมพ์ อะไรแบบนั้น ก่อนอื่น คุณต้องมองอินเตอร์เน็ตให้เป็นภาชนะก่อน มันเป็นภาชนะที่มีความพิเศษกว่าภาชนะเดิมอย่างหนังสือพิมพ์หรือวิทยุก็ตรงที่ว่า มันเป็นภาชนะที่ใครจะนำอะไรมาใส่ก็ได้ (ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงกลัวว่าสิ่งที่นำมาใส่จะไม่มีคุณภาพ) แต่เวลาที่เราพิจารณาอินเตอร์เน็ต เราไม่ควรพิจารณามันด้วยองค์รวม นั่นคือเราไม่สามารถพูดว่าอินเตอร์เน็ตทั้งหมดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือได้ แต่เราควรจะพิจารณาจากแหล่งข่าว หรือกระทั่งละเอียดไปกว่านั้น คือผู้รายงานข่าวแต่ละคน เช่น เราอาจบอกว่า แอคเคาต์เฟซบุ๊กของคนนี้ ดูน่าเชื่อถือในเรื่องนี้ (เช่น เรื่องสุขภาพ) มากกว่าแอคเคาต์เฟซบุ๊กของอีกคน แต่ถ้าเป็นเรื่องเทคโนโลยีละก็ จะต้องตามเพจนี้ แบบนี้ก็อาจจะพอแบ่งได้
คำถามที่ว่า “สื่ออินเตอร์เน็ตน่าเชื่อถือน้อยกว่าสื่อแบบเก่าหรือไม่” ยังเป็นคำถามที่ลืมคิดไปด้วยว่า “สื่อแบบเก่า” ก็ต่างขยับขยายลู่ทางมาสู่สื่ออินเตอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น ทั้งสื่อต่างประเทศอย่างหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ๆ โทรทัศน์ และสื่อในไทย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้ผลิตคอนเทนต์อะไรใหม่เพื่อให้รองรับกับการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต แต่เป็นการนำคอนเทนต์ที่ผลิตในสื่อเดิมๆ มาวางไว้บนพื้นที่แห่งใหม่นี้เลย ดังนั้น หากจะนับถึงสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งหมด จะต้องนับรวมสื่อเก่า คอนเทนต์เก่า ในภาชนะใหม่นี้ด้วยหรือไม่
บางคนอาจถามเจาะจงไปกว่านั้น เช่นว่า สื่อที่เป็นสถาบันน่าเชื่อถือกว่าสื่อที่เป็นบุคคลหรือไม่ – คำถามนี้ดูจะมีมูลอยู่บ้าง เพราะสื่อที่เป็นสถาบัน ก็อาจมีการตรวจสอบหลายชั้น อาจมี “จรรยาบรรณ” เพราะมีชื่อของสถาบันค้ำคออยู่ และอาจเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ลึกลงไปกว่าสื่อที่เป็นคนทั่วไป รวมถึงสื่อเล็กๆ อยู่บ้าง แต่ความจริงก็คือ สื่อที่เป็นสถาบันก็ไม่น่าเชื่อถือ 100% เสมอไป
ไม่นานมานี้ มีข่าวเกี่ยวกับสำนักข่าวที่ผมติดตามอยู่บ่อยๆ อย่าง The Guardian อันที่จริงนี่เป็นสำนักข่าวที่ผมนับถืออยู่ในใจ พวกเขาเป็นสำนักข่าวแรกในการเปิดเผยเรื่อง Snowden พวกเขาพยายามใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น Virtual Reality ในการเสนอข่าวการขังเดี่ยว เพื่อให้ผู้คนเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ได้ดีขึ้น และประเด็นที่ The Guardian เลือกมาในแต่ละวัน ก็ดูคมคาย น่าสนใจสม่ำเสมอ
ใครที่อ่าน The Guardian อยู่บ่อยๆ คงรู้ว่า The Guardian นั้นเป็นสำนักข่าวหัวก้าวหน้า (liberal) ที่ไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมป์ เอาเสียเลย ในวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งอเมริกา เขาก็ลงบทวิเคราะห์จำนวนมาก ซึ่งแทบทั้งหมดวาดภาพอนาคตที่เลวร้าย ประเด็นเรื่องที่ The Guardian ไม่ชอบโดนัลด์ ทรัมป์ นี้ ผมยอมรับได้ ถือว่านี่เป็นจุดยืนของเขา
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานนี้คือ The Guardian ลงสรุปบทสัมภาษณ์ Julian Assange (ที่ไม่ได้ไปสัมภาษณ์เอง แต่สรุปมา) โดยพาดหัวว่า “จูเลียน อัสซางจ์ ชื่นชมทรัมป์แบบระวังตัว และด่าคลินตันในการสัมภาษณ์” บทสัมภาษณ์ดังกล่าวระบุว่าอัสซางจ์พูดชื่นชมทรัมป์ และเมื่ออัสซางจ์ (ที่เป็นผู้ก่อตั้ง WikiLeaks) ไปทำงานในรัสเซีย แล้วก็ไม่เปิดโปง (whistleblow) รัสเซียอีกนั้น เพราะว่ารัสเซียเปิดกว้าง และเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ
บทสัมภาษณ์ดังกล่าวถูกอ่านหลายแสนครั้ง และถูกแชร์ต่อมากถึงกว่า 20,000 ครั้ง ซึ่งผู้ที่แชร์ต่อๆ กันไป ก็บอกว่า “จูเลียน อัสซางจ์ ไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว ถ้าใครคิดว่าเขาน่าเชื่อถือให้ลองอ่านบทความนี้” และอื่นๆ
แต่ประเด็นก็คือว่า สื่อต้นทางที่ไปสัมภาษณ์อัสซางจ์ที่ The Guardian นำมาสรุป ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของอิตาลีนั้นออกมาบอกว่า อัสซางจ์ไม่ได้พูดเช่นนั้นเลย The Guardian สรุปแบบเข้าข้างตัวเองทั้งหมด เช่น ที่บอกว่า “อัสซางจ์บอกว่ารัสเซียเปิดกว้างและเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ” นั่นก็เป็นการสรุปย่อความเกินไป อันที่จริงคืออัสซางจ์พูดว่าที่ WikiLeaks ไม่ได้เปิดโปงรัสเซีย เพราะมีตัวเปิดโปงอื่นๆ ที่ทำหน้าที่นั้นอยู่แล้วในรัสเซีย และ WikiLeaks อยู่ในสถานะ “คนนอก” ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในภาษารัสเซียน จึงทำงานได้ยากลำบาก ต่างหาก
หากเราได้อ่านบทสัมภาษณ์ต้นฉบับ (ซึ่งตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษ) เราก็จะเห็นได้อย่างง่ายดายว่า ทำไม The Guardian จึงสรุปไปอย่างนั้น และทำไมผู้สัมภาษณ์ต้นทางจึงไม่พอใจ จริงๆ แล้วอัสซางจ์พูดกว้าง สรุปได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครอยากสรุปเพื่อเอาไปใช้อะไรต่อ แต่การสรุปงวดความแบบ The Guardian นั้นก็เป็นการชี้นำและบิดประเด็นไปจากเดิมจนเกินไป (โดยไม่ให้พื้นที่กับข้อความที่อัสซางจ์พูดจริงๆ)
นี่เป็นกรณีอื้อฉาวที่ใหญ่โตมาก สำนักข่าว The Intercept ออกบทความวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ของ The Guardian โดยละเอียด และนักข่าวที่ทำงานกับ The Guardian เองอย่าง Glenn Greenwald ก็ทวีตแสดงความตกอกตกใจด้วยว่าทำไมบทสัมภาษณ์จริงกับข่าวของ The Guardian จึงสรุปออกมาได้ความที่ห่างไกลจากเดิมถึงเพียงนั้น
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของสื่อสถาบันใหญ่ ที่ถึงแม้จะใหญ่แค่ไหน ก็สามารถเลือกหยิบเอาความจริงบางส่วนมานำเสนอเท่านั้นได้ ผมไม่คิดว่าคนเขียนข่าวของ The Guardian ตั้งใจจะรายงานข่าวปลอม แต่เธอคงเห็นว่าจะต้องหยิบจุดที่ “ขายได้” และ “สอดคล้องกับจุดยืนของหนังสือพิมพ์” ขึ้นมานำ แต่ก็เป็นการนำที่ “ล่วงหน้าเกินไปหนึ่งก้าว” จึงทำให้เกิดเป็นเหตุอื้อฉาวดังที่ได้เล่ามา
ฉะนั้น ข้อคิดในเรื่องนี้สำหรับผมก็คือ ไม่ว่าเราจะอ่านอะไร อ่านจากแหล่งไหน อินเตอร์เน็ตหรือไม่ก็ตามแต่ เราก็จะต้องมีความระมัดระวังในการอ่าน พยายามหาแหล่งข่าวต้น พยายามเช็กจากหลายๆ แหล่งก่อนที่จะเชื่อลงไป และถ้าเป็นไปได้ หากเป็นบทสัมภาษณ์ ก็พยายามหาข้อความจริงว่าเขาพูดอย่างไร โดยไม่อ่านเฉพาะข้อความที่นักข่าวสรุปมาเท่านั้น เพราะเมื่อสรุป ก็เท่ากับว่ามันได้ผ่านการกลั่นกรองด้วยสมองของนักข่าวอีกต่อ ไม่ใช่เนื้อความที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
แน่นอนว่านี่เป็นข้อคิดหรือคำแนะนำที่ปฏิบัติตามได้ยาก ยิ่งในยุคที่ข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เราคงไม่มีเวลาไปตรวจสอบข่าวทุกข่าว หรือค้นหาว่าข่าวนั้นต้นตอมาจากไหนในทุกๆ ที่ เราอาจทำแบบนี้ได้กับบางข่าวเท่านั้น อาจเป็นข่าวที่สนใจหรือเป็นข่าวที่สำคัญสำหรับเรา แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ หากเราไม่อยากหน้าแตก ไม่อยากเป็นตัวทำซ้ำข่าวปลอม เราก็อาจต้องเช็กข่าว ก่อนที่จะแชร์ หรือก่อนที่จะแสดงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

