รอ 100 ปี โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

 

เรื่องฮือฮาน่าทึ่งในวงการวิทยาศาสตร์โลกแถลงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ว่าคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกันพิสูจน์ยืนยันทฤษฎีคลื่นความโน้มถ่วง หรือ Gravitational Waves ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎียอดอัจฉริยะเขียนไว้เมื่อ 100 ปีก่อน

เรื่องนี้คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็ตื่นเต้นไปด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าคุณไอน์สไตน์คาดคะเนหรือหยั่งรู้ทฤษฎีนี้ได้ตั้งแต่เมื่อ 100 ปีที่แล้ว

ตามประวัติอัจฉริยะของนักฟิสิกส์ท่านนี้ แกไม่ได้มีพลังวิเศษใดๆ ทั้งหมดนั้นมาจากการคิด

เพียงแต่ว่าการคิดและจินตนาการของแกนั้นอาศัยหลักเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่มโนแบบคิดเองเออเอง

เรื่องที่น่าทึ่งจากข่าวนี้ไม่ได้มีเฉพาะไอน์สไตน์เท่านั้น แต่ต้องให้เครดิตแก่นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันด้วย เพราะการหาหลักฐานมายืนยันคลื่นความโน้มถ่วงนั้นยากมาก ถ้าไม่ยากคงไม่ต้องใช้เวลานานถึงร้อยปีจึงสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในโครงการความร่วมมือวิทยาศาสตร์ไลโก (LIGO) ค้นพบจากปรากฏการณ์วาร์ปหรือการบิดโค้งของกาล-อวกาศ ซึ่งเกิดขึ้นจากคลื่นความโน้มถ่วง เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ครั้งนี้

ปรากฏการณ์นั้นมาจากการชนและหลอมรวมกันของหลุมดำ 2 หลุม จึงมีพลังรุนแรงมหาศาลเกิดการกระเพื่อมของกาล-อวกาศไปในจักรวาล จนนักวิทยาศาสตร์ใช้อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสัญญาณได้

นักวิทยาศาสตร์ต่างกล่าวว่า การค้นพบและการพิสูจน์เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาจักรวาลและดาราศาสตร์ รวมถึงทฤษฎีต่างๆ อีกมากมาย

ส่วนคนทั่วไปได้แง่คิดด้วยเช่นกัน อย่างน้อยคือการมุ่งมั่นพิสูจน์ฐานความรู้ความคิดที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมไปถึงเรื่องความนึกคิดของไอน์สไตน์

นอกเหนือจากเรื่องวิทยาศาสตร์ ไอน์สไตน์เป็นคนหนึ่งที่มีอุดมคติทางการเมืองว่า “ต้นแบบที่สมบูรณ์ทางการเมืองของผมคือประชาธิปไตย ขอให้ทุกคนเคารพกันในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ให้ใครขึ้นมาเป็นที่เลื่อมใสบูชาเหมือนเป็นเทพเจ้า”

นั่นคือการเคารพความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และไม่ควรมีใครเป็นอภิสิทธิ์ชน

ไอน์สไตน์เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้น แนวคิดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมจึงตกผลึกมาจากประสบการณ์และสังเกตการณ์ความขัดแย้งในช่วงเวลานั้น

แนวคิดของไอน์สไตน์ในเรื่องประชาธิปไตยอาจไม่ได้โดดเด่นจนต้องมีผู้พิสูจน์อย่างเอาจริงเอาจังเหมือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่ช่วงร้อยปีมานี้ผู้คนในหลายๆ ประเทศพยายามจะเรียนรู้และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยตามหลักการสากลอยู่เสมอ

ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิสตรี สิทธิเพศทางเลือก สิทธิเด็ก สิทธิชนกลุ่มน้อย ฯลฯ ได้รับความสำคัญมากขึ้นเพื่อจะนำไปสู่ความเท่าเทียม

ถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์วันนี้กับเมื่อ 100 ปีก่อน ความพยายามคุ้มครองและรณรงค์ความเท่าเทียมกันของมนุษย์มีมากขึ้น แม้ปัญหายังมีอยู่และซับซ้อนขึ้นด้วยเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็เป็นหัวข้อที่ทุกคนต้องตระหนักและเรียนรู้

หากใครกดขี่และใช้แรงงานผู้ด้อยสถานะกว่าเยี่ยงทาส นั่นย่อมรู้แล้วว่ากำลังทำผิดกฎหมายร้ายแรง หรือหากใครช่วงชิงอำนาจและสิทธิของประชาชน ก็ต้องรู้เช่นกันว่ากำลังบั่นทอนประชาธิปไตย

ไม่ต้องรอให้ถึง 100 ปีจึงจะรู้ตัว

บทความก่อนหน้านี้ข้อน่าสนใจเรื่อง “อัตราว่างงาน” ของไทย
บทความถัดไปมาสด้าจรดปากกาหนุน “สวาดแคท” ดันขึ้นท็อปไฟว์ เปิดตัวนักเตะและชุดแข่งใหม่