เปิดใจ‘สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล’สานต่อ‘เรียนดี มีความสุข’
หมายเหตุ – “มติชน” สัมภาษณ์พิเศษ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
●เข้ามาทำงานที่ ศธ.เต็มตัวแล้วกว่า 2 สัปดาห์ เป็นอย่างไรบ้าง?
เริ่มจากไปเยี่ยมหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไล่ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และเตรียมจะไปเยี่ยมโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งทั้งหมดเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้กำกับดูแล ทั้งนี้ ในการไปเยี่ยม นอกจากไปรับฟังข้อมูล ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ แล้ว ยังถือเป็นการทำความรู้จักกับผู้บริหาร และบุคลากรในหน่วยงานนั้นๆ ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจากการพูดคุยพบว่า หลายเรื่องที่ฝ่ายปฏิบัติการเสนอมา เป็นสิ่งที่เห็นด้วย บางเรื่องที่เป็นปัญหา ก็พร้อมเข้าไปช่วยสนับสนุน เพื่อให้การทำงานสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
●ในฐานะกำกับดูแล สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ หลังตรวจเยี่ยมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องใดที่อยากขับเคลื่อน?
สพฐ.เป็นหน่วยงานสำคัญที่เป็นรากฐานทางการศึกษาของประเทศ นโยบายรัฐมนตรีว่าการ ศธ. และนโยบายรัฐบาลหลายเรื่อง เชื่อมโยงกับ สพฐ. เริ่มจากมอตโต “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งต้องไปคิดว่า ทำอย่างไรให้ครูมีความสุข นักเรียนมีความสุข ผู้ปกครองมีความสุข การแก้ปัญหาหนี้สินครูที่ต้องเร่งดำเนินการ นโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ หรือแม้แต่การเดินหน้านโยบายครูคืนถิ่น ล้วนเชื่อมโยงกับ สพฐ. แต่ละเรื่องต้องตั้งคณะทำงาน มีแอ๊กชั่นแพลน หรือแผนปฏิบัติการ มีการกำหนดระยะเวลาและเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำได้สำเร็จเมื่อไร
●ได้รับมอบหมายให้ดูแลแก้ปัญหาหนี้สินครูด้วย ประชุมไปรอบหนึ่งแล้ว มีแอ๊กชั่นแพลนอะไรออกมาบ้าง?
การแก้ปัญหาหนี้สินครูเป็นเรื่องยาก พูดกันมาทุกรัฐบาลแต่ก็ยังไม่มีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันมากนัก ผมเข้าใจ พอมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องเข้ามาแก้ไข รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เอง แม้จะมอบหมายให้ผมดูแลเรื่องนี้ แต่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ไม่ได้ทิ้ง ยังคอยกำกับดูแลภาพรวม
ในส่วนของคณะกรรมการที่จะเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินครู จะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินซึ่งเป็นคนนอก เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ การแก้ปัญหาหนี้สินครูครั้งนี้จะทำอย่างจริงจัง เบื้องต้นต้องหาวิธีว่า ทำอย่างไรไม่ให้ครูสร้างหนี้ใหม่ และพยายามลดภาระครู เช่น โครงการครูคืนถิ่น ให้ครูได้มีโอกาสกลับไปทำงานในภูมิลำเนาของตัวเอง ปรับแนวทางการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ เพราะทุกวันนี้ การทำวิทยฐานะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครูมีภาระค่าใช้จ่าย ส่วนหนี้เก่า จะแบ่งเป็นสีเขียว เหลือง แดง การแก้ปัญหาจะขึ้นอยู่กับสภาพหนี้ของแต่ละบุคคล เช่น หนี้วิกฤตสีแดง ต้องแก้วิธีใด สีเหลืองจะต้องทำอย่างไร และสุดท้ายสีเขียว จะทำอย่างไรไม่ให้มีหนี้ที่กลายเป็นสีเหลืองและแดง เพราะฉะนั้น แอ๊กชั่นแพลน น่าจะมีความชัดเจนหลังจากตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะได้คณะกรรมการเร็วๆ นี้
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอาจจะล่าช้าไปบ้าง เพราะการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.แทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการก็ยังไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แทนนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ซึ่งจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายน ดังนั้นก็อาจจะต้องรอให้การแต่งตั้งผู้บริหาร ศธ.ให้แล้วเสร็จก่อน เพราะบางตำแหน่งก็ต้องเข้ามาเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูด้วย
●เริ่มมีเด็กฝากเข้ามาบ้างหรือยัง?
ผมเชื่อว่าการแต่งตั้งในทุกๆ ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนกระแสที่มีการพูดกันว่า ใครจะได้ไปตำแหน่งใดเพราะสนิทกับใครนั้น เท่าที่ฟังก็ไม่น่าจะเป็นจริง เชื่อว่าไม่มีใครใช้เส้นสายฝากใครเข้ามาได้ พล.ต.อ.เพิ่มพูนพูดตลอดว่า การจะพิจารณาให้ใครไปทำงานในตำแหน่งใดนั้น จะดูจากการทำงานเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าใครสนิทกับใคร หรือใครฝากใครมา กระแสข่าวที่ออกมาก็เป็นแค่เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง เพราะเท่าที่ผมได้สัมผัส พล.ต.อ.เพิ่มพูนค่อนข้างรักษาระยะห่างในการทำงาน สนิทคือสนิท แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้ความสนิทมาพัวพันกับการทำงาน
●สไตล์การทำงานของ ‘ครูพี่เอ’ เป็นอย่างไร?
ส่วนตัวเป็นคนที่รับฟังคำเสนอแนะ เวลาไปตรวจเยี่ยมก็จะไปฝากเนื้อฝากตัวในทุกๆ องค์กร คิดเสมอว่า การมาทำงานตรงนี้ ไม่ใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่อง ในช่วงแรกๆ จะมีคนถามเสมอว่า มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.หนักใจหรือไม่ เพราะจะต้องเจอทั้งแรงต้าน แรงกดดันต่างๆ ส่วนตัวไม่กดดัน ไม่หนักใจ เพราะคิดเสมอว่า ถ้ายึดประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว จะทำให้เดินได้ถูกทาง ทำได้ถูกต้อง หรือถ้าผิด ก็ผิดน้อย แต่ถ้ายึดประโยชน์ส่วนตัวเมื่อไร ก็อาจจะทำให้เดินไปผิดทางได้ ดังนั้นชีวิตผมเดินง่ายมาก ตลอดระยะเวลาการทำงานของผม ผมเดินมาแบบนี้ อะไรที่เป็นคุณประโยชน์กับองค์กร กับประเทศชาติ กับส่วนรวม เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำอะไรที่ถูก ทำอะไรที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก รับฟังคนให้มากๆ เดินอย่างไรก็ไม่ผิดทางแน่นอน
●ได้กำกับ สกสค.และองค์การค้าซึ่งมีปัญหาทุจริตค่อนข้างมาก?
ผมค่อนข้างทราบปัญหา สกสค.เองก็จะเข้ามามีส่วนในการดูแลปัญหาหนี้สินครูด้วย ส่วนเรื่องปัญหาการทุจริตนั้น ส่วนตัวเข้าใจ เพราะองค์กรใดที่มีเงินจำนวนมาก ก็มักจะมีโอกาสให้เกิดการทุจริต คงต้องมาดูรายละเอียด โดยจากการตรวจเยี่ยม สกสค.พบว่า ปัจจุบันจำนวนสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ลดลงค่อนข้างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตัวองค์กรขณะที่ค่านิยมในการบริหารการเงินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนว่าสิ่งที่เร่งทำคือ การเรียกความมั่นใจ แก้ปัญหาทุจริต สร้างความเข้มแข็งให้องค์กร เพื่อให้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากสมาชิกลดลงมากไปกว่านี้ สกสค.ก็อยู่ไม่ได้
●การติดตามเงิน จำนวน 2,500 ล้านบาท ที่อดีตผู้บริหาร สกสค.นำไปซื้อ ‘ตั๋วสัญญา’ กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใสจะเดินหน้าต่อหรือไม่?
คงต้องเข้าไปดูรายละเอียด โดย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. ได้รายงานรายละเอียดว่ามีงบประมาณตรงส่วนใด อยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนจะมีวิธีการนำเงินคืนมาได้อย่างไรนั้นก็คงต้องไปดูในรายละเอียด ขณะเดียวกัน ยังต้องเข้าไปดูแลองค์การค้าของ สกสค.ซึ่งยังขาดสภาพคล่อง ทำอย่างไรให้องค์การค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะหากองค์การค้ามีรายได้ก็จะมีเงินใช้หนี้ สกสค. ซึ่งเท่าที่ทราบองค์การค้ายังพอมีทรัพย์สินที่สามารถสร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้กับองค์กรได้ ก็คงต้องเข้าไปดู แต่การพูดว่าจะมีการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่จะต้องถูกจับตา ดังนั้น การดำเนินการทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา โดยเฉพาะเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญของ พล.ต.อ.เพิ่มพูนที่ประกาศไว้ว่า จะไม่ไว้หน้า หากมีการทุจริตเกิดขึ้น
●การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีการหารือบ้างหรือไม่?
ก็มีการหารือ แต่ในส่วนของการตัดสินใจถือเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
●เป็น ส.ส.พระนครศรีอยุธยาหลายสมัย?
ใช่ ผมเป็น ส.ส.มา 4 สมัย คุ้นชินกับแวดวงการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มจากเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว คุณแม่ นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล เป็นผู้ใหญ่บ้าน จนปัจจุบันได้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา ผมเห็นคุณแม่ทำงานกับท้องถิ่น มีผลงานเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ประกอบกับที่บ้านทำธุรกิจ ชาวบ้านจึงสนับสนุนให้ลงการเมือง โดยเริ่มจากพี่ชายเริ่มลงสมัครสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ตั้งแต่ปี 2543
ผมเองลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ.2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน แทน น.ส.สุวิมล พี่สาว ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่ถอยจากการเมือง จากนั้นยังได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีก 3 สมัย คือ ปี 2554 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดพรรคเพื่อไทย ปี 2562 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดพรรคภูมิใจไทย และล่าสุดการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 สังกัดพรรคภูมิใจไทย
ถือว่าทำงานการเมืองมานานพอสมควร เป็น ส.ส.ตั้งแต่หนุ่ม อายุ 30 ต้นๆ มาถึงตอนนี้ อายุ 47 ปี มี ส.ส.รุ่นใหม่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา และเป็น ส.ส.รุ่นใหม่ที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ หลายอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งผมวางแผนการเมืองไว้ ว่าจะไม่เล่นการเมืองจนถึงอายุ 60 เพราะคนรุ่นใหม่มาเร็ว มาแรง คิดว่าสักระยะหนึ่งก็อาจจะต้องเปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ส่วนตัวเองก็อาจจะไปดูการทำงานในอีกด้านที่เหมาะสม
●ประสบการณ์ ส.ส.มาปรับใช้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ได้อย่างไรบ้าง?
ใครที่เป็น ส.ส.มาแล้วจะรู้ว่า ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง ถ้าทำไม่ได้ เชื่อว่าประชาชนจะรู้ ผมเคารพทุกคนที่เป็น ส.ส. โดยเฉพาะ ส.ส.เขต จะต้องรับฟังปัญหาทุกเรื่อง พัวพันไปทุกหน่วยงานทั้งงานในสภาและงานในพื้นที่ ทำให้สามารถนำประสบการณ์ที่ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ มาปรับใช้ อย่าง ศธ.เอง ผมก็เคยเข้ามาประสานงานอยู่บ่อยๆ จึงเข้าใจระบบราชการ ครั้งนี้ได้มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ก็ถือว่าได้มาทำงานในเชิงลึกมากขึ้น
●พอรู้ว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ผมเองไม่ได้คิดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใดแต่พอรู้ว่าจะได้มาเป็นเสมา 2 ก็รู้สึกดีใจ และตั้งใจจะทำงานให้เต็มที่ เพราะเป็นกระทรวงที่สำคัญ ยิ่งรู้ว่าได้มาทำงานกับ พล.ต.อ.เพิ่มพูนยิ่งสบายใจ ส่วนหนึ่งเพราะอยู่พรรคเดียวกัน นโยบายไม่ต้องปรับ การทำงานต่างๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนแทบจะเป็นคนคนเดียวกัน ผมเชื่อว่ารัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับ ศธ. เพราะถ้าไม่ให้ความสำคัญคงไม่ส่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
●ทำงานมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว มีอะไรหนักใจบ้างหรือยัง?
เรื่องหนักใจก็คงจะมีบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นหนักใจมาก เป็นเรื่องที่กังวลมากกว่า เพราะถ้าบอกว่าไม่มีก็โกหก การทำงานร่วมกับข้าราชการประจำก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน บางเรื่องเป็นปัญหาต่อเนื่องมา ข้าราชการเองก็อาจจะยังไม่กล้าพูด ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องทำการบ้าน สร้างความไว้ใจ ให้เกิดความเชื่อมั่น
●หน่วยงานที่ดูแล หนักใจหน่วยงานไหนมากสุด?
บอกไม่ได้ แต่รู้ว่างานหนักอยู่ที่ สพฐ. เพราะเป็นองค์กรที่ใหญ่สุดก็ต้องมีปัญหามากสุด รองลงมาคือ สกสค. เพราะเป็นองค์กรที่เคยมีปัญหาทุจริต จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นอีก
●ฝากอะไรถึงครู เด็ก และผู้ปกครองบ้าง?
ขอฝากถึงครู นักเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับศธ.ทุกคนว่า ตนจะทำงานอย่างเต็มที่ อย่างมอตโตที่บอกว่า “เรียนดี มีความสุข” และ “จับมือไปด้วยกัน” พร้อมจะรับฟังทุกความเห็น ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูนพูดเสมอว่า ไม่มีผมและรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ทุกคนก็อยู่ได้ แต่เมื่อมีฝ่ายการเมืองเข้ามาแล้วจะต้องทำให้ดี ช่วยให้ทุกคนทำงานได้ง่ายขึ้นไม่ได้มาเป็นตัวถ่วงหรือมาเป็นอุปสรรคใดๆ ดังนั้น อยากให้จับมือแล้วไปด้วยกัน ช่วยกันทำงานพัฒนาการศึกษา

