หน้าแรก คอลัมนิสต์ เกร็ดความรู้เ...

เกร็ดความรู้เรื่องรัฐประหารจากต่างแดน

2.10.23 | 13:05 น.

เกร็ดความรู้เรื่องรัฐประหารจากต่างแดน

วันที่ 14 ตุลาคม 2566 เป็นวันครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์การเมืองที่เปลี่ยนรัฐบาลจากระบอบทหารมาเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันคือ รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์อันเป็นผลจากการต่อสู้ที่นำโดยคนหนุ่มสาวในสมัยนั้นช่างน่ายินดี แต่พอไม่นานนัก (ประมาณสามปี) ความรักที่มีต่อประชาธิปไตยก็เปลี่ยนเป็นความชังคอมมิวนิสต์และการปลุกระดมให้ฆ่าฟัน โดยบอกว่าคอมมิวนิสต์ไม่รักสถาบันฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือการตอบโต้ของทหารต่อระบอบประชาธิปไตย ทิ้งความขมขื่นที่ยังจำกันได้ของการสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เหตุการณ์เช่นนี้ช่างน่าเศร้าสลด

บังเอิญผมซื้อหนังสือพิมพ์ Le Monde Diplomatique ฉบับเดือนกันยายน 2566 มาอ่าน ในหนังสือพิมพ์เล่มนั้นมีบทความวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศ เลยขอเก็บเกร็ดน่าสนใจที่เกี่ยวกับการรัฐประหารมาเล่าสู่กันฟัง

ในวันเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับเหตุการณ์ 14 ตุลา ของบ้านเรา ก็เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดยิ่งกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นั่นคือการรัฐประหาร โดยพลเอกออกุสโต ปิโนเชต์ ผลพวงของรัฐประหารชิลี มี อาทิ การยุบสภา การเข่นฆ่าผู้นำสหภาพแรงงาน การปิดปากสื่อ ตลอดเวลา 16 ปีของระบอบทหารในชิลีมีการกระทำทรมานคนไปหลายหมื่นคน เข่นฆ่าคนกว่า 3,200 คน บังคับสูญหายอีกนับพันโดยปัจจุบันยังไม่พบร่างกายของพวกเขา พลเมืองหลายแสนคนถูกกดดันให้อพยพไปต่างประเทศ รัฐบาลภายใต้ระบอบทหารได้ดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่อย่างสุดเหวี่ยง วาทกรรมของฝ่ายขวาจัดสรุปได้ว่า “การก่อการร้ายโดยรัฐยังดีกว่า ‘มะเร็งมาร์กซิสต์’”

ประธานาธิบดีของชิลีที่ถูกรัฐประหารชื่อ ซัลวาดอร์ อาเย็นเด เขามีอาชีพเป็นหมอ พรรคการเมืองของเขาชื่อว่า Unidad Popular (เอกภาพประชาชน) มีนโยบายนิยมซ้าย เขาเชื่อในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมนิยมที่เป็นประชาธิปไตย หมายความว่าจะมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะอาศัยการเลือกตั้งและไม่ใช้อาวุธ ไม่มีสงครามจรยุทธ ไม่มีการระดมชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ใช้ขบวนการผู้ใช้แรงงานเข้าสู้ แต่นั่นเป็นการประเมินที่ผิดพลาดของอาเย็นเดและคณะ พวกเขาเชื่อว่าสามารถไว้ใจกองทัพได้ ว่ากองทัพจะยึดความชอบธรรมตามประเพณีที่มีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศ ว่ากองทัพจะเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านการออกเสียงเลือกตั้ง จะยอมรับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของรัฐบาล และเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องใช้กระสุนปืนสักนัดเดียว

Advertisement

แต่อาเย็นเดลืมไปว่า ชนชั้นกระฎุมพีและเจ้าของที่ดินและธุรกิจขนาดใหญ่ ขยะแขยงต่อนโยบายการเมืองของพรรคเอกภาพประชาชน ประหนึ่งไส้เดือนขยะแขยงขี้เถ้า พวกเขาตื่นตระหนกมาก อาเย็นเดลืมไปว่า พี่ใหญ่ของโลกในขณะนั้น ไม่ต้องการลดอิทธิพลของตนแต่อย่างใด ในปี 2513 ประธานาธิบดีนิกสันประกาศต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า “ข้อกังวลใจหลักของเราเกี่ยวกับชิลี คือข้อเท็จจริงที่อาเล็นเดอาจยึดกุมอำนาจได้อย่างมั่นคง และทั่วโลกรู้สึกว่าเขากำลังจะทำสำเร็จ … เราต้องไม่ปล่อยให้ลาตินอเมริกาคิดว่า พวกเขาสามารถเดินตามเส้นทางนี้ได้โดยไม่โดนผลกระทบที่ตามมา” ในปี 2514 รัฐบาลชิลีโอนกิจการเหมืองทองแดงที่บริษัทอเมริกันเป็นเจ้าของมาเป็นของรัฐ จากนั้นไม่นาน CIA สถานทูตอเมริกา และบรรษัทข้ามชาติใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ก็สุมหัวสมรู้ร่วมคิดกันที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ห้าสิบปีผ่านไป สงครามยังไม่สิ้นสุด แต่คราวนี้เป็นสงครามความทรงจำ ชาวชิลีคิดอย่างไรกับอาเย็นเดที่ไม่ยอมหนีจากทำเนียบประธานาธิบดี และเชื่อจนเกือบนาทีสุดท้ายในความชอบธรรมของอาณัติที่เขาได้รับจากประชาชน เมื่อทหารบุกเข้ามาเกือบถึงตัว เขาเลือกที่จะดับชีวิตตัวเอง ทิ้งไว้แต่ความทรงจำสำหรับคนรุ่นหลัง มีทั้งที่เคารพเขาในความเป็นคนง่าย ๆ ไม่ถือตัว ที่เชื่อว่าการประนีประนอมที่เป็นจุดแข็งของชิลีน่าจะใช้ได้ดี ส่วนบางคนวิจารณ์ว่านโยบายเอียงซ้ายไร้หลังพิง ที่มีก็แต่เพียง “เสียงสวรรค์” ของประชาชนนั้นไม่เพียงพอ ซ้ำร้ายความโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่เคยปรากฏในสังคมชิลีได้เข้ามาครอบงำการเมือง แม้ปิโนเชต์จะพ้นจากอำนาจในปี 2533 แล้วก็ตาม อิทธิพลทางการเมืองของเขายังดำรงอยู่จนทุกวันนี้

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีชิลีในปี 2564 โฮเซ คาสต์ เป็นผู้สมัครฝ่ายขวาของพรรครีพับลิกัน เขาได้คะแนนนำในรอบแรก เขาแสดงความชื่นชมปิโนเชต์อย่างเห็นได้ชัด เขามาจากครอบครัวที่เคร่งศาสนาคาทอลิก และครอบครัวเขาเคยสนับสนุนเผด็จการทหารของปิโนเชต์ อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งรอบสอง คาสต์ปราชัยให้แก่กาบรีเอล บอริค ด้วยเสียงสนับสนุน 56 % ส่วนคาสต์ได้เพียง 44% บอริคนับถืออาเย็นเดเป็นแบบอย่างของเขา

ในปี 2565 ร่างรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าถูกคว่ำไม่เป็นท่าในการลงประชามติ สถานการณ์กลับพลิกผัน พรรคริพับลิกันกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พรรคริพับลิกันได้เสียงข้างมาก หมายความว่า ทายาทการเมืองของปิโนเชต์กำลังมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมาแทนฉบับที่เขียนในสมัยปิโนเชต์ ชิลีกลับมาสู่ทางสองแพร่ง และกำลังลังเลใจว่าจะมองอดีตการรัฐประหารเมื่อห้าสิบปีก่อนอย่างไรดี มาบัดนี้ ชิลีต้องเลือกระหว่างอาเย็นเดที่พยายามปูทางสู่ประชาธิปไตยด้วยการประนีประนอมและความไว้วางใจ กับปิโนเชต์เผด็จการผู้เหี้ยมโหดที่มุ่งสู่เสรีนิยมใหม่ ที่มาพร้อมกับความรุ่มรวยของชนชั้นนำ แต่แน่นอนว่าการเมืองหมายถึงการมีทางเลือกใหม่ ๆ ด้วย

เมื่อห้าสิบปีก่อน มีการรัฐประหารอีกสไตล์หนึ่งที่โหดร้ายพอ ๆ กัน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2516 ฮวน บอร์ดาแบร์รี ประธานาธิบดีอุรุกวัยรัฐประหารตนเองโดยยุบสภาผู้แทนราษฎร เขาได้การสนับสนุนจากกองทัพ และอ้างว่าการรัฐประหารของเขานั้นจำเป็นในการต่อสู้กับ “ขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ – ตูปามารอส – MLN-T” แม้ว่าในขณะนั้น ขบวนการจรยุทธนี้ได้พ่ายแพ้ในทางยุทธวิธีแล้ว และผู้นำส่วนใหญ่ถ้าไม่อยู่ในคุกก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ

ลักษณะเฉพาะของรัฐประหารในชิลี (2516 – 2533) คือการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ส่วนของเผด็จการอาร์เจนตินา (2519 – 2526) คือการกระทำให้บุคคลประมาณสามหมื่นคนสูญหาย การรัฐประหารของอุรุกวัย (2516 – 2528) มีลักษณะเฉพาะคือการจำคุกเยาวชนจำนวนมากเป็นเวลานาน ขณะที่คณะรัฐประหารครองอำนาจ ประชากรอุรุกวัยมีเพียง 3.3 ล้านคน แต่มีนักโทษการเมือง 5,925 คน หรือ 18 คนต่อประชากร 10,000 คน นับเป็นสถิติสูงสุดในโลก แต่ถ้านับรวมบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม สถิติจะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเป็น 31 คน ต่อประชากร 10,000 คน นอกเหนือจากจำนวนนี้แล้ว ยังมีบุคคลอีกจำนวนหนึ่งที่ถูก “ฝากขัง” ที่สนามบาสเกตบอล และในสถานที่จองจำที่ไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ และเพิ่งถูกค้นพบอีก 9 แห่ง

ในบรรดานักโทษการเมือง มีผู้บริหารขบวนการ MNL-T ที่เป็นชาย 9 คน หญิง 11 คนรวมอยู่ด้วย พวกเขาถูกจองจำในฐานะ “ตัวประกัน” ในสภาพการณ์ที่เลวร้าย เช่น โฮเซ มูฮีกา ที่ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ถูกขังที่ก้นบ่ออยู่สองปี นอกจากถูกขังแล้ว ยังมีการทรมานอย่างเป็นระบบ บางครั้งนานนับเดือน และมีผู้ถูกทรมานแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก

ระหว่างปี 2503 ถึง 2528 มีชาวอุรุกวัยกว่า 380,000 คน ที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศ โดยที่หลังปี 2516 ด้วยเหตุผลทางการเมืองเป็นหลัก ในปี 2529 นั่นคือหนึ่งปีหลังการสิ้นสุดของระบอบเผด็จการ มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คณะรัฐประหาร อย่างไรก็ดี เมื่อฝ่ายซ้ายได้จัดตั้งรัฐบาลในปี 2548 มีการตีความกฎหมายดังกล่าวให้สามารถดำเนินคดีแก่คณะรัฐประหารจำนวน 82 คน กระนั้น ยังมีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างรัฐประหารอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ปัจจุบัน ชาวอุรุกวัย 17% เห็นว่าการรัฐประหารมีความชอบธรรม ขณะที่ 69% เชื่อว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองที่ดีกว่า ในโอกาสการรำลึก 50 ปีเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2566 นี้ มีอดีตประธานาธิบดีเข้าร่วมพิธีสามคน

เมื่อหลายสิบปีก่อน ลาตินอเมริกาผ่านวิกฤตรัฐประหารที่โหดร้ายหลายครั้งในหลายประเทศ แต่ดูเหมือนว่าระบอบประชาธิปไตยเริ่มลงหลักปักฐานในอนุทวีปนี้ น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังระหกระเหินระหว่างรัฐประหารกับประชาธิปไตยที่ไม่เสถียรอยู่อีก แม้รัฐประหารครั้งสุดท้ายได้ผ่านไปกว่า 9 ปีแล้ว แต่อภินิหารอนุรักษ์นิยมยังคงอยู่

ส่วนทวีปแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง กำลังเกิดการรัฐประหารเป็นลูกโซ่ ในปี 2563 เกิดรัฐประหารที่ประเทศมาลี ในปี 2564 มีรัฐประหารสามครั้งที่ประเทศซูดาน กินี และชาด ในปี 2565 เกิดรัฐประหารที่บูร์กินา ฟาโซ ในปีนี้เอง ทหารเข้ายึดอำนาจในประเทศนีแชร์ และกาบอง ประเทศเหล่านี้ทุกประเทศยกเว้นซูดานเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

เมื่อหยิบหนังสือพิมพ์ Le Monde diplomatique ขึ้นมาอ่าน ก็คาดว่าบทความที่อ่านจะเข้าข้างฝรั่งเศสที่เป็นอดีตเจ้าอาณานิคม แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผมได้อ่านบทวิเคราะห์ที่วิจารณ์ตรงไปตรงมาดังนี้

การรัฐประหารลูกโซ่นี้บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์เดิมที่ดำเนินมาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์แรกคือการบริหารจัดการวิกฤตความมั่นคงอันเนื่องมาแต่ “การก่อการร้าย” ที่กระทบอนุภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง ปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ โดยประเทศฝรั่งเศสและองค์การสหประชาชาติได้ส่งกองกำลังเข้าไปช่วยรักษาความสงบ แต่กองกำลังกลับกระทบกระทั่งกับคนพื้นเมืองที่มีความแตกต่างกับทหารต่างแดน ทั้งในทางวิถีชีวิตและทางทัศนคติตลอดมา ความขัดแย้งจึงไม่ลดลง หากเพียงซับซ้อนขึ้นเมื่อมีกองกำลังต่างชาติเข้ามาแทรก

สถานการณ์ที่สองคือกระบวนการประชาธิปไตยที่เริ่มต้นตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น กระบวนการนี้ประสบอุปสรรคและไม่ส่งผลดังที่หวัง จึงถูกกระแสอำนาจนิยมตีกลับ ไม่เฉพาะในประเทศที่เป็นอดีตเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเท่านั้น หากรวมไปถึงวิกฤตในประเทศที่เคยอยู่ในปกครองของอังกฤษ เช่น เอธิโอเปีย เคนยา และซูดานด้วย

สถานการณ์ที่สามกระทบไม่เฉพาะประเทศในภูมิภาคซาเฮล (พื้นที่ทางใต้ของทะเลทรายซาฮาราที่พาดผ่านตั้งแต่มหาสมุทรแอตแลนติกจรดทะเลแดง) หากรวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เช่น ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ ที่ต้องการยืนยันอธิปไตยของตน และต้องการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่เป็นเอกเทศ

สรุปก็คือ ชุดของรัฐประหารที่เกิดขึ้นนั้นอาจมีหลายเหตุปัจจัย เช่น ความล้มเหลวของฝรั่งเศสในการวางโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคม ความล้มเหลวขององค์การระหว่างประเทศในการบริหารความมั่นคงในภูมิภาค และส่งผลที่สะเทือนไปถึงพหุภาคีนิยมในระดับโลกด้วย มีความพยายามที่จะการเข้ามาแทนที่อดีตเจ้าอาณานิคมโดยการแผ่อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ที่กำลังกำหนดรูปแบบใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งยังได้แก่ความทะเยอทะยานและการฉวยโอกาสของทหารที่เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยกำลังถดถอยและเผชิญปัญหานานาที่แก้ไม่ตก จึงคิดว่าการรวมศูนย์อำนาจและความเป็นเอกภาพของพวกเขา จะช่วยลดความตึงเครียดและลดความขัดแย้งลงได้ อย่างน้อยก็ในระยะสั้น ก่อนที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้นมาใหม่

ร้อยเอกตราโอเร หัวหน้าคณะรัฐประหารของบูร์กีนา ฟาโซ ประกาศในการประชุมสุดยอด รัสเซีย – แอฟริกาที่เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ว่า “ประเทศแอฟริกาต้องไม่ใช้วิธีภิกขาจาร เพราะเรารุ่มรวยด้วยแร่ธาตุ … สหภาพแอฟริกาต้องหยุดประณามชาวแอฟริกาที่ตัดสินใจต่อสู้กับระบอบที่เป็นหุ่นเชิดของตะวันตก” กรณีตัวอย่างคือประเทศนีแชร์ ซึ่งงบประมาณเพียง 45% มาจากแหล่งในประเทศ โครงการสร้างท่อส่งแก๊ส จากไนจีเรีย ผ่านนีแชร์ อัลจีเรีย ทะเลเมดีแตร์ราเน สู่ยุโรปนั้น เป็นที่หมายตาของหลาย ๆ ฝ่าย รวมทั้งนักการเมืองและทหาร นีแชร์เป็นประเทศส่งออกแร่ยูเรเนียมในอันดับที่สามของโลก ในขณะที่ประชากร 85% ไม่มีไฟฟ้าใช้ ประเทศนี้อยู่ในอันดับเกือบสุดท้าย (อันดับที่ 189 ใน 191 ประเทศ) ถ้านับตามดัชนีการพัฒนามนุษย์

โลกเรามีความซับซ้อนเช่นนี้ หวังว่าเกร็ดความรู้การรัฐประหารในหลายประเทศที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ จะเป็นบทเรียนน่าคิดในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสำหรับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย ว่าจะเปิดรับความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางประเด็นความมั่นคงและการอนุรักษ์ได้อย่างเหมาะสมเพียงใด

โคทม อารียา