กลุ่ม BRICS ขั้วอำนาจใหม่ จีนจ่าฝูงช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

3.10.23 | 13:00 น.

กลุ่ม BRICS ขั้วอำนาจใหม่ จีนจ่าฝูงช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

การประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 15 ณ แอฟริกาใต้ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมนั้น ที่ประชุมมีมติให้รับสมาชิกใหม่ 6 ประเทศคือ อาร์เจนตินา อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย ยูไนเต็ดอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันปีใหม่ 2024 เป็นเหตุการณ์สำคัญ มีความหมายทางประวัติศาสตร์

เนื่องจากอดีตประเด็นการเพิ่มสมาชิก ที่ประชุมมีมติขัดแย้งกัน จึงไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การเพิ่มจาก 5 เป็น 11 ประเทศในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือความคาดหมายของสังคม

การเพิ่มสมาชิกใหม่ครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีร่วมมือกันในประเทศที่กำลังพัฒนา สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตลาดเกิดใหม่ เป็นการเพิ่มพลังให้แก่กลุ่ม BRICS อีกโสตหนึ่ง

ที่สำคัญสุดคือ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจีน อันเกี่ยวกับความพยายามผลักดันให้เกิด “BRICS+” เป็นการชัดเจนยิ่งถึงอำนาจบารมีของจีนที่กำลังดำรงอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนานับวันขยายวงกว้าง

Advertisement

BRICS เป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ จิม โอนีลล์ เมื่อปี 2001 ในขณะที่แอฟริกาใต้ยังมิได้เข้าร่วม จึงเป็นชื่อ BRIC ต่อมาปี 2010 แอฟริกาใต้เข้าเป็นสมาชิก จึงกลายเป็น BRICS

ประชากรของ 5 ประเทศรวมกันเกินกว่าร้อยละ 40 ของโลก กำลังซื้อของ 5 ประเทศได้นำหน้ากลุ่มประเทศ G7 ไปแล้ว และคาดว่าน่าจะนำหน้าทิ้งห่างไปมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ G7 อันได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐ และสหภาพยุโรป

การที่กลุ่มบริกส์ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ ชัดเจนยิ่งว่า ประเทศ “โลกที่สาม” มีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้น กล่าวโดยสรุปคือ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนทิศทางจากตะวันตกสู่ตะวันออก

ยอดการค้าทวิภาคีระหว่าง 5 ประเทศบริกส์ในรอบ 7 เดือนแรกของปีคือ 3.25 แสนล้านดอลลาร์ เฉลี่ยความเติบโตต่อปีร้อยละ 20 เป็นการบ่งชี้ว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

จึงไม่แปลกที่กลุ่มบริกส์ถูกมองว่า เป็นโอกาสอันดีสำหรับตลาดเกิดใหม่ การเข้าเป็นสมาชิกละม้ายกับการ “ชุบทอง” และยังมีอีก 22 ประเทศเข้าคิวรอเป็นสมาชิก ส่วน 6 ประเทศที่ “ชุบทอง” เรียบร้อยแล้ว ล้วนเป็นประเทศที่มีระบบการเมืองการคลังแข็งแรง และเป็น “เบอร์ใหญ่” ของแต่ละภูมิภาคในโลก

1 อาร์เจนตินาเป็นประเทศใหญ่อันดับ 2 ของทวีปอเมริกาใต้

1 ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยพลังงานเชื้อเพลิง

1 อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ในภูมิภาค

1 อียิปต์เป็นประเทศที่มีประชากรและกำลังทหารอันดับที่ 1 ในโลกอาหรับ

1 เอธิโอเปีย เป็นประเทศที่เป็นเอกราชประเทศแรกในแอฟริกา

ทั้ง 6 ประเทศล้วนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน การเพิ่มสมาชิกบริกส์ครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นการผลักดันของจีนโดยแท้ จึงเข้าทำนอง “มีเงินมีทองเจรจาได้…”

แม้การเพิ่มสมาชิกบริกส์ครั้งนี้ มติในที่ประชุมยังมีความต่าง แต่ในที่สุดก็ไม่พ้นความพยายามของจีน โดยได้รับความสำเร็จอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ย่อมต้องถือว่าจีนได้รับชัยชนะทางการทูตที่ยิ่งใหญ่อีกคำรบหนึ่ง

หลายปีที่ผ่านมา จีนได้พินิจถึงความสำคัญแห่งการแข่งขันระหว่างประเทศ “โลกที่สาม” กับประเทศใหญ่ในโลก จึงได้มุ่งตรงไปยังประเทศที่อยู่ในระนาบ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” โดยมียอดการส่งออกมากกว่ายอดรวมการส่งออกของสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้ประกาศที่แอฟริกาว่า “จีนเป็นหนึ่งในสมาชิกของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างถาวร” นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังให้คำมั่นอีกว่า

1.จีนจะใช้เงิน 4 พันล้านดอลลาร์ ก่อตั้ง “กองทุนพัฒนาระดับโลกและความร่วมมือประเทศโลกที่สาม”

2.องค์กรการเงินจีนจะได้ลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “พัฒนาระดับโลก”

การลงทุน 2 รายการ เจือสมกับการเพิ่มสมาชิกกลุ่มบริกส์ จีนจึงถูกมองว่าเป็น “หัวรถจักร” ในโลกที่สาม

นักวิเคราะห์เห็นว่า อุดมการณ์ของ BRICS และ G7 มีความละม้ายคล้ายคลึงกัน ทว่าบทบาทการเป็นผู้นำของสหรัฐมีความต่างกับจีน ส่วนมาตรฐานเศรษฐกิจ และระบบการเมืองของบรรดาประเทศบริกส์ ตลอดจนอุดมคติ ก็มีความแตกต่างกันมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน-อินเดียศรศิลป์ไม่กินกัน อนึ่ง แอฟริกาใต้เป็นสมาชิกของศาลอาญาโลก เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีปูตินที่ถูกออกหมายจับไม่สามารถมาร่วมประชุมสุดยอดบริกส์ เป็นต้น

จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า บริกส์คือเวทีสื่อสารระดับสูงของประเทศที่เกิดใหม่

สรุป “บริกส์คือแนวร่วมที่มิได้เป็นเอกภาพ” ทว่า เป้าหมายโดยรวมเหมือนกัน แต่ต่างฝ่ายต่างเอาตัวรอด

ต้องไม่ลืมว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบศตวรรษ กล่าวคือ ตั้งแต่ “ฟอรั่ม” ของ “โลกที่สาม” พัฒนาจนไม่เอาวัฒนธรรมตะวันตก

ไม่ว่าเศรษฐกิจ ไม่ว่าการเมือง ล้วนเป็นระบอบของโลกที่สาม

จึงน่าเชื่อว่า ขบวนการแห่งวินัยสากล ที่ BRICS กำลังดำรงอยู่นั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น