หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลพบุรี เมืองส...

ลพบุรี เมืองสามพันปี สืบเนื่องถึงปัจจุบัน โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

6.10.23 | 17:19 น.

นายวชิระ เกตุพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประชุมวางแผนผังเมืองนโยบาย จังหวัดลพบุรี โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มีองค์กรส่วนท้องถิ่น และภาครัฐต่างๆ ในจังหวัดลพบุรี เพื่อพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ด้วยสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจังหวัดลพบุรีมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

มีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดในอีก 5 ปีข้างหน้าคือมีอาหารปลอดภัยและท่องเที่ยววิถีใหม่ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนลพบุรีให้ดีขึ้นในทุกด้านและอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษและได้มาตรฐานสากลเพื่อสุขภาพที่ดีของคนลพบุรี

ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้ตอบสนองพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกำหนดการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานสากลให้คนลพบุรีมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น และส่งผลให้คนลพบุรีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

[ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2566 (กรอบ ตจว.) หน้า 2]

ตื่นเต้น เพราะเป็นครั้งแรกได้อ่านข่าวผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด บอกว่าลพบุรีเป็นเมืองสามพันปี

Advertisement

ก่อนหน้านี้หลายสิบปีมาแล้วพูดซ้ำซากแค่ลพบุรีเป็นจังหวัดมีอายุเก่าแก่แค่สมัยพระนารายณ์—เชยระเบิด

ขอสนับสนุนเรื่องลพบุรี เมืองสามพันปี และขอบอกเพิ่มเติมว่าลพบุรี เมืองสามพันปี ที่ไม่เคยร้าง เพราะมีคนอยู่สืบเนื่องตลอดไม่ขาดสายตราบจนทุกวันนี้

จ. ลพบุรีต้องสร้าง “มิวเซียม” แสดงประวัติศาสตร์สังคม บอกความเป็นมายาวนานสามพันปี ถึงจะแซบ

อย่าโยนไปกรมศิลปากร เพราะนั่นถนัดทำ “พิพิธภัณฑ์” เก็บของเก่าตายซากด้วยเศียร พระ, แขนพระ, ขาพระ, ตีนพระ, และศิวลึงค์ โดยไม่มีคนและไม่มีชุมชนบ้านเมือง

จะขอบอกเล่าความเก่าแก่ของลพบุรีที่เกี่ยวข้องเมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ ดังนี้

เมืองศรีเทพ-เมืองละโว้

เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ์) กับเมืองละโว้ (ลพบุรี) อยู่ลุ่มน้ำเดียวกัน คือ ลุ่มน้ำป่าสัก โดยเมืองศรีเทพอยู่ตอนบน ส่วนเมืองละโว้อยู่ตอนล่าง

นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายถึงลุ่มน้ำมูล-ชี ที่เชื่อมถึงลุ่มน้ำโขง อาจมีลักษณะอย่างปัจจุบันเรียก “บ้านพี่เมืองน้อง”

หมู่บ้านเริ่มแรก เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ มีชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกพร้อมกัน ราว 3,000 ปีมาแล้วนับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ

ชุมชนเมือง เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ เติบโตเป็นชุมชนเมือง บนเส้นทางการค้าทองแดงของ “สุวรรณภูมิ” ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือราว พ.ศ. 500

นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญ มีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2

มีคนจากหลายทิศทางเคลื่อนย้ายไปมาแล้วตั้งบ้านเรือนหนาแน่น

ค้าขายอินเดีย-จีน เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ มีการติดต่อค้าขายทั้งอินเดียและจีน ส่งผลให้เมืองมั่งคั่งขยายตัวเติบโต

นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญร่วมกัน

มีคนหลายชาติพันธุ์มากกว่าเดิม

รับศาสนาจากอินเดีย เมืองศรีเทพกับเมืองละโว้ รับศาสนาจากอินเดีย คือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ผสมกับศาสนาผี เริ่มผี-พราหมณ์-พุทธ หลัง พ.ศ. 1000

มีความเชื่อปนกัน ขวัญกับวิญญาณ

ชนชั้นสูงมีเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา

พระกฤษณะ เจ้าเมืองทวารกา หรือทวารวดี [ปฏิมากรรมศิลา (วัฒนธรรมทวารวดี) พบที่เมืองศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์]
ศาลพระกาฬ (อยู่กลางเมืองละโว้) ที่ประดิษฐานพระวิษณุหรือวาสุเทพ ผู้ให้กำเนิดพระกฤษณะ

ชื่อเมือง ศรีเทพ เป็นชื่อสมมุติใหม่ แต่เริ่มสมมุติเมื่อไร? ไม่รู้ ส่วนชื่อจริงว่าอะไร? ไม่พบหลักฐาน

ละโว้ เป็นชื่อจริงตามคำพื้นเมืองดั้งเดิม มีรากจาก ลโว หรือลูโว เป็นภาษาละว้า แปลว่า ภูเขา (จิตร ภูมิศักดิ์)

ทวารวดี แปลว่าเมืองที่มีประตูจำนวนมากเป็นกำแพง หมายถึงเมืองที่มั่งคั่งและมั่นคงด้วยการค้าทุกทิศทาง

เป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารพระวิษณุนารายณ์ในคัมภีร์จากอินเดีย

เจ้าเมืองศรีเทพและเจ้าเมืองละโว้ ยกย่องทวารวดีเป็นนามขลังและศักดิ์สิทธิ์ จึงเชิญเป็นชื่อเมือง (ในพิธีกรรม) ของเครือข่ายเครือญาติทั้งศรีเทพและละโว้ว่าทวารวดี

บันทึกจีน “โตโลโปตี” พระถังซำจั๋งจารึกแสวงบุญไปอินเดีย แล้วมีบันทึกว่ามีดินแดน “โตโลโปตี” อยู่ติดดินแดน “อี้ซานนาปู้หลอ” (อีศานปุระ) คือกัมพูชา

ต่อมานักปราชญ์ตะวันตกถอดคำจีน “โตโลโปตี” ตรงกับคำสันสกฤตว่า “ทวารวดี” มีตำแหน่งอยู่บริเวณฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องกับกัมพูชา ซึ่งตรงกับลุ่มน้ำป่าสัก โดยมีเมืองสำคัญคือศรีเทพกับละโว้

พระกฤษณะ จันทรวงศ์ พระกฤษณะเป็นเจ้าของเมืองทวารวดีในคัมภีร์จากอินเดีย

เมืองศรีเทพ พบปฏิมากรรมขนาดใหญ่ สลักหิน รูปพระกฤษณะ

เมืองละโว้ พบจารึกระบุนาม “วาสุเทพ” บิดาพระกฤษณะ หรือหมายถึงพระวิษณุนารายณ์ก็ได้

พระกฤษณะอยู่ในจันทรวงศ์ (หรือโสมวงศ์) หมายถึงวงศ์พระจันทร์ (ส่วนพระรามอยู่ใน สุริยวงศ์)

มหากาพย์มหาภารตะระบุว่าปุรุราวัส (ปฐมกษัตริย์จันทรวงศ์) มีหลานชายชื่อ ยยาติ ซึ่งมีลูกอีก 5 คน ชื่อว่า ยทุ, ตุรวาสุ, ทรุหยุ, อนุ และปุรุ อันเป็นชื่อของชนเผ่าโบราณทั้ง 5 ที่ปรากฏในคัมภีร์พระเวท

ตำนานจันทรวงศ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อผูกโยงความเป็นเครือญาติระหว่างเผ่าต่างๆ ในอินเดีย ที่เก่าก่อนพุทธกาลให้เป็นพวกเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็สร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสายตระกูลที่ถูกนับเป็นพวกเดียวกันว่ามีเชื้อสายของเทพเจ้า

มหาภารตะยังระบุด้วยว่าพระกฤษณะซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์เกิดในราชวงศ์ยทุวงศ์ จึงถือกันว่าพระกฤษณะเป็นสาย “จันทรวงศ์”

[จากบทความเรื่อง คำว่า “พงศาวดาร” เป็นร่องรอยความเชื่อเรื่องวงศ์วานของเทพเจ้า โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ 2566]

จันทรวงศ์ เมืองละโว้ พระราชพงศาวดารเหนือระบุว่าพระเจ้าจันทโชติได้เสวยราชสมบัติกรุงละโว้ พ.ศ. 1595 มีอัครมเหสีทรงพระนามพระนางปฏิมาสุดาดวงจันทร์ มีพระราชโอรสทรงพระนามพระนารายน์ราชกุมาร

พระเจ้าจันทโชติสิ้นพระชนม์ พระนารายน์ราชกุมารยังเยาว์อยู่ เชื้อพระวงศ์หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (พงศวาดารเหนือเรียกมหาอำมาตย์) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาบ้านเมืองแทนสืบมาร่วม 11 ปี สิ้นอายุลงใน พ.ศ. 1623

พระนารายน์จึงได้เสวยราชสมบัติ ขณะนั้นมีพระชันษา 25 ปี

ครองกรุงละโว้อยู่ระยะหนึ่งก็ย้ายลงมาสร้างเมืองอโยธยา

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ตั้งข้อสังเกตถึงนามพระเจ้าจันทโชติ มีคำว่า “จันทร์” เป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่าเมืองละโว้นับถือพระกฤษณะแห่งจันทรวงศ์ แม้นามมเหสีมีคำว่า “ดวงจันทร์” ก็จันทรวงศ์

รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) แนะนำหลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้ว่าทับหลังมุขด้านใต้ของพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จ. ลพบุรี มีปูนปั้นรูปพระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ เหล่านี้มาจากความทรงจำที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าเมืองละโว้ คือ ทวารวดีของพระกฤษณะ ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1000

พระกฤษณะปราบช้างและสิงห์ ปูนปั้น เรือน พ.ศ. 1800 บนทับหลังศิลาแลงมุขด้านทิศใต้ พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ. ลพบุรี เป็นความทรงจำศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำเมืองละโว้ สืบมรดกตกทอดจากชนชั้นนำทวารวดี ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1000 (ภาพโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง)

ครั้นหลัง พ.ศ. 1600 มีการเปลี่ยนแปลง 2 เรื่อง คือ (1.) ชนชั้นนำบางกลุ่มนับถือศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา และ (2.) สร้างเมืองอโยธยา เป็นศูนย์กลางของพุทธ เถรวาท แบบลังกา

ส่วนละโว้ยังครองตนเป็นเมืองและประชาชนนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธมหายาน แล้วถูกเรียกว่า “ขอม” ตั้งแต่นั้นมา

“ขอม” กลายตนเป็นไทย เมื่อรัฐอโยธยาปกครองด้วยกษัตริย์พูดภาษาไทย เท่ากับภาษาไทยมีอำนาจเสมอภาษาเขมร แต่ภาษาไทยสื่อสารกับการค้าจีนได้มากกว่า ดึงดูดให้ “ขอม” กลายตนเป็นไทย เรียกตนเองว่าไทย

ละโว้ถูกเรียกลพบุรี หลังพระนารายณ์ย้ายที่ประทับไปอยู่ละโว้ ก็ปรับเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นลพบุรี (เมืองของพระลพ-โอรสพระราม) ให้เข้ากับความเชื่อเรื่องพระราม