หน้าแรก คอลัมนิสต์ มองสหรัฐฯ จีน...

มองสหรัฐฯ จีนและมองเรา

8.10.23 | 14:00 น.

มองสหรัฐฯ จีนและมองเรา

ประเทศที่เป็นอภิมหาอำนาจมาจนถึงปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา อำนาจนั้นมีทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ในปี 2564 สหรัฐฯ มี GDP เท่ากับ 23.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับประชากร 332 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 70,200 เหรียญ ในทางการเมือง สหรัฐฯมีอิทธิพลครอบคลุมทั่วโลก จนถูกล้อเลียนว่าเป็นตำรวจโลก อดีตคู่แข่งทางการเมืองของสหรัฐฯในระดับโลกคือสหภาพโซเวียต ซึ่งก็แพ้ภัยตนเองไปแล้ว แต่ความเป็นอริยังตกค้างมาถึงสงครามยูเครน ในทางการทหาร สหรัฐฯเป็นประเทศที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอันดับหนึ่งอย่างไร้เทียมทาน พูดง่าย ๆ คือเป็นเจ้าโลกนั่นเอง

แต่จากหนึ่งขั้วอำนาจกำลังจะกลายมาเป็นสองขั้ว โดยจีนพยายามไล่ตามสหรัฐฯมาห่าง ๆ ในปี 2564 จีนมี GDP เท่ากับ 17.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับประชากร 1,400 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 12,600 เหรียญ จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก เช่นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนขยายตัวประมาณ 10 เท่า ในแง่อิทธิพล จีนมียุทธศาสตร์คือ การริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative BRI) โดยแผ่อิทธิพลเชื่อมต่อโลกผ่านเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ ทั้งทางกายภาพและทางอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังทวีปแอฟริกา และในหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น ในด้านการทหาร จีนมีอาวุธนิวเคลียร์น้อยกว่าสหรัฐฯมาก แต่กองทัพประชาชนจีนมีกำลังพลถึง 2 ล้านคน และจีนมีงบประมาณกระทรวงกลาโหมสูงถึง 224,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนไทยเราเองเป็นประเทศขนาดกลาง เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่ดีนัก อาจเป็นเพราะทะเลาะกันเองเสียมากในทางการเมือง ในปี 2564 ไทยมี GDP เท่ากับ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับประชากร 66 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 7570 เหรียญ ในด้านการทหาร เรามีกองทัพ มีนายพล มีการประกาศกฎอัยการศึก มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันยาวนานกว่า 18 ปี แต่โชคดีที่ไม่ต้องไปสู้รบกับใครในต่างประเทศ เพียงแต่เคยให้สหรัฐฯมาตั้งฐานทัพไปทิ้งระเบิดเพื่อนบ้านในสงครามเวียดนาม

ประเทศตะวันตกรวมทั้งสหรัฐฯเป็นต้นตำรับโลกาภิวัตน์และการค้าเสรี ในทางการเมือง สหรัฐฯมักใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเมื่อไม่ชอบใจการเมืองในบางประเทศ เช่น คิวบาและอิหร่าน ในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก สหรัฐฯกำลังวางระเบียบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานผ่านกรอบความร่วมมือที่มีชื่อว่า Indo – Pacific Economic Framework (IPEF) ส่วนทางทหาร สหรัฐฯเป็นหลักในสนธิสัญญานาโต้ ปัจจุบันมีการก่อตั้งจตุภาคี (The Quad) ประกอบด้วยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย เพื่อเป็นพันธมิตรความมั่นคง และมีนโยบายต่อต้านอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก

Advertisement

จีนย่อมวิจารณ์การเคลื่อนไหวทางการทหารของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิกไปในทางลบ จีนเน้นบทบาททางเศรษฐกิจมากกว่าการทหารและได้พยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ เช่น อาศัยความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจหรือ Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement (RCEP) ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเพราะมีสมาชิกครบ 15 ประเทศ นับเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้

ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในอาเซียน แต่ปัจจุบัน บทบาทนำจะตกอยู่แก่อินโดนีเซียและประเทศอื่นมากกว่า รัฐบาลใหม่จึงมีนโยบายที่จะแสดงบทบาทให้เด่นชัดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

แม้สหรัฐฯยังกล่าวถึงการค้าเสรีอยู่ แต่ก็มีนโยบายกีดกันทางการค้าในบางด้าน โดยเฉพาะกับคู่แข่งอย่างจีน แม้สหรัฐฯยังกล่าวถึงโลกาภิวัตน์อยู่บ้าง แต่ข้อเท็จจริงดูเหมือนจะเป็นการแตกขั้ว (multipolar world) มากกว่าการเข้าถึงกันทั่วโลก ศัพท์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ การแยกทาง (Decoupling) ซึ่งมีความหมายทำนองว่า 1) ทำสงครามการค้าแบบเจาะจงขอบเขต 2) ทำสงครามเทคโนโลยีเฉพาะในเรื่องที่ก้าวหน้ามาก และอาจกระทบต่อ “ความมั่นคง” 3) คุ้มครองห่วงโซ่อุปทานของตน และกีดกันห่วงโซ่ของคู่แข่งขัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์คุณภาพสูง เช่น ชิปที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แร่หายาก แร่จำเป็นต่อแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากการแยกทางกันดังกล่าวแล้ว ฝ่ายจีนยังพยายามลดการใช้เงินดอลลาร์ (De-dollarization) และประเทศอื่น ๆ ต่างก็พยายามไล่กวดประเทศทั้งสองด้วยนโยบายเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digitization) ส่วนประเทศไทยกำลังสาละวนกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ (Democratization) อยู่

ผมอ่านพบบทความของ Alexander Brown, Francois Chimits, Gregor Sebastian ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Le Monde ฉบับลงวันที่ 24 – 25 กันยายน 2566 บทความใช้ชื่อว่า “เป็นไทแก่ตนทางเทคโนโลยี: มนตราของรัฐบาล สี จิ้น ผิง” จึงขอย่อความมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

บทความโปรยหัวว่า จีนกำลังเผชิญวิกฤต เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย เงินหยวนอ่อนค่าลง หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น การเติบโตชะลอตัว เหล่านี้แสดงถึงความจำกัดของเศรษฐกิจที่ก่อนอื่นเป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับ รัฐ – พรรคการเมือง คำโปรยนี้ตรงกับเอกสารเผยแพร่ของตะวันตก แต่เนื้อหาของบทความเป็นการมองจีนอย่างน่าสนใจ

เป้าหมายที่ทะเยอทะยานของปักกิ่งคือการสร้างดุลใหม่ระหว่างอำนาจของรัฐกับกำลังแรงของตลาด โดยหวังว่าตลาดจะได้ประโยชน์จากนโยบายใหม่นี้ ตัวอย่างรูปธรรมตัวอย่างหนึ่งคือการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีนวัตกรรม ผู้ปฏิบัติตามนโยบายนี้เริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะทำรายชื่อ SME ที่เข้าเกณฑ์ของปักกิ่ง เกณฑ์นี้มีหลายข้อ รวมถึงเหตุผลทางการค้า และความสามารถในการเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีต่างชาติ จากรายชื่อดังกล่าว องค์การปกครองระดับจังหวัดจะทำรายชื่อที่ระบุ “SME ชำนาญการ” แล้วส่งต่อให้องค์กรระดับชาติพิจารณา SME ที่ผ่านการคัดเลือกระดับชาติจะต้องพัฒนาจนบรรลุวุฒิภาวะ จึงจะมีสถานภาพเป็น “แชมป์ด้านอุตสาหกรรม” ซึ่งรายชื่อจะถูกทบทวนอยู่เสมอ เพื่อยืนยันคุณภาพของการคัดเลือก และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนทั่วไปของนโยบายอุตสาหกรรม ซึ่งได้แก่ความแข็งตัวและการเล่นเส้น SME ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนในหลายด้าน เริ่มตั้งแต่การมีป้ายชื่อแบรนด์ และการอุดหนุนด้านการเงินและอื่น ๆ เพิ่มกว่าปกติ

รัฐขอให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน SME ที่คัดสรรแล้ว เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีจนใช้ได้ดีและพร้อมเข้าสู่การผลิตสินค้าสู่ตลาด บริษัทใหญ่ ๆ โดยเฉพาะที่เป็นของรัฐถูกกระตุ้นให้ประคับประคอง SME เหล่านี้ เช่น ในฐานะผู้จัดหาวัตถุดิบ ลูกค้า หรือหุ้นส่วน ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรที่มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิบัตรถูกขอให้อำนวยความสะดวกในแง่ของกระบวนวิธี แก่ SME ดังกล่าว

รัฐวางมาตรการผ่านธนาคารกลางที่จะดึงเงินลงทุนมาสู่ SME เหล่านี้ ธนาคารของรัฐได้พัฒนาโปรแกรมพิเศษเพื่อการนี้ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐได้จัดสรรเงินจำนวนมาก โดยแบ่งเป็นกองทุนย่อยให้องค์กรเอกชนไปช่วยบริหารอีกต่อหนึ่ง พร้อมกับให้อาณัติไว้สองประการคือ ความคุ้มทุน และการทำตามนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐดังที่กล่าวมา ในทางทฤษฎี กองทุนย่อยพึงดึงดูดเอกชนที่มีเงินออมให้มาร่วมลงทุนด้วย เท่ากับว่า การสนับสนุน SME ที่คัดสรรแล้ว จะได้รับการสนับสนุน (และการเฝ้าติดตาม) ทั้งจากเงินของรัฐและภาคเอกชนอีกส่วนหนึ่งด้วย

ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลว่านโยบายนี้ประสบผลสำเร็จในการสร้างความเป็นไทแก่ตนในทางเทคโนโลยีหรือไม่

มีอีกบทความหนึ่งที่กล่าวถึงสงครามเทคโนโลยีที่ต้องรับมือในระดับมหภาค มิใช่เฉพาะจากล่างขึ้นบน โดยผ่าน SME ดังที่กล่าวมาแล้ว บทความนี้เขียนโดย ยุทธฤทธิ์ บุนนาค, ณฐ์ชนนท์ ลิ่มบุญสืบสาย และธนิษฐา สุกกล่ำ และมีชื่อว่า “การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน: นัยต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกและไทย” บทความระบุว่า Big Data เป็นทรัพยากรสำคัญของโลกไซเบอร์ หลายประเทศกำลังแข่งขันกันในเรื่องนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือการไหลเวียนของข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม นอกจากสหรัฐและจีนแล้ว ยังมีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันที่มีบทบาทในการแข่งขันนี้

ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จีนได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาในการเป็นแหล่งการไหลเวียนข้อมูลสู่ภูมิภาคเอเชียที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมข้อมูลมากกว่าร้อยละ 50 ของภูมิภาค ในขณะที่การไหลของข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาสู่ภูมิภาคเอเชียลดลงจากร้อยละ 45 ในปี 2544 เป็นร้อยละ 25 ในปี 2562

จีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ของโลก ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ 5G กว่าร้อยละ 70 และมีผู้ลงทะเบียนใช้งาน 5G สมาร์ตโฟนแล้ว 50 ล้านคนทั่วโลก โดยมีบริษัทผู้ให้บริการรายใหญ่ ได้แก่บริษัท Huawei และบริษัท ZTE นอกจากนี้ ยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ 5G มากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้านการผลิตสารกึ่งตัวนำและชิปของโลก จีนยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสารกึ่งตัวนำจากสหรัฐอเมริกากว่าร้อยละ 84 (ข้อมูลปี 2562) การแข่งขันด้านเทคโนโลยี 5G ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนทั้งในด้านการผลิตและการขยายตลาดจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการช่วงชิงความได้เปรียบในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลก
จีนมีบทบาทด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง แอฟริกา และหมู่เกาะแปซิฟิก รวมทั้งมีโครงการก่อสร้างสายเคเบิลโทรคมนาคมใต้น้ำ โดยบริษัท Huawei Marine มูลค่า 72.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศหมู่เกาะ เช่น ไมโครนีเซีย คิริบาส และนาอูรู นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยี AI ระบบจดจำใบหน้าและการเฝ้าระวังไปยัง 50 กว่าประเทศ ซึ่งเป็นปริมาณมากกว่าการส่งออกโดยบริษัทสหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุผลข้างต้น สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร เช่น ออสเตรเลียและแคนาดา ได้แสดงความห่วงกังวลว่า จีนอาจใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน/เทคโนโลยี เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ด้านการเมืองและการทหาร รวมถึงกังวลว่า หากประเทศใดพึ่งพาการใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีจากจีนในโครงสร้างด้านโทรคมนาคมซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มากเกินไป อาจส่งผลให้จีนสามารถควบคุมการไหลเวียนของข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวของประเทศนั้น ๆ ได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาพยายามกดดันประเทศพันธมิตร รวมถึงประเทศไทย ให้หลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี 5G ของจีน โดยสนับสนุนการสร้างความหลากหลายในห่วงโซ่การผลิตอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยี 5G

ขอกลับมาที่ประเด็นการแก้ต่างของจีนในเรื่องที่บทความหนังสือพิมพ์ Le Monde โปรยไว้ดังกล่าวข้างต้น เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 ความตอนหนึ่งว่า ในครึ่งแรกของปีนี้ (2566) เศรษฐกิจจีนขยายตัวแล้ว 5.5% ของ GDP ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัว 2% สิ่งที่สำคัญก็คือ จีนไม่มีหนี้สิน ในขณะที่สหรัฐฯ มีหนี้จำนวนสูงถึง 32.5 ล้านล้านเหรียญ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนมีอยู่สูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐอเมริกา มีอยู่เพียง 200,000 ล้านเหรียญ

ขอกล่าวถึงประวัติศาสตร์สักเล็กน้อย ความสัมพันธ์จีน–ไทยย้อนหลังไปถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมื่อขบวนเรือของเจิ้งเหอได้มาจอดที่อยุธยา แม้ว่าจีนจะสนับสนุนรัฐมะละกาซึ่งเป็นคู่แข่งของรัฐสยาม แต่ก็ยังถือว่าสยามเป็นหนึ่งในระบบบรรณาการของจีนที่ซื่อสัตย์มากกว่า อย่างไรก็ดี เมื่อเจิ้งเหอในฐานะตัวแทนมหาอำนาจในขณะนั้นมาถึง ก็อดไม่ได้ที่เข้าแทรกแซงกิจการการเมืองของอยุธยา

ส่วนความสัมพันธ์สยาม – สหรัฐฯ ก็ใช่ว่าจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น มีกลิ่นอายการกดดันของประเทศใหญ่ต่อประเทศเล็กอยู่ดี การติดต่อครั้งแรกระหว่างสยามกับสหรัฐฯเริ่มในปี 2361 เมื่อกัปตันเรือชาวอเมริกันเดินทางมาพร้อมกับจดหมายจากประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ครั้นปี 2375ประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ๊กสัน ได้ส่งรัฐทูต เอดมันด์ โรเบิร์ตส์มาทำสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ทั้งสองประเทศเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 2376 ซึ่งนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 190 ปี

ต่อมาอีก 121 ปี ทั้งสองประเทศจึงมีการยืนยันความสัมพันธ์อีกครั้งด้วยกติกามะนิลา พ.ศ. 2497 ที่ให้กำเนิดองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATO สหรัฐฯถือว่าไทยและสหรัฐฯ มีค่านิยมเดียวกัน อันได้แก่ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน หลักนิติธรรม ความมั่นคง และความมั่งคั่ง

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่บังเอิญหยิบขึ้นมาอ่าน ชื่อ “เหตุผลสองประการที่อยู่ในความนึกคิดของจีน: การทำนายและอักษรแทนความคิด” เขียนโดย Leon VanderMeersch หนังสือเล่มนี้มีสมมุติฐานว่า ความแตกต่างเบื้องลึกระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมจีนคือ ความคิดที่นำทางตะวันตกคือความเชื่อทางศาสนาที่เริ่มจากวัฒนธรรม กรีก-ลาติน และ ยิว-คริสต์ ความคิดดั้งเดิมที่นำทางจีนเริ่มจากความเชื่อในการทำนายในรูปแบบของสัญลักษณ์ที่ขีดลงบนกระดองเต่าหรือกระดูกไหปลาร้าของสัตว์ เป็นต้น

ต่อมาโลกตะวันตกได้พัฒนาการเขียนเพื่อบันทึกข้อมูลและเล่าเรื่องราว จากสัญลักษณ์ง่าย ๆ จนกลายมาเป็นระบบพยัญชนะและสระ ส่วนจีนพัฒนาสัญลักษณ์อันซับซ้อนที่ใช้เป็นระเบียบวิธีในการทำนาย ก่อนที่จะประดิษฐ์เป็นอักษรแทนความคิด (ideography) ซึ่งในที่สุดจึงใช้เป็นภาษาเขียนแทนภาษาพูด ที่มีลักษณะเฉพาะคือ ภาษาเขียนฉบับเดียวกัน เช่น ราชโองการ อ่านได้รู้เรื่องเป็นภาษาพูดท้องถิ่นทั่วจักรวรรดิ

ในปัจจุบัน วัฒนธรรมของจีนได้รับผลกระทบจากวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เผยแพร่ในกรอบของโลกาภิวัตน์เป็นอย่างมาก กล่าวเฉพาะภาษาเขียน มีความพยายามที่จะใช้พยัญชนะและสระแบบโรมันแต่ไม่สำเร็จ ทุกวันนี้ อักษรวิจิตร (calligraphy) กลับมาเป็นที่นิยม ซึ่งแสดงถึงความภูมิใจในภูมิหลังของตน เหมา เจอ ตุงผู้เริ่มการปฏิวัติวัฒนธรรมที่ล้มเหลว ก็ฝึกฝนอักษรวิจิตรจนชำนาญ ทุกวันนี้ จีนเลิกใช้โมเดลอุดมคติแบบมาร์ซิสต์ หันมาเจริญตามโมเดล “ความรุ่งเรื่องทีละน้อย” ของเติ้ง เสี่ยว ผิง แต่ยังดำรงระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวไว้ โดยไม่ให้เสรีภาพทางการเมืองแก่พลเมืองมากนัก ให้แต่เพียงเสรีภาพส่วนบุคคล และชาวชนบทก็ยังร้องคำกลอนที่ร้องกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ฉันก็ตื่น เมื่อพระอาทิตย์ตก ฉันพักผ่อน

ฉันทำไร่ทำนา และฉันก็มีกิน ฉันขุดบ่อ และฉันดื่ม

แล้วอำนาจจักรวรรดิมีอะไรมากกว่าอำนาจของฉันบ้างเล่า

ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นนกพิราบ นกนางนวล นกกระจอก ฯลฯ ที่มีท่าบินต่าง ๆ กัน แต่ละตัวย่อมถือว่าท่าบินของตนเหมาะและเหนือกว่าท่าบินอื่น ๆ ยังนึกไม่ชัดว่าท่าบินของอินทรีย์มีอะไรที่เหนือกว่าท่าบินของมังกรในจินตนาการ ขอให้แต่ละฝ่ายบินไปได้ตามแนวทางของตน

เหลียวมามองไทย แนวทางการเมืองและวัฒนธรรมจะเป็นอย่างไรหนอ คิดว่าวัฒนธรรมมีทั้งดั้งเดิมและริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ขอแต่ให้มีชีวิตชีวากว่าวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวก็แล้วกัน ส่วนในเรื่องประวัติศาสตร์ ขอให้พึ่งหลักฐานต่างๆ รวมทั้งทางโบราณคดี อย่างหวังให้มารับใช้เพียงคติชาตินิยมก็แล้วกัน ขอให้ทั้งใหญ่และเล็กในโลกนี้ รุ่งเรืองไปด้วยกันเถิด

โคทม อารียา