หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปรากฏการณ์ “ส...

ปรากฏการณ์ “สรยุทธ์”

10.01.17 | 17:57 น.

หลังพักงานไปช่วงใหญ่ เพราะ “คดีไร่ส้ม” อันโด่งดัง วันนี้ “สรยุทธ์ สุทัศนจินดา” หวนคืนจอข่าวด้วยการรายงานสด “เฟซ ไลฟ์” สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้
จำนวนยอดคนดูสด ทะลุหลักแสนภายในไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งถ้ารวมยอดคนดูย้อนหลัง ยิ่งมากขึ้นไปอีก

ปรากฏการณ์นี้ทำให้คนหมั่นไส้สรยุทธ์หงุดหงิด แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อแฟนคลับสรยุทธ์เป็นของจริง และคนดีขี้หงุดหงิดคงเปลืองพลังสมองไปเปล่าๆ ถ้าคิดเพียงว่าจำนวนแฟนคลับเป็นเครื่องหมายรับประกันความเป็น “คนดี” หรือ “คนไม่ดี” ของสรยุทธ์

สำหรับผู้เขียน การกลับมาอย่างคึกคักทรงพลังของสรยุทธ์ครั้งนี้ มี 2 ประเด็นหลักที่น่าสนใจ

ประเด็นแรกคือข่าวและนักข่าวตัวจริงไม่มีวันตาย สรยุทธ์อาจเป็นคนดีหรือไม่ดีในสายตาของคนกลุ่มต่างๆ แต่ยากจะปฏิเสธความเป็นนักข่าวหรือกรรมกรข่าวของเขา
ในยุคโซเชียลมีเดีย ผู้คนมักพูดกันว่า ไม่มีใครต้องการข่าวจากนักข่าวอาชีพอีกแล้ว แต่สรยุทธ์พิสูจน์ว่างานจากความเป็นนักข่าวอาชีพของเขา ยังขายได้

เรื่องจริงคือถ้านักข่าวมิได้ทำเพียงหน้าที่บุรุษไปรษณีย์ หากยังทำหน้าที่เสมือน “คนกลาง” ช่วยจัดข้อมูลของเรื่องราวต่างๆ นานาที่มีเนื้อหามหาศาลจากหลากหลายมุมมอง แล้วนำมาเรียบเรียง บอกเล่าผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ ตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายไม่บิดเบือน แถมยังยินดีสื่อสารด้วยท่าทีเป็นมิตรกับผู้บริโภคที่ช่วยกันเพิ่มเติมเรื่องราวซึ่งผู้บริโภคอยากรู้

Advertisement

นักข่าวอาชีพย่อมยืนอยู่ได้ในฐานะนักข่าวอาชีพ

ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรผิดแปลกจากทฤษฎีการทำสื่อหรือทำข่าวขั้นพื้นฐาน แต่ที่ผ่านมาคนข่าวจำนวนหนึ่งอาจหลงลืม หรือรู้แบบ “ท่องจำ” จึง “ไม่อิน” แล้วยังไปสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองมากมาย รวมถึงความเข้าใจผิดว่า การสร้างตัวตนที่คุ้นเคยกับผู้บริโภคสื่อ คือการพยายามสร้างตัวเองเป็น “ดารา” ในนัยของความพยายามเด่น/ดัง

ความจริงการทำตัวเป็นดาราในนัยดังกล่าวนั้น ต่างกับการเป็นคนข่าวที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

หน้าที่อย่างหนึ่งของคนข่าวคือนำข่าวมาบอกเล่าผู้บริโภคข่าวพร้อมมุมมองกว้างขวางหลากหลาย (ส่วนผู้บริโภคจะบอกว่าฉันอ่าน ฟัง เห็นเองได้ไม่ต้องผ่านคนข่าว หรือจะคิดทำอย่างไรต่อไปหลังจากบริโภคข่าวนั้นๆ ย่อมเป็นเรื่องของผู้บริโภค) หากคนข่าวใส่ใจเพียงทำตัวเฉิดฉายเด่นดังผู้บริโภคสื่อย่อมไม่นับถืออยู่เองว่าเธอ/เขาเป็นคนข่าว

ในแง่นี้ สรยุทธ์ เป็นคนข่าว เขาทำงานหนักในฐานะคนข่าวที่เรียกตัวเองว่ากรรมกรข่าว แน่นอนว่าเขามีทีมงานหนุนช่วย แต่ชัดเจนว่าตัวเขาเองครบเครื่องทั้งอ่าน ฟัง ดู ประเมินประเด็น เห็นสถานการณ์ คิดเร็ว ทำงานเร็ว ช่างสงสัย กล้าพูด กล้าเถียง กล้าแสดงออก ซึ่งเป็นบุคลิกพึงประสงค์ของนักข่าวอาชีพ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่นักข่าวต้องอยู่เบื้องหน้าเสมอในฐานะผู้อาสามาทำความจริงให้ปรากฏ

นี่คือประเด็นแรกว่าข่าวและนักข่าวตัวจริงไม่มีวันตาย แม้วิธีนำเสนอข่าวในรูปแบบเก่าๆ พ้นสมัยจะตายตามวาระก็ตาม

ส่วนประเด็นที่สองคือเรื่องคดีไร่ส้มกับข้อกล่าวหาว่าสรยุทธ์โกง คนไทยลืมง่าย คนไทยไม่มีปัญหากับการโกงใช่ไหม? เรื่องนี้จะมีอะไรให้พูดมากไปกว่าว่า หวังอะไรเล่ากับสังคมไทยไร้มาตรฐาน?

ยอมรับกันเถิดว่านี่คือสังคมงงๆ ไม่รู้อะไรจริงอะไรเท็จ นี่คือสังคมซึ่งมีสื่อเสียงดังจำนวนหนึ่งที่ทำเป็นแต่ประจบสอพลอผู้มีอำนาจในด้านต่างๆ คอยปั้นน้ำเป็นตัวมากและบ่อยเกินไป นี่คือสังคมที่มีผู้คนชี้หน้ากล่าวหากันตามใจชอบมากและบ่อยเกินไป นี่คือสังคมที่มีการกระทำแบบเดียวกันแต่กลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างตัวเป็น “คนดี” ทำได้ไม่ผิด ส่วนอีกกลุ่มทำแล้วผิด และยังอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการตัดสินเรื่องราวต่างๆ อย่าง 2 มาตรฐานทั้งในระบบ “ศาลเตี้ย” และระบบทางการ

ประเด็นความดีความชั่ว ความโกงไม่โกง ฯลฯ ต่างๆนานาเหล่านี้ จึงกลายเป็นเรื่องเบลอๆ ดังนั้น เอาที่ชัดเจนมาก่อนก็แล้วกัน เมื่อเรารู้สึกว่านักข่าวคนหนึ่งใส่ใจเรื่องราวของเราจริงๆ เข้ามาคลุกคลีกับเราอย่างใกล้ชิดเหมือนเป็นญาติเรา เป็นเพื่อนเรา แถมยังมีบุคลิกอบอุ่นเป็นมิตรอย่างบ้านๆ กับเรา ไม่ได้ทำตัวเป็นเทวดาสูงส่ง
เหตุใดเราจะไม่เปิดใจรับเขา?