หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมืองต้นกำเนิ...

เมืองต้นกำเนิดคนไทย และรถไฟความเร็วสูง ‘ผ่าซีก’ อโยธยา โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

12.10.23 | 17:28 น.

ขอบพระคุณนายก อบต. (บางแห่ง) จ. พระนครศรีอยุธยา ที่กรุณาโพสต์ข้อความทักท้วงเกี่ยวกับอโยธยา (ตามที่มีผู้เมตตาส่งให้อ่านบางส่วน) ประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ อโยธยา เมืองต้นกำเนิดคนไทย, ภาษาไทย, เมืองไทย และรถไฟความเร็วสูง “ผ่าซีก” เมืองอโยธยา

ข้อความทักท้วงมีประโยชน์เหล่านั้น สืบเนื่องจากผมสนทนาพาทีในห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยา เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นความเห็นของคนทำสื่อมวลชนคนเดียว จึงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และเห็นต่างได้ไม่อั้น แต่ข้อสำคัญไม่ควรเสกสรรปั้นแต่งว่าผมทำโน่นนี่นั่น โดยที่ผมไม่เคยทำและไม่เคยเป็น

ดังนั้นขอทบทวนสาระสำคัญที่นำเสนอข้อมูลต่อไปนี้

1.อโยธยาเมืองต้นกำเนิดคนไทย, ภาษาไทย, เมืองไทย

ประเด็นนี้ต้องทบทวนประวัติศาสตร์ไทยฉบับเดิมของราชการไทย ดังต่อไปนี้

Advertisement

กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกสร้างขึ้นใหม่ในการเมืองแบบรวมศูนย์ เมื่อมากกว่า 100 ปีมาแล้ว จากนั้นถูกสถาปนาเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเพื่อใช้ครอบงำสังคมไทย ผ่านสถานศึกษาทุกระดับ และผ่านสื่อสารพัดทั้งของราชการและของเอกชน ยังมีอิทธิพลสืบเนื่องจนทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้างใหม่เรื่องกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย เสมือนเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ หมายถึงคิดต่างไม่ได้ หรือคัดค้านไม่ได้ว่าสุโขทัย “ไม่ใช่” แห่งแรก หากละเมิดหรือคิดต่างจะถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน เท่ากับต้องอยู่ยาก

กรุงสุโขทัย “ไม่ใช่” ราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกค้นพบโดยนักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งไทยและสากล หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การเมืองแบบประชาธิปไตย

(1.) ไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุนว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

(2.) ที่ว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกสร้างขึ้นลอยๆ เพื่อหวังผลโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติ” เรื่องคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์

(3.) กรุงสุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกสร้างทางการเมืองให้เป็น “รัฐในอุดมคติ” แต่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือทางวิชาการ ในที่สุดกรุงสุโขทัยกลายเป็น “แดนเนรมิต” ที่ตลกขบขันของวงวิชาการสากล

กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มีเหตุจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักฐานวิชาการหลายอย่างเกี่ยวเนื่องกัน ศรีศักร วัลลิโภดม นักปราชญ์สยามประเทศ (บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ประมวลข้อมูลทั้งหมดเป็นบทความวิชาการเมื่อ 42 ปีที่แล้ว หรือ พ.ศ. 2524 เรื่อง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พ.ศ. 2524 หน้า 5-14)

(4.) หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา สนับสนุนหนักแน่นว่าอโยธยาเก่าแก่กว่าสุโขทัย ดังนั้นอโยธยาเป็นเมืองตั้งต้นคนไทย, ภาษา ไทย, และประเทศไทย

(5.) ชนชั้นนำต้องการให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ถ้ายอมรับอโยธยาเป็นเมืองมีอายุเก่าแก่กว่าก็เท่ากับสุโขทัยไม่เป็นราชธานีแห่งแรก ย่อมกระทบเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่เพิ่งสร้าง ได้แก่ พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย ฯลฯ

ดังนั้นเมืองอโยธยาต้องถูกด้อยค่าและถูกบังคับสูญหายจากความทรงจำ ทำให้สังคมไม่รู้จัก หรือรู้จักน้อยเกี่ยวกับเมืองอโยธยา ด้วยการไม่กล่าวถึงเมืองอโยธยาในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

  • ไม่มีอีกแล้วในหนังสือกรมศิลปากรว่า “สุโขทัยราชธานีแห่งแรก”

“สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทยไม่มีในเล่มนี้” พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร บอกผู้ฟังเมื่อหลายปีมาแล้วในงาน “เปิดตัว” หนังสือสุโขทัยเมืองพระร่วง (กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2562) ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เท่ากับจะให้หมายความว่า “สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย”

“สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย” ยังถูกตัดออกไปไม่มีให้เห็นในงานอื่นๆ ของกรมศิลปากร ดังนี้

1.“สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย” ไม่มีให้เห็นอีกแล้วในงานนิทรรศการพิเศษของกรมศิลปากร เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2562

2.“สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย” ไม่มีให้เห็นอีกแล้วในหนังสือเล่มล่าสุดของกรมศิลปากร ประกอบนิทรรศการพิเศษฯ เรื่อง “นครรัฐไทยบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-25 ตุลาคม 2562

เมื่อหลายปีก่อน กรมศิลปากรพยายามหลีกเลี่ยงวลี “สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย” แต่ไปไม่สุด เพราะยังออกอาการเขื่องๆ อย่างคลุมเครือโดยใช้ข้อความว่า “สุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกที่ถือว่าเป็นอาณาจักรของคนไทย” ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย (กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 76)

อาณาจักร เป็นคำแสดงความหมายพื้นที่อำนาจที่มีกว้างขวางเกินประมาณ เช่น อาณาจักรโรมัน เป็นต้น

แต่สุโขทัยมีพื้นที่อำนาจแคบๆ ระดับรัฐหรือนครรัฐเท่านั้น (ยังห่างชั้นคำว่าอาณาจักร) แต่ประวัติศาสตร์ไทย มัก “เว่อร์” เรียกอาณาจักรทุกแห่งนอกจากนั้นช่วงเวลาร่วมสมัยมีหลายรัฐที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง ได้แก่ รัฐหลวงพระบาง เป็นต้น

ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 กรมศิลปากรไม่เรียกอีกแล้วว่าสุโขทัยเป็น “อาณาจักรแรกๆ” แต่เรียก “รัฐสุโขทัย” (ในหนังสือ นครรัฐไทยบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2562 หน้า 39) เท่ากับกลับคืนอยู่ในร่องในรอยทางวิชาการสากล

  • อโยธยาเป็นเมืองตั้งต้นคนไทย, ภาษาไทย, วัฒนธรรมไทย

ทั้งนี้เพราะเมืองอโยธยามีความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1600-1700 พบวรรณกรรมภาษาไทยราว พ.ศ. 1778

[เมืองอโยธยาเก่าแก่กว่าเมืองสุโขทัยนับร้อยปี]

(1.) คนไทย มาจากการประสมประสานของคน “ไม่ไทย” ที่พูดภาษาไทย, มีวัฒนธรรมไทย, เรียกตนเองว่าไทย

คน “ไม่ไทย” หมายถึง คนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ทั้งในและนอกอุษาคเนย์ ได้แก่ ลาว, มอญ, เขมร, มลายู, จีน, อินเดีย, และไท-ไต ซึ่งต่างมีภาษาพูดของตนเอง เป็นภาษาต่างๆ กัน จึงต้องใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าภายใน

ครั้นนานไปเมื่อภาษาไทยมีอำนาจ ก็ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน แล้วเรียกตนเองว่าไทย พบหลักฐานเป็นเอกสารสมัยอยุธยา

[คนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ ไม่มีจริงในโลก แต่ถูกสร้างใหม่สมัยรัตนโกสินทร์ ปลายแผ่นดิน ร.5 แล้วถูกครอบงำทำให้เชื่องมงายว่าประชากรเมืองสุโขทัยเป็นคนไทยแท้ สายเลือดบริสุทธิ์ แต่จารึกสมัยสุโขทัยไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทย ตลอดจนบริเวณลุ่มน้ำทางตอนใต้ของจีนก็ไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทย]

(2.) ภาษาไทย หมายถึง ภาษาตระกูลไท-ไต (จากตอนใต้ของจีน) ที่ผสมกลมกลืนกับภาษาลุ่มน้ำเจ้าพระยา (คือ ภาษาลาว, ภาษามอญ, ภาษาเขมร, ภาษามลายู, ภาษาบาลี-สันสกฤต, ภาษาจีน เป็นต้น) แล้วเรียกใหม่ว่าภาษาไทย

จากนั้นแพร่หลายไปทุกทิศทาง เพราะเป็นภาษากลางทางการค้าและการเผยแผ่ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา

[ภาษาไทยเมืองอโยธยาแพร่หลายขึ้นไปเมืองสุโขทัยตามการเผยแผ่ศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา ที่มีศูนย์กลางอยู่เมืองอโยธยา ซึ่งพบหลักฐานเอกสารว่าพระสงฆ์เมืองสุโขทัยลงไปศึกษาพุทธศาสนา เถรวาท แบบลังกา ในสำนักสงฆ์เมืองอโยธยา ส่วนจารึกพ่อขุนรามคำแหง “ไม่สุโขทัย” แต่เป็นวรรณกรรมรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.3 ทำโดย ร.4]

(3.) วัฒนธรรมไทย หมายถึง วัฒนธรรมไท-ไต (จากตอนใต้ของจีน) ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ได้แก่ วัฒนธรรมลาว, มอญ, เขมร, มลายู, จีน, อินเดีย เป็นต้น)

วัฒนธรรมไทยที่พบบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลังการประสมประสาน ได้แก่

ความเชื่อแถน (ผีฟ้า) พบในโองการแช่งน้ำเรียกขุนแผน,

เทคโนโลยีทำนาดำ หรือทำนาทดน้ำ เป็นต้น

นอกจากนั้นยังพบอีกหลายอย่างตั้งต้นที่เมืองอโยธยา ดังนี้

เถรวาทไทย มีกำเนิดในอโยธยา มาจากเถรวาทแบบลังกา ผสมศาสนาผีกับพราหมณ์ (แบบละโว้) แล้วแผ่ขึ้นไปเมืองสุโขทัยและบ้านเมืองอื่นๆ

วรรณกรรมไทย มีกำเนิดในอโยธยา เขียนเป็นภาษาไทย ด้วยอักษรเขมร (หรืออักษรขอม) เรียก “ขอมไทย” เป็นต้นทางวรรณกรรมภาษาไทย และต่อไปคืออักษรไทย

สมุดไทย มีพัฒนาการในอโยธยา ทำจากต้นข่อย เรียกสมุดข่อย ใช้เขียนวรรณกรรมไทย ต่อมาเรียกสมุดไทย

สรรเสริญกษัตริย์ดุจพระรามในรามเกียรติ์ มีกำเนิดในอโยธยา ก่อนหน้านั้นรัฐละโว้นับถือพระกฤษณะ (ไม่ยกย่องพระราม)

กรุงศรีอยุธยา หรือ เมืองอยุธยา มีต้นกำเนิดจากเมืองอโยธยา

กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีต้นกำเนิดจากเมืองอโยธยา

ประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเมืองอโยธยา

  • ความเป็นไทยตั้งต้นอโยธยา

“ไทย” ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ และเชื้อชาติไม่มีในโลก (ดีเอ็นเอตรวจเชื้อชาติไม่ได้) ดังนั้นไม่มีเชื้อชาติไทยแท้สายเลือดบริสุทธิ์

แท้จริงแล้ว “ไทย” เป็นชื่อสมมุติททางวัฒนธรรม ซึ่งใครๆ ในโลกกลายตนเป็นไทยได้เสมอ และพบตลอดหลายพันปีผ่านมาจนปัจจุบัน รวมทั้งยังมีอีกต่อไปไม่จบ พบหลักฐานจำนวนมาก เช่น

ท่านเฉกอะหมัด มีกำเนิดเป็นชาวเปอร์เซีย (อิหร่านโบราณ) เดินเรือค้าขายถึงอยุธยา มีฐานะมั่งคั่ง มีอำนาจใหญ่โตสืบลูกหลานพูดภาษาไทย รับวัฒนธรรมไทย กลายตนเป็นไทย ได้ชื่อสกุล “บุนนาค” ทุกวันนี้

คนปู้อี (เมืองกุ้ยติ้ง มณฑลกุ้ยโจว) พูดภาษาปู้อี (ตามที่มีผู้เขียนอ้างไว้) ในตระกูลภาษาไท-ไต มีวัฒนธรรมปู้อีในตระกูลวัฒนธรรมไท-ไต เรียกตนเองว่าปู้อี ไม่เรียกตนเองว่าไทย เพราะไม่พูดภาษาไทย และไม่รับวัฒนธรรมไทย แต่ต้องยกย่องเป็นบรรพชนคนไทยสายแหรกหนึ่ง (ในจำนวนหลายสายแหรก “ร้อยพ่อพันแม่”)

รวมทั้งคนทวารวดี, คนศรีวิชัย (สมมุติว่ามีจริง) เป็นชาติพันธุ์อุษาคเนย์ด้วยกัน (แต่ไม่ใช่คนไทย) ที่ล้วนเป็นบรรพชนคนไทย เพราะสืบสายแหรกเป็นประชากรอโยธยา แล้วพูดภาษาไทย และบางพวกกลายตนเป็นไทย

2.รถไฟความเร็วสูง ผ่าซีกเมืองอโยธยา

ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจแผนผังและแผนที่แสดงอยุธยาอยู่บริเวณเกาะเมือง ส่วน อโยธยาอยู่นอกเกาะเมืองด้านตะวันออก บริเวณสถานีรถไฟอยุธยา ดังนั้น ทางรถไฟความเร็วสูงทับซ้อนทางรถไฟสมัย ร.5 “ผ่าซีกเมืองอโยธยา” (ไม่ใช่ผ่ากลางเมืองอย่างที่เป็นวาทกรรมใส่ร้าย)

“รถไฟความเร็วสูงเลี่ยงไป ส่วนสถานีรถไฟอยุธยาอยู่ที่เดิม” เป็นแนวคิดตั้งต้นจากกรมศิลปากรกับคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก จึงไม่ใช่แนวคิดตั้งต้นของประชาชนและนักวิชาการ แต่ประชาชนและนักวิชาการจำนวนนับร้อยร่วมลงชื่อพร้อมจดหมายเปิดผนึกสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ผ่านพระนครศรีอยุธยา โดยแยกที่ตั้งสถานีรถไฟออกจากกัน ตามความเห็นของกรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2564

สถานีรถไฟอยุธยา อยู่เมืองเก่าอโยธยาที่เดิมตามปกติ (ไม่ย้ายที่ตั้ง)

สถานีรถไฟความเร็วสูง แยกไปต่างหาก เช่น อยู่เมืองใหม่อยุธยา (สายเอเชีย) หรือเลี่ยงไปยังสถานีรถไฟถัดออกไปซึ่งอยู่ในเขตพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้มีรายงานการประชุมทางราชการ จะคัดสาระสำคัญมาเป็นพยานดังต่อไปนี้

  • ความเห็นกรมศิลปากร พ.ศ. 2563

กรมศิลปากรบอกกระทรวงคมนาคมว่าพื้นที่จะสร้างสถานีฯ (1.) เป็นแหล่งโบราณสถานอโยธยา และใกล้พื้นที่มรดกโลก จึงขอให้หลีกเลี่ยง (2.) ยูเนสโกห่วงกังวลถึงผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกอยุธยาและเมืองบริวาร (คืออโยธยา)

รายงานการประชุมหารือกรณีสถานีอยุธยาของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ชั้น 4 อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น.) ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย (1.) ฝ่ายกรมศิลปากร (อธิบดีฯ) (2.) ฝ่ายกระทรวงคมนาคม (รองปลัดกระทรวงฯ รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางราง) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายสถาพร เที่ยงธรรม (ผู้อำนวยการกองโบราณคดี กรมศิลปากร) แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าจากการประชุมคณะกรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2563 ได้พิจารณากรณีสถานีอยุธยา ของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แล้วมีมติดังนี้

1.แจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยเรื่องพื้นที่ที่ประสงค์จะก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงนั้น อยู่ในพื้นที่โบราณสถานอโยธยา ซึ่งปรากฏร่องรอยโบราณสถานสําคัญ อาคารสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยาเป็นโบราณสถานซึ่งอยู่ในระหว่างดําเนินการประกาศขึ้นทะเบียน การรถไฟแห่งประเทศไทยจะต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน จึงจะดําเนินการก่อสร้างได้

2.กรมศิลปากรพิจารณารูปแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงที่นําเสนอแล้ว มีความเห็นดังนี้

2.1 ที่ตั้งของสถานีรถไฟความเร็วสูงอยู่ใกล้พื้นที่มรดกโลกพระนครศรีอยุธยา การก่อสร้างสมควรคํานึงถึงบริบทความสําคัญของพื้นที่ และสมควรพิจารณาทางเลือกในการออกแบบสถานีอีกครั้งที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของแหล่งโบราณสถาน เช่น การให้ระบบรางผ่านลงใต้ดิน หรือให้ผ่านทางลอดที่กดลงใต้ดิน (คลองแห้ง) หรือพิจารณาเบี่ยงแนวเส้นทางออกไปเป็นเส้นทางใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อโบราณสถาน หรือย้ายสถานที่ตั้งสถานีรถไฟอยุธยาจากบริเวณเดิมไปยังสถานีรถไฟอยู่ถัดออกไป เช่น สถานีรถไฟบ้านม้า (ทางทิศเหนือ) หรือสถานีรถไฟบ้านโพธิ์ (ทางทิศใต้)

2.2 ในแง่สถาปัตยกรรม เห็นว่ารูปแบบอาคารสถานีมีขนาดใหญ่ ผืนหลังคาผืนใหญ่เป็นผืนเดียวไม่มีการลดทอนส่วน อาจมีผลกระทบต่อคุณค่าความเป็นมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้อาคารสถานีรถไฟความเร็วสูงที่โอบล้อมโบราณสถานสถานีรถไฟเดิมมีโครงสร้างคานคร่อมผ่านข้ามไปมา การออกแบบไม่ได้ส่งเสริมหรือให้ความสําคัญกับคุณค่าของโบราณสถานสถานีเดิม จึงไม่เห็นด้วยกับรูปแบบสถานีความเร็วสูงที่นําเสนอดังกล่าว

2.3 รถไฟความเร็วสูงในเส้นทางตามโครงการฯ ดังกล่าว มีหลายพื้นที่ที่ผ่านเข้าไปใกล้เขตที่ตั้งของโบราณสถาน เช่น โบราณสถานสถานีรถไฟบางปะอิน ทําให้โบราณสถานได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกันกับสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยา ดังนั้น จึงขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยส่งรายละเอียด รูปแบบร่างและอาคารสถานีในแนวเส้นทางเดินรถไฟความเร็วสูงตลอดทั้งเส้นทางให้กรมศิลปากรพิจารณาด้วย ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจมีต่อโบราณสถาน

3.ให้แจ้งข้อคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบต่อโบราณสถานในบริบทของมรดกโลกของการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงพระนครศรีอยุธยา ต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกด้วย และแจ้งสํานักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแห่งชาติฯ เพื่อพิจารณาดําเนินการที่เกี่ยวข้อง

นายสถาพร เที่ยงธรรม ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าศูนย์มรดกโลก องค์การยูเนสโก ได้มีหนังสือแจ้งมายังผู้แทนประเทศไทยเกี่ยวกับข้อห่วงกังวลถึงผลกระทบของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ที่มีต่อมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร โดยได้แจ้งให้รัฐบาลไทยจัดส่งรายละเอียดการดําเนินงานไปยังศูนย์มรดกโลก และกําหนดให้รัฐบาลไทยทําการศึกษาผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม หรือ HlA (Heritage Impact Assessment) ด้วย

นอกจากนั้น นางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อํานวยการกลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สํานักสถาปัตยกรรม ได้แจ้งที่ประชุมว่าอย่าเพิ่งตัดประเด็นในการพิจารณาตําแหน่งที่เหมาะสมในการสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูง โดยพิจารณาทางเลือกอื่นบริเวณสถานีบ้านม้าหรือสถานีบ้านโพธิ์ ซึ่งอยู่ถัดไปทางด้านเหนือและใต้ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับโบราณสถานและแหล่งมรดกโลกพระนครศรีอยุธยา 

  • มติคณะกรรมการแห่งชาติฯ พ.ศ. 2564

คณะกรรมการแห่งชาติฯ รายงานนายกฯ ว่ามีมติให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาหลีกเลี่ยงพื้นที่อโยธยาซึ่งเป็นเมืองบริวารมรดกโลก อยุธยา

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกจดหมายด่วนที่สุด (ลงนามโดยพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก) รายงานนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เรื่องการดําเนินงานการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา [ที่ ทส (กอม) 1003/100] ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าศูนย์มรดกโลกในฐานะหน่วยประสานงานกลาง

เกี่ยวกับมรดกโลก ภายใต้องค์การยูเนสโก มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยาฯ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียง

จึงขอให้ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลก (Heritage Impact Assessments, HlAs) ก่อนการดําเนินการ และหารือกับศูนย์มรดกโลกก่อนที่จะเกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้

2.คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ประชุมครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 พิจารณาการดําเนินงานการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยาฯ ซึ่งมีแนวเส้นทางการดําเนินงาน ระดับความสูงของสันรางรถไฟ และรูปแบบอาคารสถานีที่มีขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่แหล่งมรดกโลก

จึงมีมติมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยาฯ ในทางเลือกแนวทางที่ 1 การก่อสร้างอุโมงค์ลอดผ่านพื้นที่มรดกโลก หรือแนวทางที่ 2 การเปลี่ยนเส้นทางใหม่ โดยอ้อมพื้นที่มรดกโลก

โดยมอบหมายให้กรมศิลปากร หารือกรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการดําเนินการจัดทํารายงาน HIAs นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งให้นําความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและคณะกรรมการฯ ไปประกอบการพิจารณาจัดทํา HIAs

ในการนี้ เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หารือกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบแหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เกี่ยวกับแนวเส้นทางระดับความสูงของสันรางรถไฟ และตัวอาคารสถานี เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกก่อนการดําเนินการใดๆ

  • หนังสือจากสำนักนายกฯ 2564

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล มีหนังสือ ที่ นร. 0403 (กน) 8585 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เรื่องการดำเนินงานก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ดังนี้

ด้วย รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงสถานีรถไฟอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอาจส่งผลพระทบกับพื้นที่แหล่งมรดกโลก รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หารือกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบแหล่งมรดกโลก นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เกี่ยวกับแนวเส้นทางระดับความสูงของสันรางรถไฟและตัวอาคารสถานีรถไฟอยุธยา เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกก่อนการดำเนินการใดๆ ตามที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกเสนอ