เมื่อแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่าจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 ตามมติที่ประชุม คสช.แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศเพื่อนำงานของแม่น้ำห้าสาย คสช. รัฐบาล กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาบูรณาการแล้วผลักดันการขับเคลื่อนต่อให้เห็นเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงเพิ่มว่า กรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศมี 19 คน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมด เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 2 ท่าน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รองประธาน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รองประธาน ส่วนฝ่ายข้าราชการประจำ ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
ต่อมานายกรัฐมนตรีดำริให้เพิ่มเรื่องการสร้างความปรองดองและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เข้าไปในภารกิจด้วย โดยแต่งตั้งให้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ
ในที่สุดโครงสร้างองค์ประกอบจึงปรับใหม่เป็น 4 คณะ คือ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ทุกคณะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คำสั่งเป็นทางการคงจะประกาศภายในเดือนมกราคมนี้
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ประธานกล่าวในช่วงต้นว่า ต่อไปนี้ให้เวลา 3 เดือน ทุกคณะต้องได้ข้อยุติในทุกเรื่อง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็จำเป็นต้องเข้าไปดูแลงานโครงสร้างทั้งหมด งานทั้งหมดที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้วพบมีปัญหายังติดปัญหาหลายอย่าง จึงต้องมีคณะทำงานปฏิรูปขึ้นมา
ครับ ที่ผมนำความเคลื่อนไหว โมเดลการบริหารประเทศยุคแม่น้ำห้าสายขึ้นมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งเพื่อให้เกิดภาพชัดเจนร่วมกัน ในการติดตามผลงานที่ประกาศมาตลอดว่า ทำงานมากมาย ผลงานเพียบ แต่ผู้คนและสื่อมวลชนกลับมองไม่เห็น
สาเหตุประการหนึ่ง นอกจากขาดการประมวลเอาเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่สำคัญซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปจริงขึ้นมาชี้ให้ชัด ไม่ใช่แค่ปะผุ งานประจำที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องอยู่แล้วแม้แต่การวางโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน ระบบรางทั้งหลายก็ตาม
อีกประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การทับซ้อน การทำงานซ้ำของกลไกที่แม่น้ำห้าสายตั้งขึ้นมา เกิดปัญหาคอขวดทำให้งานติดขัด ปฏิรูปไม่เห็นชัดเป็นรูปธรรม จนต้องสร้างกลไกใหม่ภายในเวลาปีเศษ
ถ้าไม่ลืม เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 8 ด้าน รวม 6 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา 2.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การลงทุนภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐาน 3.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 4.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข 5.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหาการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ 6.คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการกีฬา ทุกคณะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน
ทั้ง 6 คณะ เคยประชุมร่วมกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558
นับตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2558 จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ที่ดำริจะคลอดคำสั่งแต่งตั้งกรรมการเตรียมการปฏิรูป วันเวลาผ่านไปหนึ่งปีกว่า ผลงานระดับปฏิรูปของทั้ง 6 คณะเป็นอย่างไร
ก่อนยุบสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่งลูกให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กี่เรื่อง กี่วาระกี่ประเด็น สปท.บอกต่อว่าเสนอเรื่องให้รัฐบาล 137 เรื่อง แบ่งเป็น 11 ด้านการปฏิรูปกับอีก 1 เรื่อง คือ การป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
เกือบทุกเรื่องที่ส่งไปต้องกลับไปสู่กระบวนการทำซ้ำ ตั้งคณะทำงานศึกษาใหม่ ศึกษาแล้วศึกษาอีก แม้แต่การรับลูกต่อจาก สปช.มา สปท.ก็ตามที
ชะตากรรมปฏิรูป ปรองดอง สมานฉันท์ เที่ยวจะเข้าอีหรอบเดิมเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ อีกไม่นานจะเห็นกัน

