ทางเดิมที่เดินไม่เคยถึงจุดหมาย
เริ่มเห็นตามไปในทางเดียวกันมากขึ้นว่าสงครามร้อนแรงระหว่าง “อิสราเอล” ที่สหรัฐและชาติตะวันตกประกาศยืนอยู่เคียง ข้าง กับ “ฮามาส-ปาเลสไตน์” ที่ประเทศในตะวันออกกลางแสดงท่าทีให้การสนับสนุนจะเป็นสงครามยืดเยื้อ ต้องสู้กันอีกยาวพร้อมๆ กับสงคราม “ยูเครน-รัสเซีย” ที่จะไม่จบง่ายๆ
เป็นสถานการณ์ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพัฒนาการอยู่ร่วมกันของผู้คนในโลกยุคนี้ เป็นที่รับรู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมุมไหนของโลกก็ตามย่อมส่งผลสะเทือนถึงกันไปทั่ว
การเตรียมการรับมือความเป็นไปจึงจำเป็นที่ผู้นำประเทศต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
สำหรับประเทศไทยเรา แน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องตั้งรับให้ดีที่สุด ในความหมายที่ว่าให้เหตุการณ์ความรุนแรงของโลกส่งผลต่อประเทศเราให้น้อยที่สุด
ทว่าความคาดหวังเช่นนั้นดูจะเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก ส่วนหนึ่งคือความพร้อมในการบริหารจัดการให้เกิดความถูกต้องในทุกๆ ด้านที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง
ในทางการทูต แค่เริ่มต้นดูเหมือนจะเกิดความผิดพลาดแล้ว ท่าทีที่ผู้นำประเทศ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวต้องแสดงต่อสงครามครั้งนี้ในอารมณ์แรกที่รับรู้เหตุการณ์กลายเป็นประเด็นที่ต้องมาปรับเปลี่ยนท่าทีและแก้ข่าวกันให้วุ่นวาย ทั้งที่หากการข่าวและความรู้เกี่ยวกับเหตุของสงครามที่สะสมมายาวนานมีพอในภูมิปัญญาของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการกำหนดท่าทีของประเทศมีเพียงพอ การแสดงออกที่ต้องถอยหลังกลับแทบไม่ทันเช่นนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้น
ในทางให้ความสำคัญของการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอล เรื่องนี้เป็นการสะท้อนถึง “ความเป็นมืออาชีพหรือไม่” ที่ใหญ่มาก
อย่างเป็นทางการ มีคนไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลถึง 30,000 คน คนงานไทยเหมือนสินค้าส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศ ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขว่าแต่ละปีมีรายได้กันเท่าไร แต่ย่อมประเมินได้ว่าน่าจะไม่น้อย
“สินค้าแรงงาน” ที่มีมนุษย์ในนาม “คนไทย” สร้างมูลค่าเช่นนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะมีระบบดูแลอย่างมีประสิทธิภาพทั่วถึง ควรสร้างความพร้อมทั้งรับและรุกสำหรับการดูแลดังกล่าว
แต่เหตุการณ์ที่เกิดครั้งนี้จะสะท้อนถึง “ความไม่พร้อม” สูงยิ่ง มีเพียงการประกาศทางคำพูดที่ดูกระตือรือร้นจากรัฐบาลปัจจุบันที่จะทุ่มเทให้ความช่วยเหลือเท่านั้น
แต่ระบบการจัดการเพื่อดูแลที่มีอยู่ดูจะตอบสนองคำประกาศนั้นให้เกิดผลเป็นจริงได้
ระบบที่จะเข้าไปจัดการคนไทยในพื้นที่ถึงขั้นตรวจสอบได้ว่าใครได้รับผลกระทบอย่างไร จะเพื่อวางแผนเยียวยาหาทางออกอย่างไรจึงเกิดผลดีที่สุด ยังมีปรากฏการณ์ที่จะสะท้อนว่ามีอยู่
การเผชิญกับเหตุร้ายในพื้นที่สู้รบ และการรับรู้ของญาติพี่น้อง ครอบครัวในประเทศไทย ดูจะเป็นตามยถากรรมมากกว่า กระทั่งเสียชีวิตไปเท่าไร บาดเจ็บเท่าไร สูญหายไปกี่คน จนถึงวันนี้ยังเป็นตัวเลขที่สับสน
ความไร้ระบบก่อนหน้านั้น ส่งผลต่อการเมืองในปัจจุบัน ความไม่พร้อมที่มีอยู่ก่อนหน้ากลายเป็นปัญหาให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากนัก
การช่วยเหลือที่ไม่ทั่วถึง ทำให้คนไทยบางส่วนต้องดิ้นรนกันเอง กลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลถูกครหาว่าเลือกปฏิบัติ ไม่ให้ความสำคัญต่อชีวิตเพื่อนร่วมชาติอย่างจริงจัง
เรื่องราวเหล่านี้ กลายมาเป็นประเด็นที่นำมาใช้เพื่อผลทางการเมือง
ในสถานการณ์ที่ปัญหาเฉพาะหน้ายังมีต้องให้แก้อยู่ท่วมหัว และทุกฝ่ายพยายามวางบทบาทของตัวเองไปในทางเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือ
แต่หลังจากนี้อีกไม่นาน ความยากลำบากของการเยียวยาปัญหาความไม่พร้อมของระบบที่เกิดจากการไม่เคยวางไว้ให้มีประสิทธิภาพจะเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้น
และที่สุดแล้ว จะเป็นอีกกรณีที่ชี้ให้เห็นว่า ความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศที่ต้องจัดการแก้ไขคือ “ปัญหาปากท้อง” หรือ “ปัญหาโครงสร้างอำนาจ”
การให้ค่า “ปัญหาแบบไหน” มากกว่า ย่อมกำหนดวิธีการแก้ไขจัดการที่แตกต่าง
เป้าหมายที่แตกต่าง ย่อมชี้ถึง “ประสิทธิภาพในการคลี่คลายปัญหาประเทศของรัฐบาล”

