การริเริ่มยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือเรียกย่อว่า “แถบทาง” บัดนี้ครบรอบ 10 ปี
วันที่ 18 ตุลาคม 2023 ปักกิ่งเปิดการประชุมสุดยอดว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางครั้งที่ 3 (The Third Belt and Road Forum for International Cooperation = BRF) มีประมุขและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 150 กว่าประเทศ และผู้แทนจาก 30 กว่าองค์กรเข้าร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ชีพจรลงเท้า ได้เข้าร่วมประชุมและแสดงปาฐกถา
เป็นการบ่งบอกว่า “แถบทาง” ได้รับการสนับสนุนและตอบรับอย่างกว้างขวาง
จึงเป็นการสมควรที่ อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติพรรณนาว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง นำมาซึ่งความหวังและความก้าวหน้าแก่ประชากรโลกนับพันล้านคน”
ต้องยอมรับว่า ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเสมือนดอกไม้บานสะพรั่งทั่วทุกมุมโลก
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ สรุปสาระสำคัญพอเป็นสังเขปได้ว่า “ธุรกรรมแถบทางเสมือนภาพวาดตามจารีตประเพณีของจีน โดยพรรณนาว่าต้องเริ่มจาก ‘งานแปลง’ ด้วยมือก่อน แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอน ‘งานสี’ อย่างประณีต ส่วนการสื่อสารอุปมาละม้ายกับการเริ่มจาก Hard Phone ไปสู่ Soft Phone โดยจีนสนับสนุนเครือข่ายปริภูมิสามมิติ และที่เป็นแกนหลักคือ การสร้างสาธารณูปโภค เป็นระบบเศรษฐกิจเปิด และรังสรรค์ความร่วมมือภูมิภาคว่าด้วยแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเส้นทางสายไหม วัตถุประสงค์หลักคือความร่วมมือทางการค้าในเชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้าอิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่างานขนาดใหญ่และประเด็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรมีความสำคัญเท่าเทียมกัน อันริเริ่มแถบทางเป็นความร่วมมือที่ยึดประชากรเป็นหลัก ให้ความสนใจแก่ความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่เพียงแต่ประสงค์ให้เศรษฐกิจมหภาคเติบโตเพียงอย่างเดียว”
ส่วนนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้แสดงปาฐกถาในการสัมนา Thailand-China Investment Forum สรุปโดยย่อว่า “ไทยมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน โดยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค การเข้ามาทำธุรกิจและการลงทุนในไทย ครอบคลุมไปถึงประชากร 620 ล้านคน ในอาเซียน ไทยมีความพร้อมในการพัฒนาให้ยั่งยืนสถาพร รัฐบาลไทยมีความมั่นใจในกรณีพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างไทยกับจีน พร้อมทั้งยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้ภูมิภาคเอเชียมีความก้าวหน้าและรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน”
ย้อนมองอดีต 10 ปีที่ผ่านมา “แถบทาง” เริ่มจากจีน “ก้าวออกไป” ประกอบกิจการสาธารณูปโภค ต่อมาพัฒนาในเรื่องการค้า การเงินการคลัง และเทคโนโลยีตามประเทศทางผ่าน
รัฐบาลจีนตั้งปณิธานไว้ใน 10 ปีแรก “ก้าวออกไป” ต่อไปจะต้อง “เดินเข้ามา”
ทว่าจีนต้องเคารพตรรกทางเศรษฐศาสตร์ มิใช่ตรรกการเมืองภูมิภาค จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย
การที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง เพื่อร่วมประชุมครั้งนี้ เชื่อว่าต้องมีจำนวนประเทศไม่น้อยที่ต้องการพึ่งพาจีน แสวงประเภทการลงทุน มาขอกู้เงินหรือผลัดหนี้ และอีกส่วนหนึ่งมาศึกษารูปแบบการพัฒนาของจีน
หลังจากที่จีนริเริ่มยุทธศาสตร์ “แถบทาง” นำมาซึ่งการโจมตีจากประเทศตะวันตก โดยกล่าวหาว่า รายการแถบทางเป็นเหตุทำให้เกิด “วิกฤตหนี้สิน” แก่ประเทศที่กำลังพัฒนา และยังสงสัยว่า รายการสาธารณูปโภคจะทำรายได้จริงหรือ อีกทั้งกล่าวหาว่า เป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุน
แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ประเทศจีนได้ออกหนังสือปกขาว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาว่า “รายการแถบทาง ล้วนได้ดำรงอยู่ภายใต้กติกาสากล อันเป็นการริเริ่มจากประเทศเจ้าภาพด้วยเจตนารมณ์พัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ การที่ตะวันตกกล่าวหาว่าประเทศที่กำลังพัฒนาตกอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้สินนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะการก่อหนี้สินที่แท้จริงคือประเทศตะวันตกที่เจริญแล้ว ส่วนหนี้สินของประเทศที่กำลังพัฒนา คือจีนอยู่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าประเทศตะวันตก”
อันรายการหลักที่แท้จริงของยุทธศาสตร์แถบทางคือ สร้างสาธารณูปโภค ซ่อมสะพาน สร้างถนน ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ตลอดจนทางรถไฟ และท่าเรือ เป็นต้น อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะสั้น ส่วนระยะยาวคือลดละความยากจนและภัยพิบัติ หลายปีที่ผ่านมา แถบทางได้ขยายขอบเขตไปยังการเงินการคลังและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ “ก้าวออกไป” ยัง “เดินเข้ามา” อีกด้วย
นอกจากนี้ มีการตั้งกองทุนแก่นักศึกษาเรียนดีที่มาจากประเทศกำลังพัฒนา โดยสร้าง “แพลตฟอร์ม” เพื่องานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อำนวยโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมกับการพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไป
ปฏิเสธมิได้ว่า “แถบทาง” มากด้วยโครงการ บัดนี้ ได้ก้าวสู่ระดับใหม่และ “โกอินเตอร์” โดยสมบูรณ์
1 รายการที่แยกกันได้ทยอยแบ่งเป็น “แถบ” และ “ทาง” ทางหลวง โครงข่ายไฟฟ้า พื้นที่อุตสาหกรรม ระบบการคลัง และเทคโนโลยี ได้รวมกันเป็นปึกแผ่นในบางประเทศ กลายเป็นกลุ่มพลังที่ก่อประโยชน์
1 บางรายการของแถบทางได้ก่อเกิดประโยชน์ในทางสาธิต จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศต้องการเข้าร่วมขบวน สิ่งที่เป็นประจักษ์คือรถไฟความเร็วสูงจากมณฑลยูนนานถึง สปป.ลาว เป็นเรื่องที่ดึงดูดคนมากทีเดียว ครั้นเมื่อจีนเสนอสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มิได้รับการตอบรับแต่อย่างใด แต่เมื่อทางด่วนขนถ่ายสินค้าคุนหมิงถึงเวียงจันทน์สร้างเสร็จเมื่อ 2021 และเมื่อ 2023 รถไฟสายด่วนรับ–ส่งผู้โดยสารสร้างเสร็จ ปรากฏว่า ประเทศไทยและเวียตนาม “เดินเข้ามา” เพื่อขอร่วมขบวนด้วย
การสาธิตของแถบทาง ไม่เพียงแต่ทางด้านเศรษฐกิจ หากนำมาซึ่งผลทางการทูตอีกด้วย เป็นต้นว่า จีนรับเหมาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ทะเลสาบของซาอุดีอาระเบีย เทคนิคและคุณภาพกลายเป็น “พงศาวดารจีนประเสริฐสุด” นอกจากนี้ ซาอุฯได้เริ่มสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน อีกทั้งสร้างผลงานอันโดดเด่นทางการทูตคือ เจรจาไกล่เกลี่ยให้ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานได้เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตร กรณีย่อมเป็นการกระทบถึงสถานะของสหรัฐในตะวันออกกลาง อาจเป็นการทำลายหน้าตา
แม้บัดนี้แถบทางได้บรรลุผลทางการค้า แต่ยังไม่พอ หากต้องให้บรรลุถึงความเข้าใจของประชาชนอย่างแท้จริง จึงจะดำรงอยู่อย่างเป็นนิรันดร์ เพราะการเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนามากด้วยความสับสน
แถบทางต้องล้มเหลวก็เพราะการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ดังนั้น การชนะใจคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพื้นฐานจิตใจของคนคือฐานรากของแถบทาง และเป็นหลักประกันที่ดี
การที่ยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ได้รับความนิยมเกินกว่ากึ่งหนึ่งของโลก ก็เพราะประเทศจีนได้บรรลุเป้าหมายอย่างบริบูรณ์ โดยปราศจากเงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจ
กรณีจึงเป็นการเปรียบเทียบระหว่างประเพณีตะวันตกกับวิธีปฏิบัติของจีนอย่างชัดเจน และเป็นตัวเลือกแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเกี่ยวกับการเลือกสรรรูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองของตน
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

