หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ไขปริศนา‘มหาพีระมิด’

30.10.23 | 12:30 น.
(ภาพ-Hader Sheisha et.al.)

ไขปริศนา‘มหาพีระมิด’

ใ นบรรดา 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ มีเพียง 1 สิ่งมหัศจรรย์เท่านั้นที่หลงเหลือตกทอดมาให้เราเห็นด้วยตาในปัจจุบัน นั่นคือ “มหาพีระมิดคูฟู” หรือพีระมิดแห่งเมืองกิซา ของอียิปต์

นอกจากจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สืบทอดต่อกันมายาวนานในประวัติศาสตร์แล้ว ยังถือได้ว่า “มหาพีระมิด” คือหนึ่งในปริศนาที่ยืนยาวมานานที่สุดเท่าที่ปรากฏในประวัติศาสตร์มนุษยชาติอีกด้วย

คำถามที่สืบทอดกันมาศตวรรษแล้วศตวรรษเล่าก็คือ อารยธรรมโบราณอารยธรรมหนึ่ง สามารถรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์นี้ขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่างเช่นที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน

พีระมิดแห่งกิซา ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ สร้างขึ้นจากแท่งหินปูนและแกรนิต มากกว่า 2.3 ล้านก้อน แต่ละก้อนหนักไม่น้อยกว่า 2 ตัน ซึ่งมีที่มาจากแหล่งหินแตกต่างกัน 2-3 แหล่งที่อยู่ไกลออกไปไม่น้อย

Advertisement

ข้อกังขาอย่างยิ่งก็คือ คนในยุคโบราณ เคลื่อนย้ายแท่นหินหนักขนาด 2 ตันหรือมากกว่า ข้ามพื้นที่ราบกว้างใหญ่ นำมาประกอบรวมกันเข้าเป็นพีระมิดมหัศจรรย์เหนือทะเลทรายนี้ได้อย่างไร

“นี่เป็นงานที่หนักหนาสาหัส แม้สำหรับคนในยุคปัจจุบันก็ยังต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลกับความชำนิชำนาญด้านวิศวกรรมใหญ่หลวง” ดร.ไลลา ฮัสซัน หัวหน้าทีมนักโบราณคดี ที่พยายามไขปริศนาการขนย้ายหินเพื่อสร้างพีระมิดในยุคอียิปต์โบราณระบุ

เพื่อหาคำตอบ นักโบราณคดีคณะหนึ่งออกสำรวจพื้นที่โดยรอบมหาพีระมิดอย่างถี่ถ้วนและรอบด้าน เป้าหมายเพื่อหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามสมมุติฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดที่ว่า ชาวอียิปต์โบราณใช้วิธีการขนถ่ายก้อนหินมหึมามาทางลำน้ำ ซึ่งไม่ปรากฏอยู่อีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน

ผลการสำรวจวิจัยครั้งนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ the journal Proceedings of the National Academy of Sciences หรือพีเอ็นเอส เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี่เอง

ฮัดเดอร์ ชีชา นักภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยครั้งนี้ เปิดเผยว่า การสำรวจวิจัยครั้งใหญ่เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับการก่อสร้างพีระมิดคูฟู มีขึ้นหลังจากมีการค้นพบเอกสารประวัติศาสตร์ล้ำค่าชิ้นหนึ่ง เขียนบนกระดาษปาปิรุส เนื้อหาเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ
ข้าราชสำนักผู้หนึ่งชื่อ “เมเรอร์” ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ลำเลียงแท่นหินปูนล่องทวนน้ำขึ้นไปตามลำแม่น้ำไนล์ ไปยังจุดก่อสร้างที่นครกิซา

ชีชาระบุด้วยว่า เธอให้ความสนใจต่อเอกสารโบราณชิ้นนี้ทันทีที่ได้รับทราบ “เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันไปในทีว่า หินที่ใช้สร้างพีระมิดนั้นถูกเคลื่อนย้ายโดยอาศัยลำน้ำเป็นสำคัญ” และเอกสารดังกล่าวก็กลายเป็นที่มาของการสำรวจวิจัยครั้งใหญ่เพื่อหาข้อพิสูจน์ยืนยันความนี้ในเวลาต่อมา

เพื่อการนี้ ทีมวิจัยจำเป็นต้องมี “ตัวอย่างดิน” จากโบราณกาลสำหรับนำมาศึกษาวิเคราะห์ ทำให้จำต้องขุดลึกลงไปใต้ผิวดินบริเวณที่ราบลุ่มกิซาลึกถึง 9 เมตร เพื่อค้นหา จนในที่สุดได้ “ดินโบราณ” ที่มีลักษณะเป็นฟอสซิลไปแล้วมา 5 ชิ้น ตัวอย่างทั้งหมดถูกจัดส่งไปยังห้องปฏิบัติการทดลองที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส เพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

สิ่งที่พวกเขาต้องการหาก็คือ ร่องรอยของเกสรหรือพืชพรรณท้องถิ่นของลำน้ำไนล์ ซึ่งจะเป็นการยืนยันได้ว่า ในบริเวณที่เป็นที่ราบทะเลทรายดังกล่าวเมื่อครั้งโบราณกาลมี “เส้นทางน้ำ” ปรากฏอยู่

ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า พื้นที่บริเวณโดยรอบมหาพีระมิดเคยปรากฏเส้นทางน้ำอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นลำน้ำสาขาและลำแม่น้ำหลักคือแม่น้ำคูฟู ที่แยกออกมาจากแม่น้ำไนล์ย้อนหลังไปเมื่อ 4,500 ปีมาแล้ว และเครือข่ายของลำน้ำเหล่านี้นี่เองที่เอื้อต่อการก่อสร้างมหาพีระมิดขึ้นมา

พื้นที่ดังกล่าวครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะตรวจสอบพบพืชพรรณถึง 61 ชนิดด้วยกัน และทำให้ภูมิทัศน์ของอียิปต์โบราณแตกต่างจากที่เคยเข้าใจกันไม่น้อย

ฮัดดาร์ ชีชา ยืนยันว่า หากปราศจากเครือข่ายลำน้ำเหล่านี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะก่อสร้างมหาพีระมิดนี้ขึ้น ลำน้ำ ทำหน้าที่เสมือนเป็นสายพานลำเลียงโดยธรรมชาติ ทำให้ภารกิจที่เหมือนฝันร้ายในการเคลื่อนย้ายแท่นหินขนาดใหญ่ เกิดเป็นไปได้ขึ้นมา

ข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้วนี้ ไม่เพียงไขปริศนาของมหาพีระมิดที่เป็นปริศนามาช้านานเท่านั้น

แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความเฉลียวฉลาดของบรรพชนของมนุษย์เมื่อครั้งโบราณกาล ในการปรับใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์