พลังงานและภาวะโลกร้อน:ถึงเวลาที่ชาวโลกจะต้องร่วมมือกัน
หลานสาวเอาหนังสือชื่อ Le Monde sans Fin (โลกที่ไม่รู้จบ) เขียนโดย Jean-Luc Jancovici และ Christophe Blain นำมาเขียนเป็นการ์ตูน มาให้ผมเป็นของขวัญ เรื่องที่อธิบายไว้ในหนังสือน่าสนใจและสำคัญมาก ผมจึงอยากย่อความบางเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง หนังสืออาจแบ่งเป็นสามตอนคือ พลังงาน ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว และข้อเสนอแนะบางประการเพื่อหลีกเลี่ยงหายนภัย ซึ่งเราต้องใช้ทั้งความรู้และความร่วมมือ และไม่แน่ว่าเราจะทำได้ แม้จะเห็นภัยชัดเจนอยู่ข้างหน้า
ผมเรียนมาทางวิทยาศาสตร์เลยคิดเอาเองว่าพอรู้เรื่องพลังงาน แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมได้ความรู้อีกมากจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ พอกล่าวว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ บางคนอาจหันหน้าไปทางอื่นแล้วบอกว่าเข้าใจยาก ไม่น่าสนใจ ฯลฯ อดทนหน่อยนะครับ
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจระหว่าง “กำลัง” (power อักษรย่อ P) มีหน่วยเป็นวัตต์ (อักษรย่อ W) กับพลังงาน (energy) มีหน่วยเป็นจูล แต่จูลเป็นหน่วยที่เล็กเกินไป จึงนิยมใช้หน่วยอื่นมากกว่า เช่น หน่วย กิโลวัตต์.ชั่วโมง (kWh) “พลังงาน” (energy อักษรย่อ W ระวังอย่าสับสนกับวัตต์ ที่ใช้ W เป็นอักษรย่อเช่นกัน) คือความสามารถในการทำงานของเครื่องยนต์ คน สัตว์ ฯลฯ พลังงานเป็นปริมาณพื้นฐานที่ไม่สูญสลาย แต่สามารถแปลงเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ โดยมีรูปแบบหลักอยู่ 6 รูปแบบคือ พลังงานเคมี ความร้อน พลังงานกล พลังงานจากการแผ่รังสี พลังงานไฟฟ้า และพลังงานนิวเคลียร์ กำลังกับพลังงานสองปริมาณนี้สัมพันธ์กันดังนี้
กำลัง (P) = อัตราของงานที่ทำได้ (W) ในช่วงเวลาหนึ่ง (T) = W ÷ T
พลังงาน = กำลังคูณด้วยเวลาที่ใช้กำลัง = P x T
มนุษย์มีกำลังประมาณ 100 วัตต์ หรือ 0.1 กิโลวัตต์ (0.1 kW) ถ้าถีบจักรยานเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง (1 hour หรือ 1 h.) จะเทียบเป็นพลังงานได้เท่ากับ 0,1 x 1 = 0.1 kWh คนอังกฤษมีหน่วยวัดที่พิสดารและใช้มาก่อนคือ แรงม้า เทียบกับหน่วยปัจจุบัน 1 แรงม้ามีค่าเท่ากับ 745.7 วัตต์ หรือประมาณ 0.75 กิโลวัตต์ ถ้าใช้ม้าหนึ่งตัวลากเกวียนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง จะคำนวณเป็นพลังงานได้ 0.75 kWh หรือเทียบได้กับพลังงานของมนุษย์ 7.5 คนที่ช่วยกันทำงาน ถ้าเราใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังเท่ากับ 1 kW เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เท่ากับใช้พลังงานไป 1 kWh หรือเทียบได้กับพลังงานของมนุษย์ 10 คนที่ช่วยกันทำงาน เป็นต้น
ก่อนยุคอุตสาหกรรม (ประมาณ 250 ปีที่แล้ว) พลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนหรือทดแทนได้ เช่น พลังงานจากคน จากสัตว์ จากลม จากน้ำ จากฟืน ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา พลังงานหลักที่เราใช้เปลี่ยนมาเป็นพลังงานที่ทดแทนไม่ได้ หรือใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซ แหล่งใหม่เหล่านี้มีพลังงานมากจริง ๆ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ลิตร มีพลังงาน 10 kWh หรือทำงานได้เท่ากับคน 100 คน สังคมมนุษย์จึงก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ยุคนั้น มาถึงยุคนี้ การขุดเจาะปิโตรเลียมและก๊าซเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานได้ผ่านช่วงสูงสุด (peak) ไปแล้ว คือเริ่มขาดแคลน แม้จะมีการขุดเจาะเพื่อนำก๊าซและน้ำมันจากใต้ชั้นหินดินดาน (Shale gas/Shale oil) รวมทั้งการนำทรายที่ชุ่มน้ำมันดินมาสกัดสารปิโตรเลียมก็ตาม แต่ต้องใช้พลังงานในการสกัดน้ำมันชนิดใหม่นี้มากกว่าในการสกัดน้ำมันธรรมดา
เกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ไปเพื่อสกัดสารพลังงานมาใช้ มีศัพท์เทคนิคที่น่าสนใจคือ EROEI (Energy Returned on Energy Invested) หมายถึงอัตราส่วนระหว่างพลังงานที่ได้กลับมากับพลังงานที่ลงทุนไป EROEI สำหรับพลังงานชนิดต่าง ๆ แสดงเป็นตารางได้ดังนี้

ตารางข้างต้นไม่ได้แสดง EROEI ของถ่านหิน ซึ่งเป็นพลังงานฟอสซิลที่ยังมีมากมายในโลกนี้ โดยเฉพาะใน 5 ประเทศที่มีถ่านหิน ของโลก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน รัสเซีย ออสเตรเลีย และอินเดีย โลกยังขุดถ่านหินมาใช้ได้อีกมาก คือยังไม่พ้นจุดสูงสุด
ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโลก เราใช้พลังงานฟอสซิลเป็นสำคัญ (64 %) โดยแบ่งเป็นพลังงานฟอสซิลจากถ่านหิน 38 %, ก๊าซ 23%, และน้ำมัน 3% การผลิตพลังงานไฟฟ้าปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas – GHG) ประมาณ 40% ของ GHG ของโลก ในจำนวนนี้ ถ่านหินเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซ GHG ถึง 33% หมายความว่า เราอาจใช้ถ่านหินไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องกลัวหมด เพียงแต่พวกเราจะอาจตายกันหมดเพราะภาวะโลกร้อน ก่อนจะใช้ถ่านหินหมด พลังงานที่มนุษย์นำมาใช้ในปัจจุบัน 80% มาจากพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วน 20% ที่เหลือมาจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ โดยมีรายละเอียดของสัดส่วนดังนี้

เมื่อเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อน ประเทศกว่า 150 ประเทศจึงได้ลงนามและให้สัตยาบันแก่อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพถูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี ค.ศ. 1992 (ปัจจุบันมีประเทศภาคีมากกว่า 190 ประเทศ) ประเทศภาคีของอนุสัญญานี้ได้มีการประชุมเพื่อกำหนดเป้าหมายและติดตามผลการจำกัดและลดการปล่อยก๊าซ GHG กันทุกปี และเรียกการประชุมนี้ว่า COP หรือการประชุมของภาคี (โดยละคำว่าภาคีของอนุสัญญา UNFCCC ไว้ในฐานที่เข้าใจ) ในการประชุมครั้งที่ 21 หรือ COP21 ที่กรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 2013 มีการตกลงกันว่าจะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี ค.ศ. 2100 ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และถ้าเป็นไปได้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส การที่จะทำเช่นนี้ได้ มีกระแสความเชื่อว่า ต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน (พลังน้ำ, กังหันลม, เซลล์แสงอาทิตย์)
แต่การผลิตพลังงานหมุนเวียนมีปัญหามาก การสร้างเขื่อนต้องการภูมิประเทศที่เหมาะสม (มีภูเขา ลำน้ำ พื้นที่กว้างสำหรับกักเก็บน้ำ) และภูมิประเทศเช่นนี้แทบจะหมดไปแล้ว การสร้างกังหันลมต้องมีลมที่พัดแรงพอและพัดนาน อีกทั้งต้องการพื้นที่มิใช่น้อย แต่ข้อจำกัดที่สำคัญคือ จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ให้พลังงานได้สม่ำเสมอ (ไม่ใช่เฉพาะเมื่อมีลม หรือเมื่อมีแดดอย่างในกรณีเซลล์แสงอาทิตย์) เช่น โรงไฟฟ้าพลังก๊าซ คู่กันไป เพื่อให้โรงไฟฟ้าคู่แฝดนั้นจ่ายไฟฟ้าแทนกังหันลมเมื่อเวลาลมตก สุดท้ายแล้ว กังหันลมไม่ได้ช่วยอะไรมาก แม้จะใช้แบตเตอรี่มาช่วยเก็บสะสมพลังงานในยามที่ไม่มีลม ก็เป็นความยุ่งยากเพิ่มเติมอีก ด้วยเหตุนี้กระมัง พลังลมจึงยังมีสัดส่วนน้อยเพียง 2% ของพลังงานทั้งหมดที่นำมาใช้ในขณะนี้
Jancovici เสนอว่า การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังนิวเคลียร์น่าจะเป็นคำตอบ แต่อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลอันเนื่องมาแต่การออกแบบที่ไม่ปลอดภัย ประกอบกับการเกิดภัยพิบัติสึนามิที่มาทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมะ ทำให้ผู้คนหวาดกลัวและปฏิเสธโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่การออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก และได้ป้องกันมิให้เกิดปัญหาเหมือนกรณีเชอร์โนบิลและฟูกุชิมะแล้ว ประกอบกับสามารถเก็บรักษากากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยในระยะยาว หรือนำมาฟื้นฟูสมรรถภาพและนำมาใช้ใหม่ได้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังไม่ยอมรับ บางประเทศ เช่น เยอรมนี ถึงกับปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และหันไปเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิล และพลังงานหมุนเวียนซึ่งพอพึ่งได้บ้างอย่างไม่มีนัยสำคัญ การปฏิเสธโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่ากับปฏิเสธทางออกที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าอย่างน่าเสียดาย จึงควรมีการถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง โดยหวังให้มีปรับเปลี่ยนทัศนคติจากความกลัว มาเป็นการยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นพลังงานสะอาดและปลอดภัยในอนาคตอันใกล้ ก่อนที่ปัญหาภาวะโลกร้อนจะเลยเถิดจนเกินแก้
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการพิจารณาพลังงานในแง่มุมการผลิต ต่อไปจะขอกล่าวถึงการใช้บ้าง ก่อนยุคอุตสาหกรรม เราใช้พลังงานประมาณ 5,000 kWh ต่อคนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นพลังงานความร้อนจากไม้ ตั้งแต่ยุคนั้นมา การใช้พลังงานจากไม้ได้ลดลงเล็กน้อยเป็นประมาณ 3,000 kWh ต่อคนต่อปี โดยหันไปใช้พลังงานจากแหล่งอื่น ๆ (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ) เป็นส่วนใหญ่ รวมแล้วคนคนหนึ่งใช้พลังงานโดยเฉลี่ย 22,000 kWh ในหนึ่งปี คือเพิ่มขึ้นประมาณ 4,4 เท่าเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาเดียวกัน ประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ (exponential) จากประมาณ 500 ล้านคน เป็นประมาณ 7,500 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2019 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า เมื่อรวมการเพิ่มทั้งจากปริมาณที่เพิ่มต่อคน และจำนวนคนที่เพิ่ม เราใช้พลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4 x 15 = 66 เท่า โลกเลยรับก๊าซ GHG ไปอยู่ในชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรเสียอ่วมเลย
ปัญหาคือทัศนคติของนักเศรษฐศาสตร์ และนักการเมืองผู้มีอำนาจตัดสินใจ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Jean-Baptiste Say (1767-1832) เสนอแนวคิดว่า ทรัพยากรธรรมชาติมีไม่จำกัดแถมยังได้มาฟรี ๆ ด้วย จึงอยู่นอกขอบเขตของวิชาเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยกับเขาชื่อ Charles Dupin (1784-1873) มีแนวคิดในทางตรงข้ามว่า พลังงานมาจากทรัพยากรที่มีจำกัด และพลังงานมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิตสินค้าและบริการ เขาศึกษาเปรียบเทียบกรณีของฝรั่งเศสกับอังกฤษ ฝรั่งเศสมีประชากรมากกว่าอังกฤษเกือบสามเท่า แต่ทำไมการผลิตจึงต่ำกว่าถึงสามเท่าได้ ข้อค้นพบคือ อังกฤษมีเรือมากกว่า 4 เท่า และมีเครื่องจักรไอน้ำมากกว่า 13 เท่า เราได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า กำลังแรงของมนุษย์มีค่าประมาณ 0.1 กิโลวัตต์ ส่วนกำลังลมที่ขับเคลื่อนเรือบรรทุกสินค้าและกำลังของเครื่องจักรไอน้ำมีมากกว่านี้มาก เมื่อใช้เครื่องมือที่มีกำลังมากทำงานแทนเรา เราก็สามารถผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และด้วยการมีพลังงานอันอุดมสมบูรณ์ เราสามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้เหลือเฟือ แถมเสพติดการมีสินค้าเกินจำเป็นจนยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิต รู้ทั้งรู้ว่าเราได้มาถึงยุคที่พลังงานเริ่มขาดแคลนแล้ว
นักการเมืองหลายคนจะคิดและให้สัญญาในทำนองเดียวกัน Say ว่า ทรัพยากรธรรมชาติและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มีอย่างไม่จำกัด เขาสามารถนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน เขาจึงมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้การบริการและการบริโภคเพิ่มขึ้น ให้เศรษฐกิจเติบโตไปเรื่อย ๆ แล้วก็วางแผนการเงินการคลังโดยคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เราอาจคิดในท่ามกลางความรุ่มรวยที่เห็นอยู่ ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ต่อไป เราไม่ยอมทำอะไรอย่างจริงจังนักเมื่อยังทำทันอยู่ ถ้ารอให้ความยากจนมาเยือนเพราะภัยพิบัติจากโลกที่ร้อนขึ้นเมื่อถึงปลายคริศต์ศตวรรษนี้ ก็คงสายเสียแล้ว
แล้วเราใช้พลังงานไปทำอะไร เกือบทุกอย่างนั่นแหละ วัสดุ (ไม้ โลหะ พลาสติก ผ้า กระดาษ ปูนซีเมนต์ สารกึ่งตัวนำ ฯลฯ) สิ่งของ เสื้อผ้า เครื่องมือ/เครื่องใช้ เครื่องจักร ยานพาหนะ ตึกรามบ้านช่อง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์สื่อสารฯลฯ ที่อยู่รอบตัวเรา ได้มาเพราะเราใช้พลังงานไปกับมัน ผมเคยคิดไปว่า ในยุคดิจิทัล เราคงใช้พลังงานน้อยลงกระมัง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น อุปกรณ์ดิจิทัลปล่อยก๊าซ GHG เท่ากับรถบรรทุกทั้งหมดทุกคันในโลกนี้รวมกัน หรือเป็นสองเท่าของเรือขนส่งสินค้าทั้งหมดในโลกนี้ เพราะพลังงานที่ใช้เพื่อทำให้เกิดระบบดิจิทัล ครึ่งหนึ่งหมดไปกับการสร้างวัสดุอุปกรณ์ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เสาอากาศ สายเคเบิลบนดินและใต้น้ำ ฯลฯ อีกครึ่งหนึ่งใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อมาจ่ายให้แก่อุปกรณ์ดังกล่าว
ต่อไปจะกล่าวถึงสภาพภูมิอากาศ (climate ไม่ใช่ weather) ก๊าซเรือนกระจก GHG ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 , ก๊าซมีเทน CH4, และก๊าซไนตรัสออกไซด์ N2O ก๊าซ GHG มี CO2 อยู่ 69% (ในจำนวนนี้ 85% มาจากการเผาไหม้ฟอสซิล อีก 10% มาจากการทำลายป่า) มี CH4 อยู่ 24% (มาจากการทำนา การเรอของสัตว์เคี้ยวเอื้อง จากกองขยะ จากไฟป่า จากเหมืองถ่านหิน) และมี N2O อยู่ 5% (ส่วนใหญ่มาจากปุ๋ยและมูลสัตว์) ก๊าซ GHG จะปล่อยให้แสงจากอวกาศผ่านเข้ามายังโลกได้ แต่จะกักมิให้แสงที่เปล่งออกจากโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นแสงอินฟราเรดผ่านออกไปสู่อวกาศ โลกรับพลังงานแสงมากกว่าที่ปล่อยออกไป ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น เป็นปรากฏการณ์เดียวกันที่ทำให้ภายในเรือนกระจกร้อนกว่าภายนอก
การร้อนขึ้นของโลกไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นหลังยุคน้ำแข็งเมื่อ 20,000 ปีก่อน แต่ครั้งนั้นโลกค่อย ๆ ร้อนขึ้นและน้ำแข็งค่อย ๆ ละลาย เพราะแรงดึงดูดจากดาวเสาร์และดาวพฤหัสทำให้วงโคจรของโลกเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่ใช้เวลา 10,000 ปี เพื่อทำให้โลกร้อนขึ้น 5 องศาเซลเซียส แต่การที่โลกร้อนขึ้นคราวนี้เป็นการกระทำของมนุษย์ ที่อาจทำให้โลกร้อนขึ้น 5 องศาภายในเวลาเพียง 100 ปี คือเร็วกว่าครั้งก่อน 100 เท่า เรารู้จักทำให้โลกร้อนขึ้นโดยการปล่อยก๊าซ GHG แต่ปัจจุบัน เราไม่รู้จักวิธีเก็บก๊าซ GHG ให้กลับมายังพื้นโลก ภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นหายนภัยที่เมื่อเกิดแล้วจะอยู่กับเราอีกนานแสนนาน ทางที่ดีอย่าให้เกิดขึ้นดีกว่า
ถ้าโลกร้อนขึ้น 4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิแถวเส้นศูนย์สูตรจะร้อนกว่าอุณหภูมิของร่างกายเกือบทั้งปี การมีเหงื่อออกจะไม่สามารถลดอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งอาจมีผลถึงตายได้ ขณะเดียวกัน ความชื้นของดินในบางภูมิภาคจะลดลง และในบางภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อผลผลิตทางการเกษตร ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งของขั้วโลก ทำให้หลายพื้นที่ของโลกจะอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ เช่น วาตภัย (พายุชนิดต่าง ๆ) อุทกภัย แผ่นดินถล่มเพราะการละลายของน้ำแข็งใต้ดิน (permafrost ที่อยู่ในอลาสกา ไซบีเรีย คานาดา และครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20% ของพื้นที่บนบกของโลก) อาจเกิดโรคระบาด (เช่น จากไวรัสที่เดิมหลับใหลในน้ำแข็ง) ฯลฯ ผลที่คาดการณ์ได้คือการอพยพย้ายถิ่นขนานใหญ่ที่อาจทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างมนุษย์ไปทั่วหัวระแหง
เมื่อปลายปี ค.ศ. 2018 เราได้ปล่อยก๊าซ CO2 สู่บรรยากาศไปแล้ว 2.25 ล้านล้านตัน เพียงพอที่จะทำให้โลกร้อนขึ้น 1.3 องศาเซลเซียส ถ้าเราปล่อย CO2 เพิ่มอีกเพียง 0.75 ล้านล้านตัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกคงเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ถ้าหวังจะบรรลุเป้าหมายนี้ในปี ค.ศ. 2050 เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซ GHG ลง 4% ทุกปีตั้งแต่นี้ไป ซึ่งมองไม่เห็นทางว่าจะทำได้ ยกเว้นว่าธรรมชาติจะซ้ำเติม โดยจัดให้มีโรคระบาดอย่างโควิด – 19 ทุกปี แต่เราจะมีวิธีอื่นใดนอกจากแช่งให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติไหม
สูตรการคำนวณปริมาณของก๊าซ GHG ของ Yoichi Kaya ที่ให้ไว้ในหนังสือที่อ้างถึงอาจดูแปลก ๆ สูตรนั้นเขียนได้ดังนี้
= [GHG ÷ E] x [E ÷ GDP] x [GDP ÷ POP] x POP
GHG โดยที่ GHG คือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ควรลดลง 3 เท่าในปี ค.ศ. 2050
E คือปริมาณของพลังงานที่จำเป็นในการผลิตสินค้าและบริการของโลก
GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก
POP คือประชากรโลก
สมการข้างต้นหมายความว่าถ้าจะลด GHG
วิธีที่หนึ่งคือ ลด POP หรือประชากรโลก เช่น ลดลง 3 เท่าในปี ค.ศ. 2050: คงทำไม่ได้
วิธีที่สองคือลด [GDP ÷ POP] หรือลด GDP ต่อหัวลง 3 เท่า (อันที่จริงอาจต้องลดลง 3.75 เท่า ถ้าระหว่างนี้ประชากรเพิ่มขึ้น 1.25 เท่า): ใครจะทำได้หรือ เห็นมีแต่แผนยุทธศาสตร์ให้ GDP เพิ่มปีละเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ คนที่วางแผนให้ลด GDP จะโดนนักเศรษฐศาสตร์ถล่มจมดินไหม
วิธีที่สามคือลด [E ÷ GDP] หรือลดพลังงานที่ต้องใช้เพื่อผลิต GDP ลง 3 เท่าแต่ยังผลิต GDP เท่าเดิม นั่นคือเรียกร้องให้วิศวกรเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงาน: อาจทำได้แต่ยากมาก
วิธีที่สี่คือลด [GHG ÷ E] หรือลดปริมาณการปล่อย GHG ลง 3 เท่า แต่ให้ได้พลังงานเท่าเดิม: เห็นแล้วว่าจะหวังพึ่งพลังลม พลังน้ำ พลังแสงแดด ไม่ได้ เพราะผลิตพลังงานได้ในสัดส่วนที่น้อย ถ้าจะพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ก็ต้องรีบมาก เพราะกว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สักโรงหนึ่งต้องใช้เวลานานหลายปี ที่สำคัญคือยังติดขัดที่ความกลัวของสาธารณชนต่ออันตรายของกัมมันตรังสี ไม่ว่าอัตราการเสี่ยงจะต่ำเพียงใด
วิธีลด GHG มีประมาณนี้แหละครับ
แล้วคนธรรมดา ๆ อย่างเราจะทำอย่างไรดี เราอาจทำได้บ้างโดยการลดการใช้พลังงานให้น้อยลง
ในด้านอาหาร เราควรลดการกินเนื้อวัวและนมลงครึ่งหนึ่ง กินอาหารที่มีคุณภาพโดยเฉพาะที่ไม่ผ่านการแปรรูปอุตสาหกรรมมากมายนัก ปริมาณก็สำคัญ ปัจจุบัน เรากินน้ำตาล,ไขมัน, แป้ง มากไปจนอ้วนและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ฯลฯ
ในด้านการขนส่ง เราควรบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายใกล้บ้าน เพื่อลดปริมาณการขนส่งสินค้า และการเดินทางไปจับจ่ายใช้สอย และควรลดแม้แต่การส่งสินค้าถึงบ้าน
ในด้านการเดินทาง ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลน้อยลง ลดการเดินทางโดยเครื่องบินให้เหลือเท่าที่จำเป็น (เช่น ลดการท่องเที่ยวแดนไกล) ใช้รถจักรยาน (ไฟฟ้า) ถ้าทำได้ และใช้การขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ รถประจำทาง ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานต่อคนเดินทางหนึ่งคน
ในด้านที่อยู่อาศัย จัดให้มีบ้านที่เหมาะแก่ภูมิอากาศ ใช้เครื่องทำความร้อนหรือทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพเท่าที่จำเป็น
ในแง่ผังเมือง สนับสนุนให้การเดินทางสะดวก สามารถไปทำงาน ซื้อของ ไปเรียนหนังสือ ไปพักผ่อนหย่อนใจ มีชีวิตสังคมได้โดยไม่ต้องเดินทางมาก ฯลฯ
หนังสือที่อ้างถึงไม่ได้ให้คำตอบต่อการลดภาวะโลกร้อนที่สามารถเอาไปใช้ได้ทันที แต่ก่อนจบ หนังสือได้เปรยไว้เล็กน้อยถึงประสาทวิทยา (neuroscience) และกล่าวถึงสมองของเราที่มีส่วนหนึ่งเรียกว่า “ปมประสาทฐาน” (striatum) ที่ช่วยให้เรามีความสุข โดยปล่อยฮอร์โมนที่มีชื่อว่าโดพามีน ถ้าเรากินอาหารที่อร่อย มีเพศสัมพันธ์ที่ถูกใจ มีสถานภาพทางสังคมที่สูง มีชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องดิ้นรน สามารถตีความข่าวสารทั้งที่เป็นภัยหรือเป็นเรื่องที่ดีได้ถูกต้อง ฯลฯ ปมประสาทฐานก็จะให้รางวัลเราโดยปล่อยโดพามีนออกมา ทำให้เราติดใจที่จะมีพฤติกรรมเหล่านั้น ซ้ำๆ อีก แต่บางครั้งจะเกินไปจนมีผลเสียต่อเราเอง
สมองอีกส่วนหนึ่งอยู่ลึกลงไปในสมองกลีบหน้าผาก มีชื่อว่า cingulate cortex มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และแรงผลักดันต่าง ๆ ช่วยให้การตัดสินใจของเราเหมาะสมและเป็นเหตุเป็นผล ช่วยในการเจริญสติ และช่วยในการมีปฏิสัมพันธ์ตลอดจนความร่วมมือทางสังคมด้วย
โดยสรุป ชนใดหลงตามแรงขับของ striatum ชนนั้นอาจหลงระเริงในการแสวงความสุข โดยอาจมองไม่เห็นภัยอันตรายที่อยู่ไกลออกไป ซ้ำร้ายอาจเห็นชนอื่นเป็นศัตรู จึงสู้รบเพื่อให้ทัศนะของตนเป็นใหญ่ หารู้ไม่ว่าธรรมชาติไม่เลือกข้าง และอาจลงโทษเราทั้งหมดไปพร้อมกัน
ชนใดมีทั้งความสุขและเหตุผลที่ช่วยชี้นำ ชนนั้นจะร่วมมือกันได้ง่ายขึ้น และถ้าเทคนิคไม่สามารถประกันความมั่นคงปลอดภัยให้เราได้ เราต้องหันมาช่วยซึ่งกันและกัน เพื่อเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่จะมาถึงด้วยสติ เราควรร่วมมือกันเป็นเครือข่าย เพื่อที่จะรับมือกับมันได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยมี cingulate cortex เป็นตัวช่วยที่สำคัญ
โคทม อารียา

