ยิวกับอาหรับ ตำนานของพี่น้องและความโกรธเคือง
เมื่อประมาณหนึ่งแสนปีที่แล้ว มนุษย์ยุคแรกที่มีชื่อว่ามนุษย์สายพันธุ์ฉลาด (sapiens) ได้อพยพออกจากแอฟริกามาหลายระลอก โดยเดินทางเข้าสู่ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่าเลแวนต์ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลงานวิจัยเผยแพร่ในวารสาร Science Advances ที่กล่าวถึงเส้นทางอพยพอันน่าจะเป็น คือ พื้นที่ที่ปัจจุบันแห้งแล้งมากของจอร์แดนชื่อว่า ริฟต์ วัลเลย์ ซึ่งเป็นหุบเขาแนวยาว พาดผ่านจากเกือบเหนือสุดของอิสราเอลมาถึงคาบสมุทรซีนายทางใต้ นักวิจัยพบว่าหุบเขานี้เคยมีแม่น้ำและเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเก่าแก่ เหมาะเป็นทางผ่านของมนุษย์ยุคแรกที่มุ่งหน้าต่อไปยังเลแวนต์ อาจกล่าวในเชิงตำนานได้ว่า ดินแดนแถบนี้มิใช่ของชนเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ หากเป็นของมนุษย์ฉลาดในยุคแรกนั่นเอง
ดินแดนแถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์เซมิติก ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ร่วมกันของชาวอาหรับและชาวยิว จัดอยู่ในพวกคอเคซอยด์ คัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่ากล่าวว่า ผู้นำชาวเซมิติกคนหนึ่งชื่ออับราฮัมมีลูกชาย 2 คน คนโตชื่ออิสไมส์ หรืออิสมาอีล เป็นต้นตระกูลของชาวอาหรับ คนที่สองชื่ออิสอัค หรือไอแซก เป็นต้นตระกูลของชาวยิว อิสอัคต่อมาได้มีบุตร 2 คน คือ เอซาว และจาขอบ (ชาวอาหรับเรียกชื่อว่า นบียะห์กูบ) จาขอบผู้เป็นน้องได้พบชายคนหนึ่งที่เปนีเอล เขามองไม่เห็นใบหน้าของชายผู้นั้น แต่ได้ปล้ำสู้กันจนเกือบรุ่งสาง และจาขอบได้ถามชื่อ แต่ชายผู้นั้นไม่ตอบ เพียงบอกว่าแต่นี้ต่อไปให้จาขอบใช้ชื่อใหม่ว่า อิสราเอล ซึ่งหมายถึงผู้ที่ปล้ำสู้กับพระเจ้า ก่อนที่จะปล่อยชายผู้นั้นไปจาขอบบอกว่า “โปรดอวยพรให้ก่อนแล้วจึงจะปล่อย” ต่อมาจาขอบใช้ชื่อใหม่ว่าอิสราเอล โดยเขามั่นใจว่าได้พบพระเจ้าจริงๆ
ชาวยิวที่สืบเชื้อสายจากจาขอบเชื่อว่าตนเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร และอุปถัมภ์ค้ำชูไว้เหนือชาติอื่นๆ อีกทั้งเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงประทานพระคัมภีร์ให้ จาขอบ หรืออิสราเอล มีลูกสิบสองคน คนรองสุดท้องชื่อ โยเซฟ ต่อมาได้เกิดภัยแล้งขึ้น โยเซฟได้บอกว่าตัวเองเป็นที่รักของพระเจ้า และทุกคนในครอบครัวจะรอดได้เพราะตัวเขา ทำให้พี่น้องคนอื่นเกิดความอิจฉาริษยา จึงได้วางแผนกันกำจัด โดยการโยนลงบ่อกลางทะเลทราย แต่โชคดีที่กองคาราวานที่จะไปยังอียิปต์มาตักน้ำได้ช่วยเหลือโยเซฟไว้ และได้นำเขาไปขายให้แก่ข้าหลวงชาวอียิปต์ ข้าหลวงผู้นั้นได้รับเขาไว้มาดูแลอย่างดี ต่อมาโยเซฟสามารถทำนายพระสุบินให้ฟาโรห์ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ดูแลทั่วราชอาณาจักร แต่งตั้งให้เป็นใหญ่มีอำนาจรองจากฟาโรห์ และเขาได้นำพี่น้องทั้งหมดที่ประสบกับภัยแล้งในดินแดนที่มีชื่อเรียกคานาอันเข้ามาอยู่อาศัยในอียิปต์
ครั้นพอสิ้นโยเซฟไป ฟาโรห์องค์ต่อมาได้ลดฐานะชาวยิวลงเป็นทาส หลังจากนั้น เราคงคุ้นเคยกับเรื่องราวที่โมเสสนำพาชาวยิวออกจากอียิปต์ และได้รับพระราชทานบัญญัติสิบประการจากพระเจ้า แต่ชาวยิวต้องเดินทางอยู่ในทะเลทรายซีนายนานถึง 40 ปี จนมาถึงชายเขตของคานาอัน ที่ซึ่งชาวยิวถือว่าเป็นดินแดนที่พระเจ้าจะมอบให้ตามพันธสัญญา เมื่อมาถึงเมืองเจริโก เมืองที่อาจเก่าแก่ที่สุดในโลก ตามตำนาน ชาวยิวเดินไปรอบๆ กำแพงเมือง แล้วเปล่งเสียงร้องออกมาพร้อมเพรียงกัน ทันใดกำแพงเมืองก็พังทลายลง ปล่อยให้ชาวยิวเข้าไปยึดครองเมืองได้
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ยูเนสโก ได้ประกาศให้ซากเมืองเก่าของเจริโกในเขตเวสต์แบงก์เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ โดยขุดค้นพบหลักฐานว่าเคยเป็นที่ตั้งชุมชนที่อยู่อาศัยเมื่อราว 10,000 ปีก่อน บริเวณนี้มีโบราณสถานมากมาย รวมถึงพระราชวังฮิชาม ซึ่งเป็นของชาวมุสลิมยุคแรกๆ เมื่อเป็นมรดกโลก น่าจะหมายความว่า เมืองนี้เป็นสมบัติดั้งเดิมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันให้ชาวโลกทั้งหลายได้ชื่นชม
เมื่อชาวยิวเข้ายึดครองคานาอันแล้ว ได้มีเรื่องเล่ามากมาย แต่เรื่องราวอันเป็นที่ภาคภูมิใจมากที่สุด คือ ยุคสมัยพระเจ้าดาวิด และสืบต่อถึงสมัยพระเจ้าซาโลมอนที่ทรงสร้างมหาวิหารยะโฮวาห์ และกรุงเยรูซาเลม เมืองนี้นอกจากจะเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิวแล้ว ชาวคริสต์และมุสลิมก็ถือเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเช่นกัน เมื่อพ้นสมัยอันรุ่งโรจน์ของพระเจ้าซาโลมอน ชาวยิวได้ประสบภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า อาณาจักรอิสราเอลและยูดาห์ถูกชาวอัสซีเรียเข้ายึดครองในปี 721 ก่อนคริสต์ศักราช ภายหลังต่อมา เนบูคัดเนสซาร์แห่งอาณาจักรอัลคาเดียได้ชัยชนะต่ออัสซีเรีย เขาได้ทำลายมหาวิหารยะโฮวาห์ และกวาดต้อนชาวยิวไปยังบาบิโลน และแล้วกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียได้ชัยต่ออัลคาเดีย จึงทรงปลดปล่อยชาวยิว 50,000 คน กลับเยรูซาเลม แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ด้วยในปี 332 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวยิวตกอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์
มหาราชที่มีชัยต่อเปอร์เซีย
จนกระทั่งปี 129 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวยิวได้กลับคืนมาเป็นอิสระอีกครั้ง แต่ถึงปี ค.ศ.63 ชาวยิวก็กลับเข้าไปอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันแทนกรีก ในปี ค.ศ.70 ชาวยิวถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกประหารมากมาย ต่อมาปี ค.ศ.313 ชาวยิวตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวไบเซนไทน์ที่นับถือศาสนาคริสต์ ในปี ค.ศ.617 ชาวยิวก่อกบฏทำให้บางส่วนถูกฆ่า ที่เหลือได้กระจัดกระจายไป มีบ้างที่ยังอยู่ในดินแดนดั้งเดิม ตลอดเวลาหลายพันปี ชาวยิวยังคงเชื่อในศาสนายูดาห์เหมือนเดิม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในท่ามกลางการกีดกันต่างๆ นานา
พื้นที่แถบ “ตะวันออกกลาง” นี้มีคนหลากหลายศาสนาเข้ามาปกครองและอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นคนที่นับถือศาสนายูดาห์ คริสต์ หรืออิสลาม พวกเขาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขตามสมควร เมื่อจักรวรรดิออตโตมันซึ่งถือศาสนาอิสลามเข้ามาปกครอง ดินแดนแห่งนี้จึงได้รับชื่อว่า ปาเลสไตน์ และชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ถูกเรียกขานว่า ชาวปาเลสไตน์
ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่ออังกฤษให้คำสัญญากับชาวยิวว่า ถ้าหากช่วยเหลือในการสู้รบกับอาณาจักรออตโตมัน อังกฤษจะมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้ปกครอง และเมื่อจบสงคราม ชาวยิวก็ได้พื้นที่นี้มาครอบครองตามที่ตกลงกันไว้
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นคือเหตุการณ์โฮโลคอสต์ เมื่อเยอรมันนาซีได้สังหารชาวยิวในยุโรปไปราว 6 ล้านคน เรื่องนี้ทำให้ชาวยุโรปและอเมริกาเห็นใจชาวยิวมาก เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ ชาวยิวจึงสามารถสถาปนารัฐเอกราชได้สำเร็จในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 โดยองค์การสหประชาชาติมีมติให้กรุงเยรูซาเลมเป็นดินแดนร่วม แต่หลังจากเกิดสงคราม 6 วันในปี ค.ศ.1967 รัฐอิสราเอลได้เข้ายึดครองเยรูซาเลมและฉนวนกาซาซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่ในการปกครองของอียิปต์
เพื่ออธิบายคุณลักษณะสำคัญของชาวยิว ปรมาจารย์ด้านความขัดแย้งและสันติวิธีชื่อโจฮัน กัลตุงได้อ้างถึงวัฒนธรรมส่วนลึก โดยอธิบายว่าวัฒนธรรมนี้ประกอบด้วยหลายกลุ่มอาการ (syndromes) กลุ่มอาการหนึ่งมีชื่อย่อว่า CGT ชนชาติที่มีกลุ่มอาการเช่นนี้ เชื่อว่าตนคือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือก (Chosen) มียุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ (Glory) แต่ผู้อื่นอิจฉาริษยามาทำร้ายจนเกิดบาดแผลในจิตใจ (Trauma) ชนชาติที่มีวัฒนธรรม CGT จะผนึกกำลังกันได้อย่างเหนียวแน่น แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่านาน
กลุ่มอาการอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นส่วนของวัฒนธรรมส่วนลึกมีชื่อย่อว่า DMA ซึ่งเป็นคำย่อของคำสามคำ คำแรกคือ Dualism แปลว่า ทวินิยม หรือมองโลกแบ่งเป็นสอง คำต่อไปคือ Manicheism ซึ่งหมายถึงความเชื่อที่แพร่หลายในตะวันออกไกลและจีน เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 3-7 คนจีนเรียกว่าเป็นลัทธิ ม๊อนี้ก่า หรือลัทธิบัวขาว (ใครที่ชอบอ่านหนังสือกำลังภายในอาจเคยอ่านถึง) ลัทธินี้เชื่อการแบ่งโลกออกเป็นสอง คือแบ่งเป็นฝ่ายความดีงาม หรือฝ่ายธรรม กับฝ่ายความชั่วร้ายหรือฝ่ายอธรรม คำสุดท้ายคือ Armageddon หมายถึงการสู้รบครั้งใหญ่และครั้งตัดสิน ซึ่งสุดท้ายแล้วฝ่ายธรรมจะชนะฝ่ายอธรรม กัลตุงวิเคราะห์ว่า ชาวยิวน่าจะมีวัฒนธรรมส่วนลึกทั้งกลุ่ม CGT และ DMA ซึ่งช่วยให้ดำรงตนเป็นประชาชาติอยู่ได้หลายพันปี แม้ต้องอยู่กระจัดกระจายกัน ในที่สุด ชาวยิวสามารถสถาปนาตนเป็นประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกไกลได้ โดยมีกองทัพและอาวุธทันสมัยรวมทั้งอาวุธนิวเคลียร์
ต่อไปจะขอกล่าวถึงศาสนาคริสต์และอิสลามโดยสังเขป
พระเยซูคริสต์เจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮม เมื่อ 2023 ปีก่อน ปัจจุบันเป็นเมืองของปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงเยรูซาเลม ห่างไปประมาณ 8 กิโลเมตร พระเยซูจึงเป็นชาวยิวคนหนึ่ง ในความเชื่อของชาวยิว พระเจ้าจะส่งพระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ไถ่ มาปลดแอกชาวยิวและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประชาชาติ ชาวยิวส่วนหนึ่งจึงนับถือพระเยซูว่าเป็นพระเมสสิยาห์ แต่ส่วนใหญ่ปฏิเสธและยังคงรอคอยการเสด็จลงมาของพระเมสสิยาห์อยู่
ผู้นับถือพระเยซูเรียกชื่อตนว่าชาวคริสต์ ซึ่งเป็นพระนามหนึ่งของพระองค์ ชาวคริสต์ถือว่าดินแดนปาเลสไตน์เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเช่นกัน เมื่อ ค.ศ.1095-1101 พระสันตะปาปาอูร์บันที่ 2 ได้รวบรวมกองทัพชาวคริสต์มาทำสงครามครูเสดกับมุสลิม เพื่อยึดครองกรุงเยรูซาเลม แต่สงครามครูเสดเป็นสงครามยืดเยื้อ สงครามครั้งใหญ่ๆ ยังเกิดขึ้นอีกรวม 9 ครั้ง กว่าจะยุติลงได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชาวคริสต์แต่เดิมถือนิกายคาทอลิกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันนิกายโปรเตสแตนต์มีความเข้มแข็งมากโดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ในภาษาอาหรับ คำว่า นบี หมายถึงผู้เผยพระวจนะ มุสลิมถือว่านบีมุฮัมมัดเป็นนบีคนสุดท้าย ที่ได้นำพระวจนะมาเผยแผ่ต่อผู้ศรัทธาและบันทึกไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน คัมภีร์นี้ระบุชื่อของนบีไว้ 25 คน ซึ่งมีชื่ออยู่ด้วยในคัมภีร์ไบเบิลของศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ เช่น นบีอาดัม นบีอิบรอฮิม นบีอิสฮาก นบียะอ์กูบ นบียูสุฟ นบีมูซา นบีดาวูด นบีสุลัยมาน และนบีอีซา (พระเยซู) ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วในบทความนี้ ยกเว้นนบีอาดัมที่ถือเป็นบรรพบุรุษร่วมของมนุษยชาติ
นบีมุฮัมมัดเกิดในคริสต์ทศวรรษที่ 570 ที่เมืองมักกะฮ์ ปัจจุบันอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย และเสียชีวิตใน ค.ศ.632 ราวปี ค.ศ.610 เทวทูตได้ปรากฏตัวต่อมุฮัมมัดและสั่งให้อ่านพระโองการแรกของอัลกุรอ่าน ที่เป็นคำสรรเสริญพระอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ประมาณสองปีต่อมา มุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่คำสอนที่พระอัลลอฮ์ประทานลงมา แต่เขาถูกต่อต้านโดยชาวมักกะฮ์ที่นับถือพระเจ้าหลายองค์ ต่อมาในปี ค.ศ.622 มุฮัมมัดและผู้ติดตามที่ได้ชื่อว่ามุสลิม อพยพจากเมืองมักกะฮ์ไปเมืองมะดีนะฮ์ สงครามระหว่างชาวมักกะฮ์และมุสลิมดำเนินอยู่หลายปีจนในที่สุดฝ่ายมุสลิมมีชัยและเข้ายึดครองเมืองมักกะฮ์ได้สำเร็จในปี ค.ศ.630 จึงได้สถาปนาศาสนาอิสลามที่เจริญรุ่งเรืองสืบมา
ก่อนการสถาปนาศาสนาอิสลาม ชาวอาหรับอยู่อย่างกระจัดกระจายเป็นชนเผ่ากลุ่มต่างๆ บ้างตั้งถิ่นฐานบ้านเมือง บ้างเป็นชนเผ่าเร่ร่อน เช่น ชาวเบดูอิน และมีการสู้รบกันเนืองๆ แต่เมื่อหันมานับถือศาสนาอิสลาม ชาวอาหรับสามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งอาณาจักรออตโตมานที่ปกครองดินแดนตั้งแต่ทางใต้ของฮังการีตลอดถึงทั้งแอฟริกาเหนือ ก่อนที่จะพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกลายมาเป็นประเทศตุรกี
ชาวยิว ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ล้วนนับถือพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว เพียงแต่เรียกชื่อต่างกัน ว่าพระยะโฮวาห์ พระเยซูเจ้า พระอัลลอฮ์ ศาสนิกชนของศาสนาทั้งสามล้วนยอมรับพระคัมภีร์เดียวกัน คือ คัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิม (old testament) ซึ่งชาวยิวเรียกว่า คัมภีร์โทราห์ (มีห้าเล่ม) แต่ชาวคริสต์ยังเชื่อว่าคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาใหม่ที่เป็นคำสอนของพระเยซู (ส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่มีชื่อว่าพระวรสาร / พระกิตติคุณ) คือคำสอนที่สำคัญที่สุด ส่วนชาวมุสลิมเชื่อ (ในบางส่วน) ของพันธสัญญาทั้งสองฉบับ หากแต่เชื่อเพิ่มเติมว่าโองการที่ถ่ายทอดโดยนบีมุฮัมมัด เป็นพระโองการที่สมบูรณ์สุดท้ายของพระอัลลอฮ์ เราควรเรียกศาสนิกชนทั้งสามศาสนาว่าเป็นพี่น้องกัน หรือเป็นคู่อริกันแน่
ขอลัดเวลามาสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน หลังสงครามหกวันในปี ค.ศ.1967 มีการสู้รบกันระหว่างชาวยิวกับมุสลิมหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในระยะหลัง การต่อสู้ครั้งสำคัญจะเป็นระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ได้รับเลือกตั้งให้ปกครองกาซา เช่น ในระหว่าง 27 ธันวาคม พ.ศ.2551-18 มกราคม พ.ศ.2552 อิสราเอลทิ้งระเบิดและส่งกองกำลังเข้าไปในกาซา หลังการสู้รบ 23 วัน มีการสูญเสียดังนี้ ฝ่ายอิสราเอลมีผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 142 คน ส่วนฝ่ายปาเลสไตน์ในกาซามีผู้เสียชีวิต 800 ราย และบาดเจ็บกว่า 3,000 คน ต่อมาในการต่อสู้ระหว่าง 8 กรกฎาคม-26 สิงหาคม 2557 ฝ่ายอิสราเอลมีผู้เสียชีวิต 72 ราย บาดเจ็บ 556 คน ส่วนฝ่ายปาเลสไตน์ในกาซามีผู้เสียชีวิต 2,310 ราย
ความขัดแย้งรอบปัจจุบันปะทุขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 (ซึ่งเป็นวันซิมหัต โทราห์ หรือวันที่ชาวยิว จะอ่านพระคัมภีร์โทราห์จบ และจะเริ่มต้นการอ่านพระคัมภีร์ของรอบปีถัดไป) เมื่อฮามาสได้ยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิสราเอล 5,000 ลูก พร้อมทั้งส่งกองกำลังเข้าไปในอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน ทั้งที่เป็นชาวยิวและชาวต่างชาติ 1,400 ราย และผู้ถูกจับเป็นตัวประกัน 250 คน ในจำนวนนี้ มีคนไทยเสียชีวิต 30 ราย บาดเจ็บ 16 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 17 คน การกระทำเช่นนี้ของฮามาสน่าจะเข้าข่ายการก่อการร้าย เพราะมีการสังหารพลเรือนโดยไม่จำแนก เพื่อทำให้เกิดความสยดสยอง/สะพรึงกลัว (terror)
นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศในทันทีว่า จะตอบโต้ในลักษณะที่เป็นการแก้แค้นอย่างเต็มกำลัง (mighty revenge) แล้วดำเนินการทิ้งระเบิด จนอาคารบ้านช่องในกาซาเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังปิดล้อมกาซาโดยสิ้นเชิง ตัดน้ำ ตัดไฟฟ้า ตัดก๊าซ ตัดน้ำมัน และไม่ยอมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านเข้าไป ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตในกาซาแล้วกว่า 3,000 ราย และบาดเจ็บกว่าหมื่นคน ทั้งนี้ รวมผู้เสียชีวิตจากการระเบิดโรงพยาบาลอัล-อะห์ลี อัล-อาระบี แบปติสต์
ในวันที่ 17 ตุลาคม ที่ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิต 500 ราย การระเบิดโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่ถือว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล แต่อิสราเอลบอกว่าเป็นฝีมือของพวกฮามาสเองที่ยิงจรวดผิดพลาด ถ้าถือว่าการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมเป็นการก่อการร้ายโดยฮามาส จะให้เรียกการโจมตีเป็นเวลาสิบกว่าวันแล้วของอิสราเอลที่สังหารพลเรือนในจำนวนยิ่งกว่าโดยไม่เลือกหน้าเช่นกันว่าอะไรดี ถ้าจะไม่ให้เรียกว่าการก่อการร้ายโดยรัฐ การกระทำที่เกินสัดส่วนเช่นนี้จะอ้าง “การป้องกันตัว” ได้อย่างไร
ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้มาเยือนอิสราเอลเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม และประโยคแรกๆ ที่เขากล่าวคือ เขาเชื่อว่าการระเบิดโรงพยาบาลไม่น่าจะใช่การกระทำของอิสราเอล หากเป็นฝีมือของ อีกทีมหนึ่ง ต่อมาทำเนียบขาวอ้างการวิเคราะห์เสียงสนทนาและภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสนับสนุนคำกล่าวของอิสราเอลในเรื่องนี้ เป็นธรรมดาที่ในยามสงคราม ความจริงอาจเป็นเหยื่อรายแรกๆ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลเป็นมูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์ และมีข่าวว่าจะเสนอให้สภาคองเกรสอนุมัติเงินเพิ่มขึ้นอีก ก่อนกลับ ไบเดนได้กล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงเทลอาวีฟ ในหัวข้อ “การก่อการร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมและการฟื้นคืนปกติได้ของรัฐและประชาชนอิสราเอล” เขากล่าวว่า ไม่มีอะไรที่มีลำดับความสำคัญสูงกว่าการช่วยเหลือตัวประกัน เขายืนหยัดปกป้องชีวิตของพลเรือน พร้อมทั้งประกาศสนับสนุนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ใน
กาซาและเวสต์แบงก์
ก่อนจบบทความนี้ ขอน้อมนำข้อความที่พระสันตะปาปาฟรังซิสโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมมาเป็นคำลงท้ายว่า “ข้อเท็จจริงคือคนจำนวนมากมายไม่สามารถเข้าถึงอาหาร น้ำ และความจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ ได้ เรื่องนี้ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีที่พระเจ้าทรงประทานแก่พวกเขา เป็นการหยามเหยียดที่มนุษยชาติทั้งมวลควรรู้สึกอับอาย และควรทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเร่งระดมให้ความช่วยเหลือ”

