ยังจะตายอีกสักเท่าไร กว่าเขาจะรู้ว่ามีคนตายมากเกินไปแล้ว
ข้อความที่นำมาใช้เป็นชื่อบทความนี้แปลมาจากช่วงสุดท้ายของบทเพลงของ บ็อบ ดีลัน ชื่อ Blowin’ in the Wind นั่นคือ “how many deaths will it take ‘til he knows, that too many people have died?” ในเนื้อเพลงก่อนที่จะมาถึงประโยคสุดท้ายนี้ ดีลันถามว่า “คนคนหนึ่งต้องมีหูสักกี่หู กว่าเขาจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของผู้คน” คนคนหนึ่งนั้นคือใคร จะใช่เนทันยาฮู หรือ โจ ไบเดน หรือผู้นำฮามาส หรือมนุษย์คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเรา ที่ควรมีความรัก ความกรุณาแด่ทุกผู้ทุกคน โดยมีความเชื่อว่า ถ้าไม่อยากให้ใครทำอะไรต่อเรา ต้องไม่ทำเช่นนั้นต่อเขา ใช่หรือไม่?
น่าเสียดายที่ว่า ในความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์นั้น มีคนตายมากเกินไปแล้วความรุนแรงปะทุขึ้นอย่างหนักหลังการก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 2491 ในความขัดแย้งนี้ อิสราเอลไม่ฟังใคร ส่วนชาวปาเลสไตน์กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มฮามาส และมีเป้าหมายเพื่อทำลายรัฐอิสราเอล ก็ไม่ฟังใครเหมือนกัน จริงอยู่ เราทุกคนต่างมีอคติและข้อบกพร่อง แต่ก็พึงฟังเสียงส่วนใหญ่ให้มากไว้ เช่น ฟังสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจากรัฐสมาชิก 121 เสียง ไม่เห็นด้วย 14 เสียง ขณะที่รัฐสมาชิกงดออกเสียง 44 รัฐ มตินี้เรียกร้องให้อิสราเอลและฮามาสหยุดการสู้รบเพื่อมนุษยธรรม (humanitarian truce) ที่น่าเสียดายคือ สหรัฐฯและอิสราเอลไม่เห็นด้วย สงครามจึงดำเนินต่อไป โดยจะถึงหนึ่งเดือนในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้แล้ว โดยที่ฝ่ายอิสราเอลมีคนตายแล้วกว่า 1,400 คน ส่วนฝ่ายปาเลสไตน์มีคนตายกว่า 9,000 คน และจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ ส่วนใหญ่จากการทิ้งระเบิดที่ถล่มที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน ค่ายผู้อพยพลี้ภัย ฯลฯ ในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงค์
มติที่สำคัญของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติอีกมติหนึ่ง คือมติที่รับรองให้ปาเลสไตน์มีสถานะเป็น “รัฐสังเกตการณ์ที่ไม่ใช่สมาชิก” (เทียบเท่ากับสถานะของนครรัฐวาติกัน) ด้วยคะแนนเสียง 138 เสียงของรัฐสมาชิก มีรัฐที่คัดค้าน 9 ประเทศ งดออกเสียง 41 ประเทศ รัฐปาเลสไตน์พึงประกอบด้วยดินแดนในเขตเวสต์แบงค์ ฉนวนกาซา และนครเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งถูกอิสราเอลยึดครองหลังชนะสงครามในปี 2510 องค์การสหประชาชาติได้ยกสถานะของรัฐปาเลสไตน์ให้ถือเป็นรัฐก็จริง แต่การอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอล ทำให้รัฐปาเลสไตน์ยังไม่มีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์ การที่อิสราเอลไม่ยอมฟังเสียงใครเช่นนี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐอเมริกาเข้าข้างมาตลอด สหรัฐฯ เลือกที่จะปกป้องอิสราเอลจากภัยคุกคามต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออิสราเอลทั้งในทางการทหาร และทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
ทุกวันนี้ ชาวโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงและภัยพิบัติ ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติ และโดยน้ำมือของมนุษย์เอง ปัญหาสำคัญที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้มี อาทิ สงคราม การก่อการร้าย การลี้ภัย การพลัดถิ่น ความยากจน โรคระบาด โรคจิต ความเหลื่อมล้ำในบริการสุขภาพ ยาเสพติด ภาวะโลกร้อน การขาดแคลนพลังงาน มลภาวะ ขยะ ความรุนแรงในโลกไซเบอร์ ฯลฯ ภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติมีมากมาย น่าจะต้องร่วมมือกันมากกว่า แต่ความเร่งด่วนที่ควรร่วมมือกันในปัจจุบัน คือการหาทางให้การคร่าชีวิตผู้คนในอิสราเอลและฉนวนกาซายุติลงโดยเร็วที่สุด ใครก็ได้ ช่วยที
ด้วยความก้าวหน้าในการสื่อสาร เราเห็นคลิปวิดิโอของการกระทำที่โหดร้ายของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์ดูภาพข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศ เราเห็นโศกนาฏกรรมของการทิ้งระเบิดฉนวนกาซาอยู่ตำตา เห็นภาพการพยายามช่วยชีวิตของผู้คนที่ถูกฝังอยู่ในซากปรักหักพังของตึกรามบ้านช่อง ฯลฯ เห็นแล้วรู้สึกสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ความโหดร้ายนี้หยุดลงได้ ทำอย่างไรจึงจะช่วยมิให้มีการฆ่าเด็ก ผู้หญิง พลเรือน ทหาร นักรบ ฯลฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ต่อหน้าต่อตาได้ แต่แล้วชีวิตของเราดำเนินต่อไป เสียงเรียกร้องจากใจของเรา แม้ว่าจะเปล่งออกมา ตะโกนออกมา ก็ไม่มีใครได้ยิน เปล่าประโยชน์ใช่ไหม
ในที่นี้ ขอทำในสิ่งที่พอทำได้คือ สื่อสารกับคนไทยที่สนใจอ่านบทความที่ผมเขียน และเข้าร่วมการเสวนาในบางครั้งเพื่อเรียนรู้และสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในสังคม แม้จะช่วยได้สักน้อยนิดก็ยังดี พร้อมทั้งขอเชิญชวนคนไทยให้สนใจชะตากรรมของทั้งคนไทยและที่ไม่ใช่คนไทยในวิกฤตครั้งนี้ด้วย
ขณะที่เรารับรู้เรื่องราวที่ชวนสิ้นหวัง เราก็พึงแสวงหาเรื่องราวที่พอจะเป็นความหวังได้บ้าง ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ ยังมีเรื่องเล่าถึงความเห็นอกเห็นใจกันระหว่างชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ เพื่อนผมชื่องามศุกร์ รัตนเสถียร ส่งเรื่องมาให้อ่านสองสามเรื่อง ซึ่งจะขอนำมาเล่าต่อดังนี้
ในเรื่องแรก ชาวยิวคนหนึ่งกล่าวปลอบใจชาวปาเลสไตน์ว่า “เราสามารถจดจำได้ถึงประวัติศาสตร์ของเราเองในฐานะคนพลัดถิ่นไปหลายพันปี ฉันเข้าใจการโหยหาการกลับบ้านของคุณ เพราะเรามีประสบการณ์ระหกระเหินของเราเอง”
เรื่องที่สองเล่าว่า “สมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองปาเลสไตน์ แม้ว่าชุมชนของทั้งสองฝ่ายอยู่อาศัยและทำงานในโลกที่แยกกันต่างหากก็จริง แต่กลับมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เช่น ชาวอาหรับที่มีฐานะดี ก็สั่งตัดชุดสูทจากช่างเสื้อยิว นำหมวกเชฟไปซักแห้งที่ร้านชาวยิว ถ่ายภาพบุคคลและครอบครัวโดยร้านถ่ายภาพชาวยิว และคนยิวจากคิบบุตซ์ก็ออกมาแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ตลาดในเมืองอัล-รามลา กรรมกรอาหรับทำงานในสวนและไร่นาของคนยิว เป็นต้น”
อีกความเห็นหนึ่งเรียกร้องความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่ข้ามเผ่าพันธุ์และศาสนา ซึ่งจะช่วยถักทอสายสัมพันธ์และความไว้วางใจต่อกัน ความไว้วางใจถูกทำลายได้ง่ายแต่ทำนุบำรุงได้ยาก อย่างไรก็ดี ถ้าไม่มีความไว้วางใจ เราจะพูดคุยและสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ชาวปาเลสไตน์ควรกล้าที่จะวางปืน และหันไปต่อสู้ด้วยสันติวิธี เพราะการต่อสู้แบบจรยุทธจะทำให้เสียเปรียบและถูกใช้เป็นข้ออ้างว่าการปราบปรามนักต่อสู้ชาวปาเลสไตน์เป็นการปราบปรามผู้ก่อการร้ายอย่างที่อิสราเอลและสหรัฐฯอ้างอยู่ในขณะนี้ และที่สำคัญคือ จะต้องชักจูงชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ให้เห็นด้วยว่าทางแก้ปัญหามีเพียงทางเดียว คือต้องดึงชาวปาเลสไตน์เข้ามาร่วมมือด้วย ไม่ใช่ใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังต้องเสนอความหวังอย่างแท้จริงในการที่จะมีเสถียรภาพในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายแบ่งปันกันอาศัย
ภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องหนึ่งมีชื่อว่า “จุดที่มาพบกัน” (Encounter Point) ซึ่งสามารถหาดูได้โดยส่งอีเมล์ไปที่ [email protected] ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าหุบเหวที่แบ่งแยกชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์นั้น ถึงจะกว้างสักเพียงใด แต่ก็มีสะพานทอดถึงกันได้ มีคนบอกตัวแสดงจริงชาวปาเลสไตน์ชื่อ อาลี อาบู ออวัด ว่า “คุณมีสิทธิที่จะเกลียดชัง” เขาตอบว่า “ในการทำงานเพื่อสร้างสันติภาพร่วมกัน ผมไม่จำเป็นต้องรักชาวยิว และไม่มีใครขอให้ผมให้อภัยนายทหารคนที่ฆ่าน้องชายผม” ส่วนผู้แสดงจริงชาวยิวชื่อ โรบี ดาเมอลินกล่าวว่า “บางครั้งผมโกรธตัวเองมากที่ไม่ได้ปกป้องลูกของผม แล้วคุณจะให้ผมทำอย่างไรกับความเจ็บปวดเช่นนี้ จะเก็บมันไว้ หาทางแก้แค้น และทำให้ความรุนแรงเป็นกงกรรมกงเกวียนต่อไปกระนั้นหรือ หรือคุณจะเลือกเส้นทางอื่นเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต และมิให้ความเจ็บปวดนั้นต่อเนื่องไปสู่พ่อแม่คนอื่น ๆ”
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของคนหลายคน เช่น เรื่องของชาวยิวคนหนึ่งที่มาตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงค์, นักรบชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งที่ถูกจำคุก, แม่ชาวยิวคนหนึ่งผู้สูญเสียลูก, และอดีตนักโทษชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขายอมสละความปลอดภัย ยอมสูญเสียสถานะในสังคม เพื่อมาขับเคลื่อนขบวนการไร้ความรุนแรงและสันติภาพในระดับรากหญ้าร่วมกัน พวกเขาเป็นพลเรือนที่ต้องเผชิญกับระเบิดพลีชีพและด่านตรวจ เพื่อไปพบกับนักสู้ทั้งสองฝ่าย พบกับผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนต้องทนรับความเฉยเมยของมวลชน
ผมคิดว่าการสู้รบขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดหลักมูลนิยม (fundamentalism) ในแนวคิดนี้ โลกแบ่งเป็นสองส่วน (ไม่มีฝ่ายที่ไม่เลือกข้าง) คือ ผู้ที่ไม่อยู่ข้างฝ่ายคนดี (ฝ่ายเทพ) และผู้ที่อยู่ข้างฝ่ายคนร้าย (ฝ่ายมาร) ฝ่ายคนร้ายจะไม่ยอมอะไรทั้งสิ้น เว้นแต่ต้องจำยอมต่อความรุนแรง George W. Bush เคยกล่าวว่า: “หากคุณไม่อยู่ฝ่ายเรา คุณก็อยู่กับฝ่ายก่อการร้าย” ส่วน Bin Laden เคยกล่าวว่า: “เราคือผู้มีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาคือคนนอกรีต” ผลที่ตามมาคือการใช้กำลังรุนแรง โดยถือแต่ความชอบธรรมของฝ่ายตน และมีความเกลียดชังเป็นพลังขับเคลื่อนทางอารมณ์
การใช้ความรุนแรงตามคติหลักมูลนิยมมักใช้ยุทธวิธีทำให้เกิดความสะพรึงกลัว ยากที่จะทำนายได้ว่าใครจะตกเป็นเหยื่อ แต่อาจพอทำนายได้บ้างว่า ผู้เป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะได้แก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ ผู้มีกำลังน้อยอาจก่อความสะพรึงกลัวจากเบื้องล่าง ส่วนผู้มีกำลังมากอาจก่อความสะพรึงกลัวจากเบื้องบน ในท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าความรุนแรง เราจึงต้องบอกเล่าเรื่องเล่าว่าการก้าวข้ามความรุนแรงอาจเป็นไปได้ ดังตัวอย่างเรื่องเล่าข้างต้น แม้นจะเป็นเสียงส่วนน้อยก็ตาม
พร้อมกันไป เราอาจช่วยกันชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงแบบหลักมูลนิยมไม่ใช่คำตอบ ฝ่ายตะวันตกได้ต่อสู้กับความรุนแรงแบบนี้มานับทศวรรษ พร้อมทั้งติดป้ายชื่อว่าเป็นต่อสู้กับการก่อการร้าย มีการประเมินว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,350,000 – 2,000,000 คน โดยรวมผู้ที่ถูกฆ่าตายโดยตรง สงครามเช่นนี้ดำเนินอยู่ยี่สิบปีในอัฟกานิสถาน แต่ในที่สุดมหาอำนาจได้ถอนกำลังออกไป สงครามเช่นนี้กำลังดำเนินอยู่ในเขตซาเฮล (ทางตะวันตกและทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา) และในปากีสถาน เยเมน อิรัก โซมาเลีย ไนจีเรีย ฯลฯ โดยไม่รู้ว่าจะยุติลงอย่างไร
แล้วอะไรน่าจะเป็นคำตอบสำหรับสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ไปเยือนอิสราเอลเป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 เขาเรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนในฉนวนกาซา การแก้แค้นจากการสูญเสียชีวิตของชาวอิสราเอล 1,400 คนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม น่าจะเกินเลยไปมากแล้ว ส่วนการส่งกองกำลังอิสราเอลเข้าประจำการในฉนวนกาซาอย่างถาวรไม่ใช่คำตอบต่อวัฏจักรความรุนแรงที่ยืดเยื้อนี้ บลิงเคนถือโอกาสประกาศยืนยันอีกครั้งว่า สหรัฐฯ ที่เป็นมหามิตรของอิสราเอลสนับสนุนทางออกซึ่งได้แก่ การจัดให้มีรัฐสองรัฐ คือรัฐอิสราเอลที่มีความมั่นคงปลอดภัยรัฐหนึ่ง และรัฐปาเลสไตน์ที่มีเอกราชอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการกำหนดใจตนเอง อีกรัฐหนึ่ง
ผมขอเรียกร้องว่า เมื่อสหรัฐฯคล้อยตามทางออกของการมีรัฐสองรัฐตามความเห็นของประเทศส่วนใหญ่เช่นนี้ รัฐบาลไทยควรเรียกร้อง นอกจากการปล่อยตัวประกันทุกคนรวมทั้งคนไทยแล้ว ขอให้รัฐบาลอิสราเอลหยุดยิง และฮามาสหยุดปฏิบัติการรุนแรง พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการสู่การจัดตั้งรัฐอิสระสองรัฐที่ได้รอมานานแสนนาน
ขอจบบทความด้วยเนื้อเพลงของ บ็อบ ดีเลนดังนี้
1) And how many years can some people exist
Before they’re allowed to be free? ซึ่งหมายรวมถึงชาวปาเลสไตน์ด้วย
Yes, and how many times can a man turn his head
And pretend that he just doesn’t see? ซึ่งหมายถึงพวกเราทุกคนนั่นแหละ
2) How many times must a man look up
Before he can see the sky? ซึ่งหมายรวมถึงชาวปาเลสไตน์ด้วย
And how many ears must one man have
Before he can hear people cry? ซึ่งหมายถึงพวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้นำอิสราเอล สหรัฐฯ และกลุ่มฮามาส
ยุติสงครามโดยเร็วเถิด ไม่รู้หรือว่ามีคนตายมากเกินไปแล้ว
โคทม อารียา

