หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมืองไทยในวัน...

เมืองไทยในวันเมืองโลก 2566

7.11.23 | 12:02 น.

เมืองไทยในวันเมืองโลก 2566

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับเชิญให้ไปร่วมให้ทรรศนะที่พรรคก้าวไกลในงานวันเมืองโลก ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางพรรคก้าวไกลที่ให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องเมืองอย่างเป็นระบบมากที่สุด (ท่ามกลางความวุ่นวายในพรรคในช่วงนี้)

เอาเข้าจริงผมอาจจะไม่ได้มีข้อมูลข่าวสารอย่างครบด้าน แต่ผมไม่เห็นรัฐบาล หน่วยการปกครองท้องถิ่น หรือสถาบันองค์กรใดๆ สนใจการจัดงานเกี่ยวกับวันเมืองโลกเมื่อ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาแต่อย่างใด

ว่าแต่ว่า วันเมืองโลกมีความหมายความสำคัญอย่างไร?

วันเมืองโลก (World Cities Day) เป็นงานที่จัดขึ้นในทุกๆ ปีในวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม ซึ่งเริ่มครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.2014 โดยเจ้าภาพหลักคือหน่วยงานด้านที่อยู่อาศัยของสหประชาชาติ ที่น่าจะแปลอย่างเป็นทางการว่า โครงการด้านการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ UN-Habitat (United Nations Human Settlements Program) และแต่ละปีก็จะจัดร่วมกับเมืองเจ้าภาพ ซึ่งปีนี้จัดที่เมือง Uskudar ของประเทศตุรกี (Turkiye)

Advertisement

เมือง Uskudar เป็นเมืองท่าที่สวยงาม และเป็นย่านพักอาศัยที่เก่าแก่ และเป็นส่วนหนึ่งของมหานครอิสตัลบูล และอยู่ในฝั่งที่ต่อกับทวีปเอเชีย

การจัดงานในปีแรกเมื่อปี 2014 ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาจากมติของสหประชาชาติในปี 2013 ที่ต้องการให้ยูเอ็นฮาบิแทต และองค์กรนานาชาติที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมกันรำลึกและตระหนักถึงความสำคัญและปัญหาของเมือง รวมทั้งคำนึงถึงความยั่งยืนในการพัฒนาเมือง

โดยที่ในปัจจุบัน หมุดหมายสำคัญของงานเมืองโลกนั้นก็คือแนวคิดหลักเรื่อง เมืองที่ดี ชีวิตที่ดี (Better City, Better Life) ซึ่งแต่ละปีจะมีประเด็นเฉพาะมาพูดถึงภายใต้หมุดหมายสำคัญอันนี้

นอกจากนี้แล้ว ในปัจจุบันสหประชาชาติยังรณรงค์ให้เรื่องเมืองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบรรจุไว้ในเป้าหมายที่สิบเอ็ด (Sustainable Development Goal 11) ได้แก่ การทำให้การพัฒนาเมืองนั้นทั่วถึงสำหรับทุกคน ปลอดภัย ฟื้นสภาพได้ และยั่งยืน (inclusive, safe, resilient, and sustainable)

ในภาพรวมของการเฉลิมฉลองวันเมืองโลกในปีนี้ ประเด็นคัดสรรที่นำมาเป็นแกนหลักของเรื่องราวก็คือเรื่องของการให้ความสำคัญกับการคลังเพื่อการสร้างอนาคตเมืองที่ยั่งยืนเพื่อทุกคน (Financing Sustainable Urban Future for All) หรือแปลง่ายๆ ก็คือการบริหารจัดการเรื่องการเงินการคลังในเมืองอย่างไร ให้เมืองนั้นมีความยั่งยืนและเป็นความยั่งยืนสำหรับทุกคน

ในตัวเอกสารแนวคิดหลัก (concept note) ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจโลกนั้นมีความเปราะบางมากท่ามกลางการบรรจบกันของวิกฤตที่หลากหลาย ที่ท้าทายการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยที่สหประชาชาติก็คาดการณ์ไว้ว่าในปีนี้การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับโลกจะถดถอยลงร้อยละ 1.9

และในอีกด้านหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเองนั้น สหประชาชาติก็เข้าใจว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของลมปาก แต่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ถึง 2.5 trillion (ล้านล้าน) เหรียญสหรัฐ

ประเด็นท้าทายระหว่างการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และความจำเป็นในการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของทุกคนนั้นมันมาอยู่ตรงที่แนวโน้มว่า การพัฒนาจะต้องวางอยู่บนรูปแบบการสนับสนุนทางการเมืองแบบใหม่ ไม่ใช่แบบของการกู้ยืมหรือให้เปล่าแบบในอดีต (granting model) แต่จะมีลักษณะของการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังมากขึ้น (financing model) โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งจะพบว่าคนให้ทุนทั้งให้เปล่าและกู้ยืมไม่ได้ง่ายแบบเดิม และยังไงก็ยังจะต้องมีการลงทุนในภาครัฐในโครงการใหญ่ๆ เพิ่มขึ้น

เอาเข้าจริงนี่คือเรื่องที่เราต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น มันเป็นปัญหาเชิงการบริหารจัดการ ปัญหาเชิงสถาบัน ไม่ใช่ปัญหาการเมืองใหญ่แบบต้องกระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้ว่าฯเท่านั้น แต่คือคำถามว่าจะมีรูปแบบการบริหารจัดการโครงการพัฒนาในระดับเมืองอย่างไรให้อยู่รอด และเข้าถึงทุกคน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้ในบ้านเราคงจะละทิ้งภาพใหญ่ของการรวมศูนย์อำนาจไม่ได้หรอก เพราะว่ากฎระเบียบต่างๆ และความคิดเก่าๆ ที่ผูกติดกับผลประโยชน์และคุณค่าทางการบริหารแบบเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ ประเด็นอยู่ที่ว่าต้องคิดแบบถ่วงน้ำหนักไปมา ไม่ใช่คิดแค่ว่าต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

คิดเรื่องย่อย ก็ต้องโยงสู่เรื่องใหญ่

คิดเรื่องใหญ่ ก็ต้องมีรูปธรรมของเรื่องย่อยให้ชัดเจน

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องช่วยกันคิดก็คือ เรื่องราวของการบริหารจัดการการเงินการคลังสาธารณะในระดับเมืองนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่พูดกันในวงจำกัด นักวิชาการที่เชี่ยวชาญก็มีน้อย ที่มีอยู่ก็อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนอกวงการวิชาการมากนัก เพราะท่านอาจจะวิจัยมากกว่าออกมาให้สัมภาษณ์รายวัน

สื่อก็ไม่ได้ตามประเด็นและนำเสนอให้เข้าใจง่าย สนใจเมื่อเกิดข่าวความขัดแย้งในโครงการขนาดใหญ่ที่ปลายทาง ปลายประเด็นของเรื่องเท่านั้นเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ในการพูดถึงธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการเมือง (urban governance) มีงานวิจัยที่นำเสนอมิติสำคัญที่ว่า เมื่อไปสำรวจการทำงานวิจัยในเรื่องแนวคิดใหม่ๆ ในการบริหารจัดการเมืองอย่างมีธรรมาภิบาล (new urban governance) จะพบว่ามีช่องว่างที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ของการวิจัยจากสถาบันวิจัย/นักวิชาการ กับสิ่งที่ผู้บริหารเมืองต้องการจริงๆ ในการบริหารจัดการเมืองในปัจจุบัน

ข้อค้นพบก็คือ งานวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญที่สุด (คือตีพิมพ์มากที่สุด) ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการเมือง รองลงมาก็คือเรื่องของปัญหาในการบริหารว่าหน่วยงานนั้นล้าหลังหรือไม่ ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่

แต่ถ้าไปสอบถามผู้บริหารเมืองแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการบริหารของพวกเขาก็คือเรื่องของการมีงบประมาณในการบริหารเมืองที่ไม่เพียงพอ (N.F. da Cruz, P.Rode, and M. McQuarrie. 2018. New Urban Governance: A Review of Current Themes and Future Priorities. Journal of Urban Affairs. 41:1, 1-19)

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญกับเรื่องของการบริหารจัดการการเงินการคลังของเมืองที่ถูกนำมาอภิปรายกันมากขึ้นในปีนี้ก็คือ เรื่องของการที่การบริหารจัดการขยะจะต้องนำมาคิดใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และไม่มองว่าการบริหารจัดการขยะเป็นภาระของเมือง แต่มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และความมั่งคั่งจากขยะเสียมากกว่า

ในส่วนสุดท้าย การเฉลิมฉลองวันเมืองโลกนั้นเชื่อมโยงในฐานะเป็นวันปิดการรณรงค์เรื่องปัญหาของเมืองที่ โดยในตอนต้นเดือนจะมีวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) โดยในปีนี้จัดในวันที่ 2 ตุลาคม 2566 (ทุกปีตั้งแต่ ค.ศ.1986 คือจันทร์แรกของเดือนตุลา) โดยมีแกนหลักปีนี้คือเรื่องของเศรษฐกิจเมืองที่พร้อมฟื้นสภาพ (Resilient Urban Economies) ที่มองว่าจะทำอย่างไรที่จะฟื้นสภาพเศรษฐกิจเมืองให้เติบโตขึ้น โดยเฉพาะหลังจากยุคการระบาดของโควิด

และจะต้องทำให้เมืองนั้นพร้อมที่จะเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ (และวิกฤตอื่นๆ) ในรอบต่อไป
ได้ด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเราคงมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการเมื่อพิจารณาเรื่องเมืองไทยในวันที่อยู่อาศัยโลก และวันเมืองโลก

อธิบายง่ายๆ วันที่อยู่อาศัยโลก เราก็มักจะไปเน้นข่าวของการเดินรณรงค์ของพี่น้องชุมชนแออัด ส่วนวันเมืองโลกอาจจะไม่ได้พูดอะไรมากนัก

ไม่ใช่ว่าปัญหาเรื่องของที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านและชุมชนไม่สำคัญ แต่เราคงต้องยกระดับความเข้าใจปัญหาให้มันชัดเจนขึ้น

กรณีของ UN-Habitat เองนั้นเห็นได้ชัดเลยว่า ในช่วงแรกเกิดขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่เป็นเพียงมูลนิธิ และการจัดสัมมนาใหญ่ โดยเน้นทั้งโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยสำหรับคนจน และต่อมาขยายประเด็นไปที่เรื่องของการมองภาพรวมปัญหาของเมือง และพัฒนาเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญระดับโลก

ประเด็นก็คือในบ้านเรา เรื่องที่อยู่อาศัยคนรายได้น้อยก็ไม่ค่อยสนใจ เรื่องเมืองเวลาสนใจก็ไม่ได้เอาเรื่องที่อยู่อาศัยทั้งรายได้น้อยและปานกลางเข้าไปใส่ไว้ด้วย

ตอนนี้เหมือนจะสนใจกันไม่กี่เรื่อง เช่น

เมืองอัจฉริยะที่เน้นแต่จัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สมัยใหม่ สร้างฐานข้อมูลมากมาย แต่ไม่ได้ตั้งคำถามว่า ข้อมูล ทรัพย์สิน และความมั่งคั่งของเมืองจะแบ่งปันกันอย่างไร

การหารายได้จากการท่องเที่ยว เช่น เปิดเมืองให้ดึกขึ้น นำคนเข้าเมืองมามากขึ้น แต่อาจไม่ได้สนใจว่าคนเดิมที่อยู่ในเมืองจะปรับตัว หรือถูกแรงกดดันจากค่าครองชีพให้อยู่อย่างไร โซนนิ่งที่มีกับร้านต่างๆ ที่จะเปิดดึกมันโอเคไหม ชุมชนโดยรอบต้องการไหม ใครคือเจ้าของกิจการเหล่านั้น เรื่องนี้จะหาจุดลงตัวอย่างไร

อยากมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ความคุ้มทุนอยู่ที่ไหน การเข้าถึงและความเท่าเทียมมีไหม และใครเสียประโยชน์ โครงการบางโครงการบริษัทบางบริษัทยอมขาดทุน ให้รัฐก่อน เพื่อเอาสิทธิในการอยู่ในระบบนานขึ้น เลื่อนการประมูลออกไป แล้วก็ให้รัฐลดราคานู่นนี่ ขาดการแข่งขันและตรวจสอบคุณภาพ

เรายังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องของที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ ในระดับภาพรวม และนโยบาย เรามีหน่วยงานที่แยกกันทำโครงการเรื่องที่อยู่อาศัย และให้กู้ แต่ไม่มีหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ และผลักดันนโยบายที่พักอาศัยและการพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง

นอกจากนั้น การพูดถึงการเงินการคลังของเมืองต้องไม่แยกการแสวงหาตัวแบบของการจัดเก็บ บริหาร และใช้จ่ายงบประมาณของท้องถิ่นออกจากการทำความเข้าใจเศรษฐกิจในภาพรวมของเมือง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของเมือง

วันนี้เราพูดถึงแต่เรื่องว่าเงินหนึ่งหมื่นบาทจะได้เมื่อไหร่ ใครจะได้บ้าง จะเอาไปใช้อะไร จะหมุนได้กี่รอบ แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยพูดคือ โครงสร้างหนี้ของประชาชนเป็นแบบไหน โครงการพักหนี้และแจกเงินรอบเดียว เพียงพอที่จะทำให้เราสามารถหลุดพ้นจากวงจรความยากจนได้มากน้อยแค่ไหน และมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ชนบท เมือง ภูมิภาค และระดับประเทศอย่างไร

ยังมีหลายเรื่องที่ควรนำมาพูดคุยกัน ถ้าไม่ถึงกับการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเมืองโลก อย่างน้อยก็ควรมีการจัดงานเมืองในประเทศไทย และผมคิดว่า กทม.น่าจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพร่วมกับสันนิบาตเทศบาล สมาคม อบจ. และสมาคม อบต. รวมทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานเอกชน เอ็นจีโอ และเครือข่ายชาวบ้าน การเคหะ ธอส. กระทรวงมหาดไทย กรมผังเมือง กระทรวงความมั่นคงมนุษย์ จัดงานที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงปัญหาของเมือง และการแบ่งปันการแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ อย่างจริงจัง