เมื่อมีคนพูดว่า “หุ่นยนต์กำลังจะมาแย่งงานคุณ” ภาพในหัวของผมนั้นเป็นภาพที่ง่ายที่สุด-แต่ก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงสักเท่าไร-นั่นคือผมมักจะคิดจินตนาการภาพไปว่า มีหุ่นยนต์ (Robot) ที่เป็นตัวเป็นตน หน้าตาเหมือนกับหุ่นยนต์แบบเทอร์มิเนเตอร์มาทำงานของเราแทนเรา ซึ่งถึงแม้ภาพนี้จะให้อารมณ์ได้อย่างเต็มที่ แต่ว่าอย่างที่บอกครับ-ว่ามันก็เป็นภาพจินตนาการที่อาจทำให้เรามองคำว่า “หุ่นยนต์กำลังจะมาแย่งงาน” ผิดไปเช่นกัน
นั่นคือ เมื่อเราคิดว่าหุ่นยนต์ (ที่เป็นตัวเป็นตน) กำลังจะมาแย่งงาน เราอาจคิดไปเองว่ามันต้องเป็นงานที่ใช้แรงงาน งานที่ต้องขยับเขยื้อนสิ่งของ หุ่นยนต์จึงจะมาแย่งไปได้ง่าย เหมือนกับเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่มาทำงานแทนพนักงานในโรงงาน
แต่ในความเป็นจริงก็คือ-ตอนนี้หุ่นยนต์ไม่ได้มาแย่งงานแบบที่เราเรียกว่างาน ‘บลูคอลลาร์’ หรืองานที่ใช้แรงงานอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว แต่มันกำลังมาทำงานออฟฟิศ งานเอกสาร งานตัดสินใจแทนเราด้วย
ดังนั้น หากพูดว่า “ปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานคุณ” อาจจะให้ภาพ ให้แนวคิดได้ชัดเจนกว่า “เมื่อหุ่นยนต์จะมาแย่งงาน”
ไม่นานมานี้มีข่าวว่าบริษัทประกันภัยของญี่ปุ่นนั้น เลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานด้านการประกัน การคำนวณเงินที่จะจ่ายต่างๆ แทนพนักงาน 34 คน โดยระบบที่พวกเขาเลือกใช้คือระบบ IBM Watson Explorer (ที่หลายปีก่อนมีข่าวว่าระบบ Watson ชนะเกมโชว์ตอบคำถามทายคำ Jeopardy! และหลังจากนั้นลูกหลานในตระกูลเดียวกันก็ไปทำงานด้านการแพทย์ ทางด้านการวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยนั่นแหละครับ)
IBM Watson Explorer จะสแกนข้อมูลทางด้านการรักษาพยาบาล และข้อมูลอื่นๆ ทั้งอาการบาดเจ็บ ประวัติผู้ป่วย และวิธีการรักษา เพื่อจะคำนวณเงินที่บริษัทประกันจะต้องจ่ายออกมาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งบริษัทประกันแห่งนี้ (Fukoku Mutual Life Insurance) ก็บอกด้วยว่า การแทนที่คนด้วยปัญญาประดิษฐ์นี้จะมีผลดีต่อลูกค้าของบริษัท เพราะจะทำให้กระบวนการจ่ายเงินประกันรวดเร็วขึ้น
นอกจากดีต่อลูกค้าของบริษัทแล้ว ยังดีต่อบริษัทประกันเองด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์นี้อยู่ที่ 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีค่าบำรุงรักษาอีก 128,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งเมื่อคำนวณ หักลบออกมาแล้ว บริษัทจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนพนักงานไปมากถึง 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และยังคาดคำนวณด้วยว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบริษัทได้มากถึง 30%
นอกจากอาชีพประกันแล้ว อีกอาชีพหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะถูกปัญญาประดิษฐ์ทำแทนได้ก็คืออาชีพนักกฎหมาย โดยเฉพาะอาชีพนักกฎหมายในส่วนที่ทำงานเป็นรูทีน ทำงานโดยมีขั้นตอนชัดเจน, มีสตาร์ตอัพจากสิงคโปร์ ชื่อว่า Legalese เป็นโครงการโอเพ่นซอร์ส
ที่สามารถจัดทำเอกสารทางกฎหมายได้โดยอัตโนมัติผู้ใช้ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทผู้ร่างสัญญาและข้อมูลของคู่สัญญาลงไปในโปรแกรมนี้ ก็จะได้โครงสัญญาที่นำไปใช้จริงได้
ในลักษณะเดียวกัน ไม่นานมานี้ก็มีผู้เขียนโปรแกรมแชตบอต (โปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติ) เพื่อให้ผู้ที่โดนใบสั่งจอดรถ แล้วรู้สึกว่าตนเองไม่น่าจะโดน ต้องการเรียกร้อง ติดต่อกับทางรัฐเพื่ออุทธรณ์ได้โดยง่าย โปรแกรมแชตบอตนี้ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปได้อย่างสะดวกง่ายดายมากขึ้น จนปัจจุบันมีใบสั่งมากกว่า 160,000 ใบแล้วที่ถูก ‘ยกเลิก’ ด้วยการทำงานอัตโนมัติ
งานที่คุณใช้เวลาเรียนรู้เนิ่นนาน งานที่คุณคิดว่าต้องใช้ ‘เซนส์’ บางทีก็ถูกแทนที่ได้ง่ายๆ แบบนี้เอง โดยเฉพาะหากงานของคุณเป็นงานที่มีรูทีน มีขั้นตอนการทำงานแน่นอนไม่ผันแปรไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่างานของคุณจะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น จากผลการศึกษาครั้งหนึ่ง
มีการประมาณการว่า อาชีพครึ่งหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ภายในหนึ่งหรือสองทศวรรษเท่านั้นเอง โดยอาชีพที่ถูกแทนที่ได้ยาก จะเป็นอาชีพที่มีลักษณะที่เรียกว่าเป็น Computerisation Bottleneck หรือ
คอขวดทางด้านการคำนวณ นั่นคือ คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณได้ แต่อาจใช้เวลานาน หรือใช้ทรัพยากรมากในช่วงแรกๆ อาชีพเหล่านี้จึง ‘ปลอดภัย’
นักวิจัยเขาแตกคอขวดทางด้านการคำนวณออกมาเป็นสามปัจจัยหลักๆ ครับ คือ ความสามารถทางด้านการรับรู้และการเปลี่ยนแปลง (เช่น ความสามารถในการจับ ถือ อย่างแม่นยำ การเข้าไปทำงานในที่ที่่
ไม่คุ้นเคย) ความฉลาดสร้างสรรค์ เช่น ความสามารถทางด้านการสร้างงานศิลปะ และสุดท้ายคือความฉลาดทางด้านสังคม เช่น การเจรจา การโน้มน้าวใจคน
ยิ่งงานของคุณประกอบด้วยปัจจัยทั้งสามนี้มากเท่าไร ยิ่งแปลว่างานของคุณมีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยจากการแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากเท่านั้น และในทางกลับกัน หากงานของคุณไม่มีสามปัจจัยนี้เลย ก็แปลว่ามีโอกาสที่คุณอาจต้องเปลี่ยนงานในเร็ววัน
ตัวอย่างงานที่ ‘ไม่ปลอดภัยจากการทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ’ เช่น พนักงานขายของทางโทรศัพท์ (telemarketer) ผู้ค้นหาและผู้ดูแลเอกสาร พนักงานโรงทอผ้า หรือตัดเย็บผ้า นักคณิตศาสตร์เทคนิค (Mathematical Technician) และคนทำเอกสารประกันภัย
ส่วนตัวอย่างงานที่ปลอดภัย หุ่นยนต์แทนคนได้ยาก ตัวอย่างเช่น นักบำบัดจิต ผู้ควบคุมช่าง ผู้ควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน งานเหล่านี้จะเห็นได้ว่าสัมพันธ์กับคนมากๆ หรือต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การทำงานในยุคนี้ไม่ง่ายครับ-สมัยก่อน หากเราเรียนจบแล้ว เราก็อาจพอจะ ‘ชิล’ กับการทำงานได้บ้าง หากเรียนรู้เพิ่มก็อาจเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน แต่เราในทุกวันนี้ กลับต้องเรียนรู้เพิ่มในทุกวัน ต้อง ‘ประดิษฐ์ตัวเองขึ้นมาใหม่’ ในทุกวัน ไม่เช่นนั้น เราก็อาจถูกแทนที่ได้ด้วยการคำนวณ ด้วยคณิตศาสตร์ และกลายเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของตลาดแรงงานได้อย่างง่ายดาย
ไม่แปลกที่ใครหลายคนจะบ่นว่าเหนื่อย
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

