หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความกรุณา ควา...

ความกรุณา ความว่างและความเป็นวิทยาศาสตร์

14.11.23 | 12:10 น.

ความกรุณา ความว่างและความเป็นวิทยาศาสตร์

ผมเห็นภาพความรุนแรงในสงครามอิสราเอล-ฮามาสแล้วรู้สึกละเหี่ยใจ สงครามคราวนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2556 หลังจากนั้น ทั้งอิสราเอลและตะวันตกบอกว่าจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง ส่วนฮามาสบอกว่าเราถูกกดขี่มาตั้งแต่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี ค.ศ. 1948 แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลของตน แต่ผลพวงของความรุนแรงคือความตาย หรือบาดแผลทางกายและทางใจ ที่ยากจะเยียวยา

สงครามในยูเครนดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อ 5 เดือนก่อน รัฐบาลยูเครนเปิดปฏิบัติการทวงคืนดินแดน แต่ที่ได้คืนมาเป็นเพียงหมู่บ้านไม่กี่แห่ง ผู้บัญชาการกองทัพยูเครนยอมรับว่า ไม่สามารถเจาะทะลวงแนวรับของรัสเซียได้ เซเลนสกีให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่มีใครเชื่อมั่นเหมือนผมเลยว่ายูเครนจะได้รับชัยชนะ ไม่มีใครเลย” บรรดาที่ปรึกษาของเขาไม่มีใครกล้าบอกเขาว่า เราไม่ชนะ ส่วนเรื่องเจรจากับรัสเซียเป็นประเด็นที่แตะไม่ได้เลย แต่เมื่อฤดูหนาวย่างเข้ามา การทำสงครามจะยากลำบากขึ้น ทหารที่ส่งไปแนวหน้าได้บาดเจ็บล้มตายไปแล้วนับหมื่นคน

เราอยู่ห่างไกลจากแนวรบทั้งสอง แต่แรงงานไทยที่ไปทำงานในอิสราเอลก็ได้รับผลกระทบ จากรายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 34 ราย บาดเจ็บ 19 คน เป็นตัวประกัน 24 คน และอพยพกลับประเทศไทยแล้ว 8,813 คน ในสงครามครั้งนี้ มีชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นรายแล้ว ส่วนที่ยูเครน มีคนไทยอาศัยอยู่ 256 คน อพยพออกมาแล้ว 203 คน มีบางคนไม่ประสงค์จะอพยพเพราะมีครอบครัวอยู่ที่นั่น แต่ที่เดือดร้อนมากคือชาวยูเครน UNHCR เปิดเผยตัวเลขว่า ชาวยูเครนกว่า 10 ล้านคนต้องพลัดถิ่น ในจำนวนนี้ มากกว่า 3.4 ล้านคนได้ลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ เราคนธรรมดาทำอะไรไม่ได้มาก อาจช่วยกันเรียกร้องผ่านรัฐบาลไปยังคู่ขัดแย้งรุนแรงทั้งสองคู่ ให้ยุติการสู้รบ และเจรจาหาทางออกร่วมกัน อาจเรียกร้องว่าชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรตัดรอนให้สิ้นลง

Advertisement

นอกจากนี้ ชาวพุทธวัชรยานสายทิเบต สอนเราให้มีความกรุณา โดยมีวิธีปฏิบัติในการแผ่ความกรุณาที่แยบคาย นั่นคือ “ส่งจิตให้ผู้อื่นและตนเองมีความสุข และตั้งจิตให้ผู้อื่นและตนเองพ้นทุกข์” นั่นคือวิธีที่มีมาแต่ดั้งเดิม มรรควิธีนี้มีชื่อในภาษาทิเบตว่า “ทองเลน” นอกจากเผื่อแผ่ความสุขให้ผู้อื่น (Tong) แล้ว ยังพร้อมที่จะรับทุกข์รับโศกจากผู้อื่นมาสู่ตนเองด้วย (Len) หายใจเข้านึกถึงผู้ที่มีความทุกข์หรือประสบภัย หายใจออกแผ่ความรัก ความกรุณาไปยังพวกเขา (อาจรวมตัวเราเองด้วย) การภาวนาเช่นนี้คือการฝึกจิตตื่นรู้หรือโพธิจิตวิธีนี้ก่อเกิดขึ้นโดยธรรมาจารย์ชาวอินเดียชื่อ อติศา  (เกิดในปี ค.ศ. 892) ซึ่งนำการปฏิบัติทองเลนมาเผยแผ่ในทิเบต

คนไทยส่วนใหญ่คงไม่คุ้นเคยกับสุวรรณสามชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือการแผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ทั้งปวงเป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มีความเมตตาต่อสรรพสัตว์ โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ เพศ วัย หรือเผ่าพันธุ์ใด ๆ เพราะท่านคิดว่าสัตว์โลก คือเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ดังนั้นท่านจึงมีความปรารถนาจะนำพาหมู่สัตว์ข้ามวัฏสงสารไปสู่นิพพาน พระโพธิสัตว์สุวรรณสามได้บำเพ็ญเมตตาบารมีอย่างยิ่งยวด แม้ว่าจะถูกประทุษร้ายจนสิ้นชีวิตก็ตาม เข้าทำนองว่า “ยอมตาย ไม่ยอมไร้น้ำใจ”

แต่เราคุ้นเคยกับพระเวสสันดรชาดกมากกว่า พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างยิ่งยวด ถึงกับบริจาคทรัพย์สิน ช้าง ม้า ราชรถ พระกุมารทั้งสองและพระมเหสีให้คนอื่น ซึ่งหลายคนคงคิดว่าสุดวิสัยที่คนธรรมดาจะทำได้ ใครใจกว้างหน่อยอาจถูกเพื่อนล้อเลียนว่า ทำตัวเป็นพระเวสสันดร แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีนี้ เพื่อให้หลุดพ้นจากสิ่งผูกพันทางโลกโดยสิ้นเชิง จะได้ถือกำเนิดเป็นผู้บรรลุปรินิพพานในชาติต่อไป

ขอเทียบกับตำนานในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่า ซึ่งเล่าถึงอับบราฮัม ผู้เป็นต้นตระกูลของทั้งศาสนายูดาห์ คริสต์และอิสลาม ทั้งสามศาสนาล้วนเชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว (บางคนเรียกทั้งสามศาสนานี้ว่าศาสนาอับบราฮัม) วันหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าสั่งให้อับบราฮัมพิสูจน์ความรักที่มีต่อพระองค์ โดยนำลูกชายชื่อ อิสอัค (หรือ ไอแซค หรือ อิชมาเอล) ไปบูชายัญบนยอดเขา ขณะที่อับบราฮัมเงื้อมีดเตรียมแทงลูกชาย เทวดาก็มาปรากฏกายบอกว่าพระผู้เป็นเจ้าเพียงแต่ลองใจเท่านั้น ว่าเจ้ามีความรักต่อพระองค์มากกว่าความรักที่มีต่อลูกชายหรือไม่ อันที่จริง พระเวสสันดรย่อมรักพระโอรสและธิดาเช่นกัน แต่ทรงเล็งเห็นว่า สรรพสัตว์ที่เวียนว่ายในวัฏสงสารมีมากมายเหลือเกิน เพื่อที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์ พระองค์จึงยอมสละสิ่งอันเป็นที่รักมากที่สุดของพระองค์ คือทรงมีพระกรุณาต่อสรรพสัตว์อันเปี่ยมล้นนั่นเอง

ความทุกข์แสนสาหัสของมวลมนุษย์ คือความทุกข์เพราะการพลัดพรากจากผู้ที่เรารัก โดยเฉพาะเมื่อเขาหรือเธอต้องตายจากไปอย่างไม่ยุติธรรม ศีลข้อที่หนึ่งคือพุทธศาสนาคือ “จงเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งปวง” ส่วนในบัญญัติสิบประการที่พระเจ้าทรงประทานแก่โมเสส (หรือมูซาในพระคัมภีร์ อัลกุรอาน) บัญญัติข้อที่หกคือ “อย่าฆ่าผู้ฟันคน”

อนิจจา เรากำลังฆ่าฟันกันอยู่ทุก ๆ วัน กล่าวกันว่า มีเด็กถูกฆ่าตายประมาณหนึ่งคนทุกสิบนาทีในฉนวนกาซา ขอให้เราภาวนาทองเลน แผ่ความกรุณาไปยังเด็กคนอื่น ๆ ที่กำลังเสี่ยงภัย และขอให้เราช่วยกันเตือนสติ ให้ผู้กระทำรำลึกถึงบทบัญญัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า

ผมไม่ใช่คนธรรมมะธัมโม มาสนใจการเจริญสติตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน โดยฝึกปฏิบัติกับหลวงตาสุริยาที่วัดโสมพนัสก็หลังจากเกษียณแล้ว ตอนนั้นเข้าใจว่าการปฏิบัติย่อมจำเป็นกว่าปริยัติ จึงได้มุ่งการรู้สึกตัวเพื่อลดทอนกิเลสอันหนาแน่นเป็นสำคัญ แต่การอ่านหนังสือของเซอเกียม ตรุงปะ ทำให้เกิดความสนเท่ห์และมุมมองที่กว้างออกไป ทำให้สนใจคำสอนของมหายานและวัชรยานมากขึ้น อ้อ คำสอนเช่นนี้สอนให้เราหมั่นทำความเข้าใจการทำงานของอัตตาและรู้ทันสัญชาตญาณตัวตนมากขึ้น การปฏิบัติควรเป็นเพื่อเพิ่มพูนความสงบ และความสามารถในการมีความกรุณาที่เปิดกว้าง

การอ่านหนังสือชื่อ “ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” ที่ถอดจากคำบรรยายของ เซอเกียม ตรุงปะ และแปลโดยวิจักขณ์ พานิช นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับผม บทนำของหนังสือเขียนไว้ว่า วัตถุดิบที่ธำรงตำนานความเป็นอมตะของอัตตาได้แก่ท้าว 3 ตน ตนแรกคือท้าวแห่งรูป ที่ขับนำให้เราแสวงหาความสุขสบายทางกาย ความปลอดภัย และความสุข ตนที่สองคือท้าวแห่งถ้อยคำ ที่ทำให้เราปั้นแต่งอุดมการณ์ต่าง ๆ สร้างอัตลักษณ์ กฎเกณฑ์การกระทำ และการตีความ ตนสุดท้ายคือท้าวแห่งจิตใจ ที่ธำรงรักษาจิตสำนึก ที่ชักชวนเราสู่สิ่งเสพติดที่จะช่วยให้จิตสูงส่งขึ้น เช่น ด้วยการฝึกสมาธิ เล่นโยคะ สวดมนต์ หรือเข้าร่วมกิจกรรมจิตบำบัดต่าง ๆ ส่วนเส้นทางที่จะเข้าใจอัตตาที่ทำงานผ่านท้าว 3 ตนนั้น คือความเข้าใจสุญญตา และการฝึกเพื่อพัฒนาปัญญาและความกรุณา

แต่ผมยังหลงทางอยู่ตามเคย สุญญตาหรือความว่างนั้นคืออะไรกันแน่ ผมอ่านข้อความของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรหลายเที่ยวแล้ว การภาวนาโดยคิดว่าจะสามารถมีประสบการณ์ความว่างก็กำลังพยายามอยู่ แต่ข้อความของหฤทัยสูตรดูล้ำลึกเหลือเกิน

“… แม้แต่ขันธ์ 5 เองก็ว่างจากสวภาวะ รูปคือความว่าง ความว่างคือรูป ความว่างมิใช่อื่นใดนอกจากรูป รูปก็เช่นกัน มิใช่ใดอื่นนอกจากความว่าง เช่นกัน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณล้วนว่างเปล่าทั้งสิ้น ฉันนั้น สารีบุตร ธรรมทั้งปวงล้วนว่างเปล่า หาได้มีลักษณะใดอื่นไม่ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่พร่อง ไม่เต็ม …”

สวภาวะหมายถึงสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง โดยไม่อิงอาศัยสิ่งอื่นใด อยากจะเข้าใจว่าคำสอนสุญญตาน่าจะตรงกับการอิงอาศัยเหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น ดังที่กล่าวไว้ในคำสอนเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท แต่หฤทัยสูตรยังกล่าวต่อไปว่า “ไม่มีวิชชา ไม่มีอวิชชา ไม่มีความแก่และความตาย” แล้วปฏิจจสมุปบาทที่เริ่มจาก “อวิชชา” และไปจบลงที่ “ความแก่และความตาย” จะพลอยไม่มีไปด้วยหรือ

อย่างไรก็ดี องค์ทะไลลามะให้อรรถาธิบายว่า หฤทัยสูตรหรือหัวใจของพุทธศาสนาสอนเรื่องการไม่มีตัวตน และมีข้อสรุปที่เป็นตราธรรมทั้ง 4 เกี่ยวกับการดำรงอยู่ (existence หรืออัตถิภาวะ) ดังนี้

1) ปรากฏการณ์ทั้งปวงไม่เที่ยง

2) ปรากฏการณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งปวงเป็นสิ่งไม่น่าพึงใจ

3) ปรากฏการณ์ทั้งปวงว่างเปล่าและปราศจากตัวตน

4) นิพพานคือความสงบที่แท้จริง

ผมเล่าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ เขาสอนว่าอย่างเชื่ออะไรที่ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยการทดลองเชิงประจักษ์ แต่ผมคิดว่า เรื่องอะไรที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีอยู่จริง ก็ควรแขวนความเชื่อในเรื่องนั้นไว้ก่อน การอ่านหนังสือชื่อ “จักรวาลในหนึ่งอะตอม: การหลอมรวมวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ” เขียนโดย ทะไลลามะ แปลโดย นัยนา นาควัชระ ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมแก่ผม เป็นอันว่าในเรื่องการดำรงอยู่ดังกล่าวข้างต้น ผมเชื่อตราธรรมข้อแรก (เชื่อเรื่องอนิจจัง) ข้อที่สองคล้ายกับคำสอนเรื่องทุกขัง สามารถประสบและเชื่อได้ ข้อที่สามคล้ายคำสอนเรื่องสุญญตาและอนัตตา ขอแขวนความเชื่อไว้ก่อน โดยยอมรับว่ายังไม่กระจ่างแจ้ง ส่วนข้อสุดท้าย ยังจะต้องเดินทางอีกมากกว่าจะเข้าใกล้ประสบการณ์นี้

ในเรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น มีข้อคิดอยู่ว่า “สิ่งที่ยังไม่พบ” แตกต่างจาก “สิ่งที่พบว่าไม่มีอยู่จริง” สิ่งที่วิทยาศาสตร์พบว่าไม่มีอยู่จริง เช่น เรื่องพระเจ้าสร้างโลกเมื่อประมาณห้าพันปีก่อนที่ชาวคริสต์หลายคนคิดเช่นนั้น วิทยาศาสตร์พบทฤษฎีวิวัฒนาการที่ย้อนไปในอดีตอันยาวนาน ความเชื่อทางศาสนาในเรื่องนี้จึงต้องตกไป ส่วนเรื่องว่ามีพระเจ้าหรือไม่ อาจจัดอยู่ใน “สิ่งที่ยังไม่พบ” และอยู่ในขอบเขตของศาสนา

องค์ทะไลลามะอ้างถึงเซอร์คาร์ล พอปเปอร์ ผู้ที่ทะไลลามะได้พบปะและสนทนาด้วยหลายหน พอปเปอร์เป็นบุคคลสำคัญในวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้เสนอทฤษฎีหักล้างความจริงว่า “ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ ต้องมีข้อแม้ในตัวทฤษฎีที่แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเท็จได้” ทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลกไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะไม่มีข้อแม้ที่พิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนั้นเป็นเท็จ เรื่องนี้ช่วยยืนยันแก่ทะไลลามะว่า คำถามหลายคำถามที่เกี่ยวข้องกับภาวการณ์ดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น จริยธรรม ความงาม และจิตวิญญาณ อยู่นอกระบบของวิทยาศาสตร์ ในขณะที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่การศึกษาทั้งสามเรื่องนี้อย่างพินิจพิเคราะห์

อย่างไรก็ดี ทะไลลามะยอมรับความเหนือชั้นของวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเครื่องมือการให้เหตุผลอันมหัศจรรย์ ได้แก่คณิตศาสตร์ การสรุปความเห็นด้วยคณิตศาสตร์ มีระดับที่สูงเกินกว่าที่รูปแบบตรรกะทั่วไปจะทำได้ ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์มีเครื่องมือการเข้าถึงปรากฏการณ์น้อย-ใหญ่ ใกล้-ไกลด้วยความแม่นยำสูง เกินกว่าที่คนคนหนึ่งที่ใช้โสตประสาทของตนโดยตรงจะทำได้ วิทยาศาสตร์รู้จักนำพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ให้ทำงานที่เกินกว่าคนคนหนึ่งจะออกแรงได้ กระนั้น วิทยาศาสตร์มีขอบเขตจำกัด ยังมีพื้นที่เพื่อการศึกษาทางศาสนาอยู่อีกมาก

บทความนี้เริ่มด้วยสถานการณ์อันน่าเศร้าสลดของสงคราม ซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรม ต่อมาได้พยายามเชิญชวนให้เกิดความเห็นอกเห็นใจและขอให้ช่วยกันแผ่ความกรุณาไปสู่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริยธรรมเช่นกัน ศาสนาสามารถสอนเราในเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไปไม่ถึง ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์ได้ช่วยให้เรามีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ พร้อมทั้งช่วยลดความหลงใหลในบางเรื่องของมนุษย์ รวมทั้งชี้อันตรายที่จะเป็นภัยคุกคามมนุษย์ ซึ่งจริยธรรมความร่วมมือเท่านั้น ที่จะช่วยปัดเป่าบรรเทาได้

การทำความเข้าใจและพัฒนาประสบการณ์ความว่าง จะช่วยให้เราเท่าทันท้าว 3 ตนแห่งตัวตน และลดการหลงใหลในอัตตา ส่วนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะฟิสิกส์ควอนตัม (ที่รวมถึงความไม่แน่นอนของไฮเซ็นเบิร์ก และแมวของชโรดิงเกอร์) และประสาทวิทยา (ที่ช่วยให้เข้าใจการทำงานของสมอง) น่าจะช่วยให้เราเข้าใจโลกที่ไม่แน่นอนและว่างเปล่าได้มากยิ่งขึ้น ผลที่หวังคือการเจริญความกรุณาที่โลกกำลังต้องการอยู่ในขณะนี้

โคทม อารียา