หน้าแรก คอลัมนิสต์ การปกครองคณะส...

การปกครองคณะสงฆ์ : โดย ดร.ธวัชชัย พิกุลแก้ว

17.01.17 | 13:00 น.

การปกครองคณะสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 20 คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคมโดยมีสมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม

ดังนั้นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งและมีอธิบดีกรมการศาสนา เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนาทำหน้าที่ สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้มีคณะใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคให้จัดแบ่งเขตปกครอง (1) ภาค (2) จังหวัด (3) อำเภอ (4) ตำบล

โดยให้มีพระภิกษุเป็นผู้ปกครองตามขั้นลำดับ (1) เจ้าคณะภาค (2) เจ้าคณะจังหวัด (3) เจ้าคณะอำเภอ (4) เจ้าคณะตำบล

ส่วนการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่นๆ และไวยาวัจกรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

ดังนั้น การปกครองคณะสงฆ์ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมซึ่งมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และมีฆราวาสคืออธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง และทำหน้าที่สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็ฝ่ายธุรการเท่านั้นเองเพียงคนเดียว การปกครองคณะสงฆ์ไม่มีใครไปก้าวล่วงได้และก็เกิดการยอมรับเสมอมาทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร

Advertisement

ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 ที่ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลงให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโส โดยสมณศักดิ์ รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา 8 สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม

ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาแก้ไขมาตรา 7 เห็นชอบ 3 วาระรวด โดยลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วยคะแนน 184 : 0 งดออกเสียง 5 โดยไม่มีผู้คัดค้านเพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 ใช้เวลาเพียง 5 นาที โดยไม่มีผู้ใดอภิปราย จากนั้นเข้าสู่การลงมติในวาระที่ 3 โดย สนช. ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ 182 : 0 งดออกเสียง 6 เพื่อประกาศ พ.ร.บ.สงฆ์ ให้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้การพิจารณากฎหมายดังกล่าว สนช.ใช้เวลารวมกันเพียง 1 ชั่วโมง (จากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2559 หน้า 10) ซึ่งถ้าเป็นการพิจารณากฎหมายก่อนปี 2557 ที่จะใช้เวลานานและมติก็คงไม่เป็นเอกฉันท์เหมือนปัจจุบัน

กฎหมายคณะสงฆ์ที่แก้ไขโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นกฎหมายบังคับใช้ และจะคงเป็นการกลับมาที่เดิมก่อนปี 2535 ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

คณะสงฆ์ปัจจุบันจะแบ่งกันภายในคือ มหานิกายและธรรมยุต ที่แล้วมาก่อนปี 2535 สมเด็จพระสังฆราชจะมาทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต ถ้ามีอาวุโสด้านพรรษาการอุปสมบทสูงสุด โดยสมเด็จพระราชาคณะและตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) บังคับใช้ สมเด็จพระสังฆราชจะมาจากสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงใช้อำนาจผ่านอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ พระองค์ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้

ข้อเสนอแนะ

1.ให้องค์กรที่เกี่ยวข้องในการออกกฎหมายคณะสงฆ์ มีการประชุมปรึกษาหารือกันโดยมุ่งประโยชน์ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ถึงแม้ว่ากฎหมายได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว ก่อนที่กฎหมายคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) จะบังคับใช้ ควรมีการปรองดองกัน ให้เกียรติกัน อย่ามีอคติต่อกัน เพราะต่างฝ่ายก็ว่าตนเองถูก ทางที่ดีควรให้ทุกฝ่ายสามัคคีต่อกัน และฝ่ายฆราวาสก็ไม่ควรไปวิจารณ์คณะสงฆ์มากนัก เพราะเราถือศีลน้อยกว่าจะเป็นบาปกรรมได้ และถ้าทำให้สงฆ์แตกแยกจะเป็นอนันตริยกรรมเป็นกรรมที่มีโทษหนักสุด มีผลทันที ไม่มีระหว่างรอ และควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

2.ควรเผยแพร่กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับแก้ไข ให้ประชาชนรับทราบ ไม่ใช่เอาคนที่ขัดแย้งมาพูดในที่สาธารณะ หรือสื่อมวลชนจะทำให้ขัดแย้งกันขึ้นคิดว่าตนเองชนะ คนอื่นแพ้ ที่จริงแล้ว ผู้แพ้คือประเทศชาติ เกิดความแตกแยกความสามัคคีทั้งพุทธจักรและอาณาจักรของคนในชาติ

3.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรร่วมมือกับคณะสงฆ์ โดยมหาเถรสมาคมร่วมกันชี้แจงต่อคณะสงฆ์ และฆราวาส ว่ากฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ จะไม่กระทบต่ออำนาจปกครองคณะสงฆ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับแก้ไขโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ฉบับที่แก้ไข่ใหม่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

4.ฝ่ายฆราวาสไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อคณะสงฆ์ และควรยกย่อง เคารพบูชา เพราะภิกษุที่อุปสมบท เป็นผู้เผยแผ่พระธรรมของสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนฆราวาส เป็นผู้สนับสนุนและประพฤติให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม

สรุป

กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับแก้ไข โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่าน 3 วาระแล้ว ควรปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้และร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองมั่นคง สงบเรียบร้อย เจริญรุ่งเรือง และให้เกิดการยอมรับทุกฝ่าย ทั้งพุทธจักรและอาณาจักร ต่อไปถ้าปฏิบัติแล้วเกิดปัญหาขึ้นมาอีกก็สามารถแก้ไขได้ในโอกาสต่อไป โดยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมให้มากที่สุดจะดีมาก

ดร.ธวัชชัย พิกุลแก้ว
นายกสมาคมศึกษาธิการแห่งประเทศไทย