หน้าแรก คอลัมนิสต์ มาปรองดองอะไร...

มาปรองดองอะไรกันตอนนี้ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

17.01.17 | 13:10 น.

ความมหัศจรรย์ใจของสังคมนี้เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อเกิดกระแสของการพูดถึงการปรองดองอีกครั้งหนึ่ง จากรัฐบาลทหารที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศผ่านการทำรัฐประหาร และจัดการไล่ปรับทัศนคติประชาชนในประเทศ รวมทั้งใช้มาตรการทางกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยประชาคมโลกในทุกเวทีว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมิพักต้องกล่าวถึงว่า ความชัดเจนในเรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้งก็ยังไม่มีไม่นับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทหารที่มีกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกับนักการเมืองทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายอดีตรัฐบาลและอดีตฝ่ายค้านที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งการลงประชามติที่มีการห้ามการรณรงค์ไม่รับร่างอย่างเอาจริงเอาจัง อีกทั้งสองพรรคใหญ่ยังได้แสดงความอึดอัดกับร่างกฎหมายลูกต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการเลือกตั้งในฐานะเป็นกติกาใหม่ของการเมืองไทยในอนาคตด้วย สิ่งที่จะต้องตั้งคำถามเรื่องแรกคือ ทำไมรัฐบาลถึงเพิ่งจุดกระแสว่าจะดำเนินมาตรการปรองดองในตอนนี้ สิ่งที่ต้องถามอีกเรื่องคือ ถ้ารัฐบาลยังสามารถพูดอะไรก็ได้ในเรื่องปรองดองราวกับว่าสังคมนี้ไม่เคยพูดเรื่องปรองดองมาเลย มันแปลว่าอะไร? หรือการที่สื่อมวลชนไม่สามารถอธิบายอะไรได้นอกจากการรายงานไปวันๆ ว่าผู้มีอำนาจในวันนี้เขาต้องการทำอะไร สิ่งเหล่านี้ก็แสดงง่ายๆ ว่า สังคมนี้ยังไม่เคยเอาใจใส่ในเรื่องปรองดองอย่างจริงจัง

ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่ได้สนใจว่าจะทำหรือไม่ทำ ‚ใช่ไหม? ถ้าถามกันจริงๆ อาจจะต้องถามใหม่ว่า ใครกันแน่ที่จะเสียประโยชน์จากการปรองดอง? เพราะถ้ามีความปรองดองเกิดขึ้นจริงแล้ว ใครจะมีอำนาจในบ้านในเมืองได้บ้าง ทั้งจากคนที่อ้างความขัดแย้งในการก้าวเข้าสู่การยึดอำนาจปกครอง จากคนที่อ้างว่าฝ่ายตนเองถูก หรือจากสื่อที่รู้สึกว่า ความไม่ปรองดองนั้นขายได้มากกว่าความปรองดอง พอๆ กับที่ต้องตั้งคำถามว่า คนที่เสนอเรื่องปรองดองนั้น เสนออะไรที่เราจำได้บ้างไหมเท่าที่เราค้นพบในหน้าสื่อ เราจำได้แค่ว่า เคยมีการตั้งคณะกรรมการปรองดองโดยชุด ดร.คณิต ณ นคร เมื่อนานมาแล้ว

แต่คำถามก็คือ เคยมีใครจำได้ไหมว่าข้อเสนอคืออะไร

ประเด็นที่ต้องคิดก็คือ ข้อเสนอเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือว่าไม่มีใครสนใจข้อเสนอนั้นกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนที่ควรจะตอกย้ำ-นำเสนอประเด็นเรื่องของความปรองดอง หรือว่าข้อเสนอยังไม่เข้าตาประชาชนจริงๆ ประเด็นท้าทายคือว่า แล้วข้อเสนอที่จะมาถึงนั้นจะเข้าตาประชาชนจริงหรือไม่? หรือว่าการนำเสนอประเด็นปรองดองในรอบนี้มีจุดมุ่งหมายอื่นแอบแฝงอยู่

เรื่องแรกที่ควรทำความเข้าใจก็คือ รัฐบาลทหารนั้นเสนอเรื่องของความปรองดองในรอบนี้ในฐานะ “ส่วนหนึ่ง” ของโครงการขนาดใหญ่ ที่ผนวกเอาเรื่องของความปรองดองไปรวมกับเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน และการปฏิรูป มองในแง่นี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนยิ่ง อย่างน้อยความพยายามในการจุดข้อเสนอของรัฐบาลในรอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องของความปรองดองเป็นหนึ่งในสี่คำหลักที่เป็นหมุดหมายแห่งยุคสมัยของ คสช. นั่นคือ แผนยุทธศาสตร์ประเทศ ความปรองดอง การบริหารราชการแผ่นดิน และการปฏิรูป แน่นอนว่า มิติที่ไม่เคยถูกนำมาพูดถึงอาจจะมีเรื่องอื่นๆ ที่คนสนใจ เช่น ธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ซึ่งบางส่วนคงจะแทรกอยู่ในคำใหญ่ๆ สี่คำ หรือ จตุสดมภ์หลักอันใหม่ของ คสช. แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ควรจะมีความรู้สึกไม่ดีกับตัวรัฐบาลมากไปกว่านี้ เพราะอย่างน้อยภายในเวลาสามปี คำว่าความปรองดองก็โผล่เข้ามาในสี่เสาหลักของการมองอนาคตของ คสช.แล้ว นั่นหมายความว่าในการอยู่ในอำนาจต่อ เอ้ย ‚ในการก้าวลงจากอำนาจของ คสช.นี้ จะมีเรื่องของความปรองดองเป็นหนึ่งในเนื้อหาสาระหลักให้เราประเมิน นับเป็นเรื่องที่ท้าทายและน่าชื่นชมว่ารัฐบาลทหารกล้าที่จะนำเสนอประเด็นนี้กับสังคม และก็ต้องมาถามว่า เมื่อรัฐบาลนำเสนอประเด็นนี้ให้กับสังคม คงต้องเริ่มสำรวจดูกันอีกทีว่า สังคมนั้นพร้อมที่จะต่อสู้ต่อรอง หรือร่วมมือกับรัฐบาลทหารมากน้อยแค่ไหน

Advertisement

เพราะเราไม่เคยจดจำอะไรได้ว่าข้อเสนอของคณะกรรมการชุดอาจารย์คณิตคืออะไร หรือข้อเสนอของคณะกรรมการชุดอื่นๆ คืออะไร ทั้งที่มีการตีพิมพ์บทสัมภาษณ์มากมาย เป็นไปได้ไหมว่าข้อเสนอยังไม่จับใจผู้คน หรือข้อเสนออาจจะดี แต่ว่าคนที่ควรจะยอมรับ เช่น ชนชั้นนำ แกนนำ และสื่อ ไม่เคยสนใจข้อเสนอเหล่านั้น ก็เลยทำให้เนื้อหาสาระไม่ได้ลงมาที่ระดับประชาชนได้เลย เราจึงจำได้และเห็นผลชัดเจนเพียงแค่ว่า ถ้าความปรองดองหมายถึงการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยเหมาเข่ง ก็จะมีคนไม่เห็นด้วย ดังที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองจนนำไปสู่การปิดกรุงเทพฯ และเกิดการทำรัฐประหารมาแล้ว และเราไม่ได้รู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่จำเป็นถึงขนาดจะต้องกดดันรัฐบาลทหารให้ทำอะไรให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ ดังที่จะเห็นว่า แม่น้ำทุกสายของรัฐบาลทหารนั้นก็พร้อมที่จะคิดทุกอย่างในวิถีว่า “ถ้าปล่อยเวลาให้ยาวนานที่สุดตามขั้นตอนจะใช้เวลาเท่าไหร่” มากกว่าที่จะคิดว่า “ทำให้เร็วที่สุด” ได้แค่ไหน ที่เขียนวกไปวนมานี้ต้องการย้ำสองเรื่องก็คือ

1.ข้อเสนอหลักในเรื่องของความปรองดองที่ผ่านมาในอดีตอยู่ที่ไหน ทำไมถึงไม่ได้รับการตอบรับจากสังคม (มิติจากตัวข้อเสนอเอง)

2.ตัวผู้ที่จะมีบทบาทต่อกระบวนการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นตัวคู่ขัดแย้งเอง และสื่อ รวมทั้งแกนนำ และผู้มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นต่อสังคมนั้น มีมุมมอง และได้รับโทษ หรือประโยชน์ จากการเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมกับกระบวนการปรองดองอย่างไร (มิติจากตัวผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเอง)

ลองตั้งคำถามดูนะครับว่า รัฐบาลทหาร หรือสังคมนี้กันแน่ที่ไม่พร้อมจะปรองดอง นี่ขนาดทหารเขานำเสนอประเด็นออกมาแล้ว ก็ยังไม่ได้มีเสียงขานรับในลักษณะที่รับหรือไม่รับ หรือกดดันให้ทหารนำเสนอประเด็นว่าความปรองดองของทหารคืออะไร หรือไม่เคยมีการกดดันทหารเลยว่า ทหารจะต้องตอบว่า การปรองดองของทหารนั้นเหมือนหรือต่างจากข้อเสนอในเรื่องความปรองดองที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นอย่างไร

ทีนี้มาลองตั้งคำถามดูอีกครั้งว่า ถ้าสมมุติว่าเราจะลองเริ่มใหม่อีกครั้งกับเรื่องของการปรองดอง เราควรจะตั้งประเด็นอะไรกันบ้าง

1.เราควรจะกลับไปสำรวจว่าเคยมีข้อเสนออะไรมาแล้วบ้าง แล้วลองประเมินดูว่าข้อเสนอแต่ละกลุ่มนั้นมีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง

2.เราควรจะพิจารณาท่าทีของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะตัวรัฐบาลทหาร ชนชั้นนำ แกนนำ สื่อมวลชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว หรือผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดี หรือผู้ที่จะถูกดำเนินคดี

รวมทั้งผู้คนที่คิดว่าตัวเองเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งสองเรื่องแรกนี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ ต้องสำรวจดูให้ถ่องแท้ว่าตอนนี้สถานะของเรื่องการปรองดองอยู่ที่ไหน

ย้ำว่า “สถานะของเรื่อง” อาจจะสำคัญกว่า “สถานการณ์” ของความปรองดองด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นเราจะพายเรืออยู่ในอ่าง หรือทำให้การพูดเรื่องความปรองดองเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางการเมืองที่ใช้ซื้อเวลาเพื่อให้ฝ่ายของตัวเองนั้นได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่เท่านั้นเอง

3.การพึงระลึกเสมอว่า การปรองดองนั้นเกี่ยวข้องกับ “ความยุติธรรม” ทั้งในส่วนของ “ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในอดีตและที่ยังดำรงอยู่” กับการพูดถึง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน”
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องของความยุติธรรม ที่พูดถึงนี้คือเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรมาในอดีต

และการเข้าใจร่วมกันว่า จะเดินไปด้วยกันต่อในสังคมนี้ได้ ไม่ใช่แค่จับเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ต้องสามารถหาคนผิดให้เจอ และทำให้คนผิดยอมที่จะรับการลงโทษในสังคม
เรื่องนี้จะว่าง่ายๆ ในกรณีที่ทุกคนยอมรับตรงกันก่อนว่าใครผิด

แต่ถ้าในสังคมที่ยังไม่มีการยอมรับร่วมกันว่าใครผิด การหาคนผิด และหาความผิดที่จะให้ทุกคนยอมรับนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมันจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ นั่นหมายถึงว่า ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านคือเรื่องของการยอมไม่ดำเนินคดีในบางเรื่อง เพื่อแลกมาซึ่ง “ความจริง”
ความจริงที่เราเรียกว่า “ความจริงเพื่อความปรองดอง”

อาทิ การแลกการสารภาพ ในฐานะการยอมรับผิด หรือ ซัดทอดไปยังผู้บงการ แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความจริง” เป็น “ความจริงเพื่อความปรองดอง” เป็น “ความจริงเพื่อการเปลี่ยนผ่าน”

สิ่งสำคัญในเรื่องนี้ที่จะต้องถามย้อนกลับไปก็คือ รูปแบบของการตั้ง “ผู้เชี่ยวชาญ” ในฐานะคณะกรรมการในอดีตนั้นมันไม่สามารถทำให้เกิด “ความจริงเพื่อความปรองดองได้”

เพราะความจริงเพื่อความปรองดอง ไม่ใช่เรื่องของการสืบสวนในทางปกติ หรือเรื่องของความฉลาดและความรู้ความสามารถของผู้ที่ถูกแต่งตั้งในการ “ฟันธง” ว่าปัญหาคืออะไร

แต่มันหมายถึง “การเขียนความจริงร่วมกัน” ของคนทุกคน ดังนั้นท่าทีสำคัญที่ไม่เกิดขึ้นในกระบวนการปรองดองในอดีตก็คือ ฝ่ายที่ตนเป็นคู่ขัดแย้งกันนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็น “เจ้าของ” และ “เจ้าภาพ” ของกระบวนการดังกล่าว

ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งเดิม คือ สองสีเสื้อรู้สึกว่าเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรจากกระบวนการปรองดอง

มิพักต้องกล่าวว่า ในวันนี้ทั้งสองสีเสื้อกลับเผชิญกับคู่ขัดแย้งใหม่ที่เข้ามาจัดการพวกเขาด้วย ในนามของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารและใช้กฎหมายในการจัดการและไม่จัดการพวกเขา

ย้ำอีกครั้งว่า เอกสารที่ออกมาจากเรื่องของความปรองดองต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ

ไม่ใช่เอกสารของความใฝ่ฝันของคนดีหรือผู้มีความรู้ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

ถ้าสุดท้ายคู่ขัดแย้งไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของกระบวนการนี้ และเสียงของเขาไม่ถูกนับ กระบวนการปรองดองเกิดขึ้นได้ยากครับ

ที่สำคัญ มันสะท้อนว่า ทุกฝ่ายไม่ได้มี “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” กับกระบวนการปรองดองนี้เลย

ลองย้อนกลับไปว่า เราได้ข่าวมากน้อยแค่ไหนว่าแต่ละฝ่ายในกระบวนการปรองดองเขาเห็นอย่างไรกับแนวทางการปรองดองที่ผ่านมา หรือส่วนใหญ่เป็นข่าวการให้สัมภาษณ์ของตัวคณะกรรมการเองที่อ้างว่าได้ประเด็นมาจากพวกคนที่เป็นคู่ขัดแย้ง

4.อีกเรื่องที่สำคัญยิ่งที่เราละเลยมาโดยตลอดก็คือ ความปรองดองนั้นไม่ใช่เรื่องเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ หรือสงครามกลางเมืองที่มีคนทะเลาะกัน แต่เรื่องสำคัญก็คือ ความขัดแย้งที่จะต้องนำไปสู่เรื่องของความปรองดองมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ในระดับโครงสร้างที่สำคัญก็คือ เรื่องของ “อาชญากรรมโดยรัฐ” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะยุคที่สีเสื้อไหนครองอำนาจ หรือทั้งสองสีเสื้อไม่ได้ครองอำนาจ มันเกี่ยวเนื่องกับการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ทั้งด้วยอาวุธ หรือโครงสร้างการบังคับใช้กฎหมาย ที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมามีปฏิบัติการทางการเมืองบางอย่างเพื่อตอบโต้กับรัฐ

ถ้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่เป็นความขัดแย้งที่มีระหว่างประชาชนกับ (อำนาจ) รัฐ สิ่งที่ต้องตั้งคำถามก็คือ กระบวนการปรองดองจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมไปได้แค่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต

ไม่ใช่มองว่าจะสามารถใช้กฎหมายและอำนาจรัฐในการกดให้ทุกฝ่ายทำตามที่ตนต้องการ หรือมองว่าปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะใช้อำนาจรัฐไม่เพียงพอ ทั้งที่ยิ่งใช้อำนาจรัฐมากเกินไปในบางกรณี ความยุติธรรมอาจจะไม่บังเกิด เพราะใครๆ ก็อยากได้อำนาจรัฐ หรือ ถ้าไม่ได้อำนาจรัฐก็จะต้องขัดขวางการใช้อำนาจรัฐให้ถึงที่สุด เป็นต้น

5.พึงระลึกเสมอว่าความปรองดองคือการ “ซ่อมแซม” ความสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งการซ่อมแซมนั้นมีทั้งที่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบัน ระบบระเบียบ และเปลี่ยนแปลงตัวผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความปรองดองนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะมองจากมุมมองของการ “เชื่อฟัง” แต่จะต้องเริ่มจาก “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”

ความไว้เนื้อเชื่อใจจะหายไปเมื่อเกิดความขัดแย้ง และอาจหายไปจากการกดขี่/กดบังคับ เช่นกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจจะนำไปสู่การยอมรับบทบาทของกันและกัน และจะนำไปสู่การทำตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นหากไม่มีการยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจากฝ่ายคู่ขัดแย้ง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ความไว้เนื้อเชื่อใจก็จะเกิดขึ้นได้ยาก พูดง่ายๆ ว่า การเสียอะไรไปบ้างทำให้ได้อะไรกลับมาบ้าง และกลายเป็นข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช่ทุกฝ่ายเสียหมด มีได้อยู่กลุ่มเดียวคือกลุ่มที่อ้างว่าเป็นกลางที่ไม่ได้เข้ามาจากการเรียกร้องของแต่ละฝ่ายเลย อันนี้ก็เป็นไปได้ยาก

6.เรายังไม่เคยเห็นบทบาทในการทำหน้าที่นำเสนอประเด็นทางการเมืองของคณะทหารอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่มีความขัดแย้งมานานนับทศวรรษ หากเทียบกับในอดีตที่ทหารมีการนำเสนอความคิดแนวประชาธิปไตย หรือทหารฝ่ายพิราบ ที่เชื่อว่าการเมืองนั้นจะต้องนำการทหาร อย่างกรณีในยุคสมัยของพลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี และมีพลเอกชวลิตเป็นหนึ่งในทีมงาน
สิ่งที่เราเห็นจากทหารชุดนี้คือ “ความมั่นคง” และ “ความสงบเรียบร้อย” นำในทุกๆ เรื่อง

เราเห็นแต่ “แผนยุทธศาสตร์” คือมนตราที่ใช้ในทุกปาฐกถา ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นว่าแตกต่างไปจากความคิดที่เคยมีอยู่ในสังคมอยู่แล้วอย่างไร และต่างจาก “แผนที่ระบบราชการส่งขึ้นไป” อย่างไร?

เราเห็นการนำเสนอความเห็นของทหารเป็นเรื่องการข่าวที่ตอบโต้ผู้คนมากกว่าจะสามารถนำเสนอทางเลือก หรือโอบอุ้มประเด็นในสังคมไปด้วยกันอย่างไร
ไม่นับว่าเราเห็น “นักการเมืองพันธุ์ใหม่”