วันเด็ก 14 มกราคม เป็นวันที่เราให้ความสำคัญกับบุคคลที่เป็น “เด็ก” เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ที่จะเติบโตเป็น “ทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติ”
วันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู เป็นวันที่ “ครู” ทั่วประเทศ ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทรงคุณค่า มีหน้าที่เป็น “ผู้ให้” เป็น “เรือจ้าง” เป็นผู้ถ่ายทอดประสิทธิ์ประสาท องค์ความรู้ ประสบการณ์ “ปัญญา” ให้เด็กรู้จักแยกแยะดี-ชั่ว ถูก-ผิด จิตวิเคราะห์ จิตสังเคราะห์ได้ รวมทั้งการตัดสินใจที่ถูกต้อง เป็นธรรม อย่างเป็นคนที่มีระบบ ระเบียบในชีวิต เป็นผู้มีวินัย รู้หน้าที่ มีความสามัคคี เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้มีกตัญญูกตเวที
แต่การปลูก “ความคิด” ทั้งหมด ต้อง “เริ่มที่แม่ แก้ที่พ่อ ก่อที่ครู ผูกที่ลูก” “ความคิด” เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา “ปัญญา” การคิดแบบแยบคาย ทำให้เกิดปัญญา แต่กระบวนการในการที่จะให้เกิดความคิดนั้น ที่ผ่านมาเรามักพูดกันเสมอๆ ว่า “เด็กมีปัญหา” ตลอดเวลาไปโทษเด็ก? ชอบพูดว่า “เอาแต่ท่องจำ ไม่รู้จักคิด แล้วก็เลยจะให้เด็กคิดโดยไม่ท่องจำ” เรื่องนี้สำคัญมาก ต้องระวัง หลายๆ คนในโลกนี้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเกือบทั้งหมด เบื้องต้นมาจากการ “ท่องจำ” หรือพูดภาษาใจว่า “ทำบ่อยๆ” ให้หัดทักษะจนชำนาญ เชี่ยวชาญ นำไปสู่การประยุกต์ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ ด้วยการคิด คิดโดยใช้องค์ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เคยพบเห็นมา เคยได้ใช้มาก่อนแล้วได้ผล อาจจะบอกว่า แม้แต่ “องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า” ซึ่งเกิดแต่นางสิริมหามายา ประสูติพระราหุล แล้วเติบโตก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ตอนอายุ 35 พรรษานั้น ก็มีวิธีการ “ท่องจำ ทำบ่อยๆ” เหมือนกัน ผู้เขียนเองคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เรื่องนี้ต้องระวัง มันอาจจะกลายเป็นวิธีการ “แบ่งแยกส่วน” และอาจจะกลายเป็นสุดโต่ง ซึ่งไม่เป็นธรรมชาติที่แท้จริง
“ความจำ” และ “ความรู้ความเข้าใจ” เป็นองค์ประกอบของ “ความคิด” แทนที่จะแยกมันขาดออกจากกันไป เราควรมาดูว่าในการพัฒนา “ปัญญา” นี้มีองค์ประกอบอะไรบ้าง สัมพันธ์กันอย่างไร เกื้อหนุนอาศัยกันอย่างไร : ถ้าจำอย่างเดียว ก็จะเหมือน “นกแก้ว นกขุนทอง” หรือถ้า “คิดอย่างเดียว” ก็เป็นการคิดเลื่อนลอย เพ้อฝัน เพ้อเจ้อ ซึ่งเป็นกันมาก
ทุกอย่าง เริ่มด้วย “ความจำ” การจำก็คือ การเก็บรักษาข้อมูล และความจำก็คือ “ข้อมูล” ที่เรามีพร้อมอยู่กับตัว การจำนั้นก็ต้องรู้จักจำ หรือจำให้เป็น โดยรู้จักเลือกสรรข้อมูลที่จำ เลือกสรรความรู้ที่จะบันทึกเข้าไว้ในตู้ความจำ และจัดระบบข้อมูลเป็นระบบในตู้ความจำ
“การคิด” ต้องอาศัยความรู้ในปัจจุบัน อดีตบ้าง โดยมีความจำดี ข้อมูลมาก เชื่อมโยง และผนวกกับ “ความคิดใหม่” ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ การคิดให้ครบกระบวนการ เป็นการคิดในเชิงระบบบูรณาการกัน นำไปสู่.. “การรู้ การเข้าใจความจริง” และ “การรู้จักจัดทำให้เสร็จ หรือใช้ประโยชน์” วงกลมนี้หมุนไป เดินหน้าไป ก็เกิดการ… “พัฒนาของปัญญา”
ความจำ ความคิด การรู้ เข้าใจความจริง หรือมีข้อมูลใหม่ แปลกๆ ก็จะ reflex เข้าไปสร้างสิ่งใหม่ในความจำ ปรับปรุง ปรับตัว ปรับความคิดใหม่ สร้างความรู้ เมื่อความเข้าใจความจริง ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับ “ปัจจุบันสมัยใหม่” ที่แปลกใหม่ให้บรรลุผล นั่นคือ “วงจรความคิด สู่การปฏิบัติ” หรือเรียกว่า “วงจรความคิด สู่ปัญญา” ซึ่งเป็น “รูปแบบ” หนึ่งของการพัฒนา “ปัญญา”
“ปัจจัยที่เกื้อหนุนความคิด” : ที่พูดๆ กันเสมอๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่บางคน ชอบตำหนิว่า “เด็กไทยไม่รู้จักคิด” ผู้เขียนได้ฟังแล้วแสบทรวงแทน คำดังกล่าวเรามาดูว่ามีความหมายอย่างไร? ได้แก่ ไม่รู้จักคิด หรือคิดไม่เป็น ก็คือ คิดบ้างเหมือนกัน คิดฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย ถ้า “คิดเป็น” ก็ตรงข้าม
เรามาดูที่ต้นเหตุ ถามว่า ผู้ใหญ่ปฏิบัติกันกับเด็กไทยอย่างไร? ประเด็นสำคัญคือ ทำความเข้าใจกันก่อนว่า “เด็กไทยไม่รู้จักคิด” คือ ไม่คิดในทางที่เป็นประโยชน์ หรือคิดแล้วเกิดโทษ การไม่คิดของเด็ก โดยเฉพาะ 1.ไม่อยากคิด 2.ไม่ต้องคิด 3.ไม่เคยคิด ทั้งนี้ เกิดจากปัจจัย 2 ด้าน คือ :
ปัจจัยภายใน : เด็กขาดความใฝ่รู้ ใฝ่หา หรืออยากรู้ อยากทำ ความใฝ่ทำ หรือใฝ่สร้างสรรค์ เป็นตัวบีบหรือเรียกร้องให้เกิดบุคคลที่สำคัญ ที่ใกล้ชิดที่สุด คือ “พ่อแม่” เป็นอันดับแรก “คุณครู” เป็นอันดับ 2 สัตว์ทั่วไปคิดไม่เป็น แต่ช่วยตนเองได้ตั้งแต่เกิดด้วยบางเรื่องเพราะสัญชาตญาณ แต่ “เด็กเล็ก” ไม่มีสัญชาตญาณเหมือน “สัตว์” ต้องอบรม สั่งสอน ปลูกฝัง กล่อมเกลา (Socialization) …ต้องมี ต้องทำให้เกิด ต้องทำให้ได้ ตั้งแต่แรกคลอด โดยพ่อแม่ เมื่อเข้าสู่วัยเรียนโดย “ครู” โดยพ่อแม่อบรมให้จำดี คิดดี มีพฤติกรรมดี ส่งต่อให้ “ครู” ต้องทำหน้าที่ของ “ครู” ทำหน้าที่เป็น “พ่อแม่” คนที่สอง อบรม สั่งสอน ปลูกฝัง กล่อมเกลาเหมือน “ลูก” ขอให้เขาเป็นคนดี มีสติปัญญา เข้าสังคมได้ดี ซึ่งเมื่อเด็กเจริญเติบโตเรียนรู้จากครูประถม ส่งต่อครูมัธยม ส่งต่อให้ “ครูมหาวิทยาลัย” เป็นปลายทางการศึกษาพัฒนา เตรียมตัวเด็กให้เป็น “บัณฑิต” เป็นคนที่มีคุณค่าทั้งด้าน ความคิด เข้าสังคมได้ดี อย่างเป็นผู้ประเสริฐที่เรียกว่า คนมีปัญญา สอดคล้องตามอุดมการณ์ของประเทศต้องการได้ “คนดี คนเก่ง”
ปัจจัยภายนอก : สถานการณ์บางอย่าง เช่น ภัยอันตราย สภาพการเป็นอยู่ที่บีบรัดต่างๆ คือ มีการแข่งขันมาก แก่งแย่งอิจฉาในสังคม การพัฒนาความคิดสู่ปัญญา นี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่อง “ทุนทางสังคม” จะต้องตระหนักไว้ว่า ถ้าเราไม่มี “วัฒนธรรมในการคิด” ไม่ได้ฝึกฝน ปลูกฝังความคิด การหาความรู้ สร้างประสบการณ์มาตั้งแต่เด็กในท้องแม่ เด็กเล็ก เด็กเข้าโรงเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย เด็กก็จะไม่มีนิสัยในการคิดเป็น “ทุนสังคม พึงต้องมี” เด็กเมื่อมีอะไร พบอะไร เห็นอะไร เด็กจะต้องประยุกต์ พัฒนาความคิดได้ทันที เพราะเราได้รับการดูแลอบรมตั้งแต่ในท้องพ่อท้องแม่ จะทำให้หาทางแก้ปัญหาในฉับพลัน แก้ปัญหาได้ถูกแง่มุม ตรงกับเหตุปัจจัยของชีวิตและสังคมนั้น
หากมองถึงอนาคต ย่างเข้าศตวรรษที่ 21 ยุคเฟื่องฟูทางเทคโนโลยี นโยบายรัฐบาลกำหนดให้ประเทศไทย 4.0 สู่คนไทย 4.0 ก็คงมุ่งในแง่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อเราต้องดูความเจริญก้าวหน้าของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางเทคโนโลยี “เราจะเตรียมเด็กไว้รับมือกับสังคมแวดล้อม” และความเจริญของยุคสมัยได้อย่างไร? จะทำให้เด็กมีคุณสมบัติ พร้อมที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมและมีชีวิตในสังคมแบบนั้นอย่างดีที่สุดได้อย่างไร?…
คุณสมบัติตัวยืนของความเป็น “มนุษย์” ตาม “ยุคสมัย” นั้น “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” ได้ระบุว่า มี 4 ประการ คือ :
1.เข้าถึงธรรมชาติ นี่เป็นข้อสำคัญ ที่จะเข้าถึงธรรมชาตินั้น รวมถึงการรู้จักปฏิบัติต่อวัตถุ สร้างสรรค์ของ “มนุษย์” ตลอดจนเทคโนโลยีด้วย ในแง่ที่โยงกับธรรมชาติ โดยไม่ให้เกิดความแปลกแยกไม่ขัดแย้ง แต่ให้สำนึกตระหนักถึงกัน ให้เพื่อเกื้อกูลกัน ข้อนี้เป็นเรื่องยาก… แต่พ่อแม่ ครู เป็นหน้าที่ที่ต้องปลูกฝัง กล่อมเกลา…ก้าวข้าม หรือพลิกความ “ยาก” สู่ “ความง่าย”… ให้เกิดความสำเร็จให้ได้ จนเป็น “วิถีชีวิต” ไทยๆ ให้จนได้ ให้เป็น เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
2.ไม่ขาดไมตรี : คืออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์แก่สังคม ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ “สังคมมนุษย์” ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ซึ่งโยงออกไปประสานกับข้อ 1. โดยรวมเป็นสิ่งแวดล้อมด้านมนุษย์ด้วยตนเอง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงโลกแห่งวัตถุทั้งหมด
3.มีจิตตั้งมั่น : คือ มีจิตใจเข้มแข็ง มีพื้นฐานจิตใจที่มุ่งมั่น จะพัฒนาชีวิตของตนให้เจริญงอกงามขึ้นไปจนเต็มสุดศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นไม่หลงใหลวัตถุและเทคโนโลยีจนลืม “ความจริง” กับจิตวิญญาณของมนุษย์
4.ใช้ปัญญาของชีวิตสู่จุดหมาย : คือ มีปัญญาที่สามารถแก้ปัญหาได้ และนำพาชีวิตไปให้ถึงจุดหมาย คุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมด 3 ข้อข้างต้นนี้ จะสัมฤทธิ์ได้ก็ด้วย “ปัญญา” เป็นหลักประกัน ถ้าไม่มีปัญญา ทุกอย่างก็เลือนราง
ข้อคิด 4 ข้อนี้ เข้าถึงธรรมชาติ ไม่ขาดไมตรี มีจิตตั้งมั่น ใช้ปัญญาของชีวิตสู่ “จุดหมาย” เป็นคุณสมบัติสำคัญ หากนำมาตั้งเป็น… จุดหมายในการพัฒนา “ตน” เราก็จะมองเห็นปัญหา “สังคม” โดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างถ้วนถี่
ดังนี้ : Child Centre… “เด็กเป็นศูนย์กลาง” การพัฒนา แนวคิดสำคัญ “เพื่อให้เขาทำ” ไม่ใช่ “ตามใจ” นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขออย่าได้เป็นกระทงหลงทาง ต่อไปต้องเริ่มตั้งแต่ “เด็ก” อยู่ในท้องแม่ เด็กอ่อน เด็กเล็ก เด็กนักเรียน เด็กนักศึกษา เด็กนิสิต อยู่กับ “ครู” ร่วมคิด ร่วมทำ พัฒนาเด็กอย่าง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ก้าวข้ามความ “ยาก” ให้เป็นความง่ายให้ได้
จาก วันแม่ วันพ่อ วันเด็ก จนถึง วันครู ทั้งหมดคือคนสำคัญ ที่จะร่วมกันทำให้เกิดให้ได้ คือ “วัฒนธรรมทางปัญญา” (Culture of Wisdom) ปัจจุบันนี้ เราไม่มีวัฒนธรรมทางปัญญา มีแต่วัฒนธรรมในการเสพบริโภค แม้แต่วัฒนธรรมเก่าที่มีสืบมา คือ วัฒนธรรมทางจิตใจ เช่นที่บอกว่า คนไทยเป็นคนมีน้ำใจ ก็ค่อยๆ เลือนรางหายไป ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ให้ข้อแนะนำว่าปลูกฝังเด็กเล็กๆ ของเรา ใฝ่แสวงหาปัญญา ใฝ่หาความรู้ การค้นคว้าหาความรู้ ดูจากแดนตะวันตก “ต้นแหล่งอารยธรรมทางปัญญา” เป็นต้นแบบคัดเลือกสรร มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการทำกิจกรรมทางการงาน
แม้แต่ “พุทธศาสนา” ของเราเอง ก็มีข้อคิดเป็นแนวทางที่ดี ลด ละ เลิก จากติดเสพให้จงได้ หากเริ่มสร้างแต่เดี๋ยวนี้ เพื่อให้เด็กเกิดมาทุกคน เรียนอย่างสนุก บรรลุผลสัมฤทธิ์ มีความสุขในการเรียน ทั้งหลายทั้งปวง เด็กคืออนาคตของชาติ “การศึกษาคือการสร้างชาติ” ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อนทุกครั้งทุกคน
นั่นคือ เริ่มที่ “พ่อแม่” ก่อที่ “ครู” ปลูกฝังที่ “เด็ก” ให้เกิด “วัฒนธรรมทางปัญญา” (Culture of Wisdom) ไงเล่าครับ
นพ.วิชัย เทียนถาวร

