ในวงการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็ง เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งในช่องปากและลำคอเป็นมะเร็งชนิดที่ตรวจวินิจฉัยพบยากมากที่สุดชนิดหนึ่ง
ข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติเพื่อการแพทย์ (National Library of Medicine) ของสหรัฐอเมริกา ระบุเอาไว้ว่า โอกาสที่จะมีการตรวจพบโรคมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มต้นเท่าที่ผ่านมามีเพียง 28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
กว่าจะตรวจสอบพบและวินิจฉัยยืนยันมะเร็งในช่องปากและมะเร็งในช่วงลำคอได้ก็ต้องรอจนถึงระยะแสดงอาการ ผลก็คือ ผู้ป่วยต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้ยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่รอดชีวิตก็ลดน้อยลงจนเหลือต่ำมากนั่นเอง
ข่าวดีก็คือ ในเวลานี้วิทยาการทางการแพทย์ก้าวไปไกลมากขึ้นจนประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการตรวจหาร่องรอยโรคมะเร็งในช่องปาก และมะเร็งในลำคอในระยะเริ่มแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความแม่นยำสูงถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
ข้อที่ดียิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การตรวจหามะเร็งช่องปากและลำคอในระยะเริ่มต้นนี้สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยอาศัยการตรวจ “น้ำลาย” ของเราเท่านั้นเอง
อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อาศัยพื้นฐานของเทคโนโลยีดังกล่าวนี้กำลังยื่นขอความเห็นชอบจากสำนักงานอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อการวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และหวังว่าจะเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่จะพลิกโฉมหน้าการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ต่อไปในอนาคต
ผลงานน่าทึ่งนี้อยู่บนพื้นฐานผลงานการศึกษาวิจัยของ มาเรีย โซลิแดด โซซา นักวิจัยทางการแพทย์จากสำนักการแพทย์ไอคาห์น (Icahn School of Medicine) กับ ฮูลิโอ เอ. อากีร์เร-กีโซ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิจัยทางการแพทย์ประจำอยู่ที่วิทยาลัยการแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein College of Medicine)
โซลิแดด โซซา กับอากีร์เร-กีโซ และทีมวิจัย พบว่า สาเหตุที่การตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากและลำคอระยะแรกทำได้ยากมากนั้นเป็นเพราะเซลล์ของมะเร็งชนิดดังกล่าวมีขีดความสามารถในการ “พักตัวเอง” โดยทำให้เซลล์มะเร็งอยู่นิ่งเฉย ไม่แพร่กระจาย จนทำให้ยากต่อการตรวจหานั่นเอง
ทีมวิจัยศึกษาจนพบว่าตัวการสำคัญที่ทำหน้าที่ “เปิด-ปิด” การทำงานของเซลล์มะเร็งชนิดนี้ หรือ HNSCC cells ก็คือโปรตีนตัวหนึ่ง รู้จักกันในชื่อ NR2F1
NR2F1 เป็นโปรตีนรีเซปเตอร์ (receptor protein) ที่มีความสามารถในการแทรกตัวเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์มะเร็ง แล้วมีอิทธิพลต่อยีน (genes) หลายๆ ตัวภายในนิวเคลียส โดยสามารถทั้งเข้าไปยับยั้ง หรือกระตุ้นการทำงาน เมื่อทำหน้าที่ยับยั้ง NR2F1 ก็จะส่งผลให้เซลล์มะเร็งเข้าสู่ภาวะ “พักตัว” อยู่เฉยๆ เมื่อหยุดการทำหน้าที่ยับยั้งก็จะกระตุ้น NR2F1 ทำให้เกิดกิจกรรมการแบ่งตัว หรือทำให้มะเร็งเกิดการแพร่กระจายนั่นเอง
เท่ากับว่า NR2F1 ทำหน้าที่เสมือนหนึ่ง “เปิด-ปิด” การทำงานของเซลล์มะเร็ง HNSCC นั่นเอง
อาศัยองค์ความรู้ดังกล่าว ทีมวิจัยนำเอาข้อมูลทั้งหมดป้อนให้กับโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จนในที่สุดก็ได้ตัวยาชนิดหนึ่งชื่อ “C26” ที่สามารถทำให้ NR2F1 ทำงานส่งผลในการยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์ได้
ในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยต่อเนื่องทำให้พบด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติของจุลินทรีย์ในช่องปากขึ้นเมื่อส่วนช่องปากและลำคอมีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงนี้พบได้จากการตรวจหาสารพันธุกรรมจากแบคทีเรีย, เชื้อราและเซลล์ผิวหนัง โดยอาศัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ตรวจวินิจฉัย
ทีมวิจัยอาศัยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 945 คน ซึ่ง 80 คนในจำนวนนี้มีมะเร็งในช่องปาก และอีก 12 คนป่วยด้วยมะเร็งลำคอ พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงการแสดงออกของยีน (gene expression) แบบจำเพาะ 88 รูปแบบ กับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเอกลักษณ์อีก 182 รูปแบบในแบคทีเรียที่ได้จากผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งในลำคอและช่องปาก
เมื่อนำเอาโมเดลนี้มาใช้ในการตรวจสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เหลืออีก 230 คน โดย 82 คนในจำนวนนี้ป่วยเป็นมะเร็ง ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างมีมะเร็ง และบ่งชี้กลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้เป็นมะเร็งได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์
แสดงให้เห็นว่า การตรวจหามะเร็งเบื้องต้นโดยอาศัยการตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในช่องปาก (oral flora) จากน้ำลายดังกล่าวนี้มีประสิทธิภาพสูง และมีค่าความผิดพลาดทางลบ (false negative) และค่าความผิดพลาดทางบวก (false positive) อยู่ในระดับต่ำมาก
ตามสถิติแล้วผู้ป่วยมะเร็งในช่องปากและลำคอที่ตรวจวินิจฉัยพบตั้งแต่ระยะแรก โอกาสรอดชีวิตใน 5 ปี จะสูงขึ้นมากถึงระหว่าง 50 เปอร์เซ็นต์ถึง 84 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

