
นายกฯ ดัน “ลอยกระทง” สู่ระดับโลก เมื่อวันที่ 27 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ทวีตข้อความเนื่องในเทศกาลวันลอยกระทงว่า “ลอยกระทงเป็นประเพณีที่สืบสานกันมายาวนาน มีในหลายประเทศครับ ประเพณีลอยกระทงบ้านเราก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อขอขมาพระแม่คงคา และตอบแทนคุณที่มีน้ำให้เราได้ใช้กัน ลอยกระทงเป็นประเพณีที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ต่อยอดเป็นเวิลด์ คลาส เฟสติวัล (World Class Festival) ได้ และวันนี้ผมก็จะเดินทางไปสุโขทัยเพื่อไปร่วมประเพณีนี้ด้วย
แน่นอนว่าในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ รูปแบบของเทศกาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไป และผมเห็นว่าหลายภาคส่วนก็ได้เริ่มรณรงค์การเปลี่ยนรูปแบบแล้ว ทั้งการลดใช้วัสดุ การจำกัดขอบเขต แต่ผมยังคงตั้งเป้าที่จะให้มีมาตรการอื่นๆ ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้จริงจังมากยิ่งขึ้น ต่อไปในภายภาคหน้า
อันนี้เป็นโจทย์ให้กับทางกระทรวงวัฒนธรรมและคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) เพื่อไปคิดกันว่าเรา จะทำยังไงให้เทศกาลนี้ ทั้ง Celebrative, Festive และ Environmental Friendly มากขึ้น”
(ที่มา : มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 หน้า 1, 12)
ก่อนจะเป็นเวิลด์ คลาส เฟสติวัล ต้องทบทวนความเข้าใจให้แจ่มแจ้งตรงกัน
(1.) ลอยกระทงมีต้นตอจากขอขมาธรรมชาติ ได้แก่ ดินและน้ำ (ไม่ใช่แม่พระคงคาเท่านั้น) เป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีของคนทั้งหลายในอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว
(2.) ลอยกระทงทำจากใบตองเพื่อขอขมาธรรมชาติ เริ่มแผ่นดิน ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ ยังไม่พบที่อื่น
(3.) กระทงใบตองแม้จะย่อยสลายได้ แต่ส่วนประกอบของกระทงนั้นหลากหลายที่มีปัญหาการย่อยสลาย และอาจทำลายลำบากกลายเป็น “ขยะ” ซึ่งจะถูกพัดพาออกทะเล เป็นปัญหาในมหาสมุทร (ที่ไทยเราลอยขยะออกทะเลสมุทรวันละไม่น้อย เป็นที่รู้ทั่วโลก) เหล่านี้ลำบากที่จะตอบคำถามคนทั้งโลก จึงเป็นไปได้ยาก “เวิลด์ คลาส เฟสติวัล”
ทางเลือกอาจอยู่ที่ลอยกระทงดิจิทัล?
ดันสงกรานต์สะพัด 3.5 หมื่นล้าน นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล กล่าวว่า การจัดกิจกรรม World Water Festival เพื่อส่งเสริมประเพณีอันงดงามของไทยสู่สายตาชาวโลกให้หันกลับมามองประเทศไทยอีกครั้งผ่านประเพณี วัฒนธรรม และกิจกรรมต่างๆ ปี 2567 คณะกรรมการได้มีการจัดเตรียมกิจกรรมไว้กว่า 10,000 กิจกรรม 365 วันทั่วไทย วาระแห่งชาติคือการจัดกิจกรรมมหาสงกรานต์ World Water Festival ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าแห่งสงกรานต์โลก ที่ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิได้ โดยจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ผ่านงานมหาสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายน มีศูนย์กลางที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร และรวบรวมเรื่องราวทั้ง 77 จังหวัดผ่านขบวนแห่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งสุดยอดในจังหวัดนั้นๆ ตลอด 3 วัน 3 คืน และจะมีเวทีกิจกรรมโดยรอบ มีเวทีใหญ่ที่สนามหลวง และเวทีย่อยที่ลานคนเมือง และลานพลับพลามหาเจษฎาบิดินทร์ โดยจะมีการออกร้าน และจัดแสดงวัฒนธรรมไทย ซึ่งครอบคลุม 11 ซอฟต์เพาเวอร์ มีการประเมินว่ารายได้จากการจัดงานดังกล่าวเพียงกิจกรรมเดียว จะสะพัดไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท หลังจากนี้คณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อสรุปกิจกรรมทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม และจะมีการพิจารณางบประมาณทั้งหมดในเดือนมกราคม 2567
(ที่มา : มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566 หน้า 1, 5, 6)
“สงกรานต์” ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่ามีต้นตอเป็นวัฒนธรรมอินเดียที่ถูกทำเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เนื่องในศาสนาผี-พราหมณ์-พุทธ ดังนี้
- อุษาคเนย์ (รวมทั้งไทย) หลังฤดูเก็บเกี่ยวเข้าสู่หน้าแล้ง ไม่มีฝน ไม่ทํานา อากาศร้อน ครั้นถึงเดือน 5 (จันทรคติ) ตรงกับเมษายน (สุริยคติ) ราษฎรทําพิธีเลี้ยงผีประจําปี และมีการละเล่นต่างๆ เนื่องในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนติดต่ออินเดีย)
- สงกรานต์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในอินเดีย เกี่ยวกับขึ้นศักราชใหม่ของอินเดีย (ไม่ใช่ปีนักษัตร) เมื่อดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนย้ายเข้าราศีเมษ (สุริยคติ) เรียก “มหาสงกรานต์” ในเดือนเมษายน (ไม่ใช่วัฒนธรรมอุษาคเนย์)
- ชนชั้นนําอุษาคเนย์สมัยการค้าโลกเริ่มแรก รับ “มหาสงกรานต์” จากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1000 จากนั้นประสมประสานประเพณีพื้นเมือง (ในศาสนาผี) แล้วเรียก “สงกรานต์”
ดังนั้นทุกวันนี้ พม่า, ลาว, กัมพูชา, สิบสองพันนาในจีน และไทย จึงมีเทศกาลสงกรานต์ แล้วต่างเรียก “ปีใหม่” ของตนเหมือนกันหมด (ไม่ใช่เฉพาะไทย)
- ชนชั้นนําในไทยรับสงกรานต์จากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรรมทวารวดี) แล้วส่งต่อชนชั้นนําสมัยอโยธยา-อยุธยา ราว 700 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1800
สงกรานต์สมัยอโยธยา-อยุธยา มีพิธีกรรม 2 ระดับ คือ ราชสํานักกับราษฎร ดังนี้
สงกรานต์ในราชสํานักอโยธยา-อยุธยา เป็นพระราชพิธีขึ้นศักราชใหม่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นนํา (ไม่เกี่ยวกับราษฎร เพราะราษฎรไม่รู้จักสงกรานต์) ทําพิธีมี 3 อย่าง ดังนี้
- พิธีพราหมณ์อยู่ในเทวสถาน (มีหลายแห่ง)
- พิธีพุทธในวัดหลวง (เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมหาธาตุ ฯลฯ)
- พิธีผีมีใน “สนามใหญ่” (สนามหลวง)
- ไม่มีสาดนํ้า
ราษฎรสมัยอโยธยา-อยุธยาไม่มีสงกรานต์ เพราะไม่รู้จัก (เนื่องจากสงกรานต์เป็นพิธีหลวงจําเพาะในราชสํานัก)
แต่เดือน 5 หน้าแล้ง (ตรงกับเมษายน) ราษฎรมีพิธีเลี้ยงผีประจําปีเป็นปกติหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนราชสํานักรับ “สงกรานต์” วัฒนธรรมอินเดีย) คือ ผีบรรพชนและผีเครื่องมือทํามาหากิน เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารให้ชุมชน มีการละเล่นต่างๆ ที่สําคัญคือเล่นเข้าทรงลงผี ได้แก่ เข้าทรงผีฟ้า, เข้าทรงแม่ศรี (คือผีแม่โพสพ) แต่ไม่มีสาดนํ้า
ผีบรรพชน คือ ผีพ่อผีแม่, ผีปู่ย่า, ผีตายาย, ผีฟ้า
ผีเครื่องมือทํามาหากิน หมายถึง เครื่องมือทํามาหากินทุกอย่างมีผีสิง ได้แก่ ผีครก, ผีสาก (ตําข้าว), ผีนางด้ง (กระด้งฝัดข้าว), ผีลอบผีไซ (ดักปลา) ฯลฯ
สงกรานต์สมัยรัตนโกสินทร์ รวมประเพณีของหลวงกับของราษฎรเข้าด้วยกัน
สงกรานต์ของราชสํานักเดือนเมษายนกับการเลี้ยงผีเดือน 5 ของราษฎรโน้มหากันและปนกันแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย (แต่ไม่พบหลักฐาน) เพิ่งพบร่องรอยการผสมปนเปกันสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดิน ร.3 ได้แก่
- นิทานสงกรานต์เรื่องท้าวมหาพรหม มีจารึกในวิหารพระนอน วัดโพธิ์ท่าเตียน และ
- นิราศเดือนของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีในแผ่นดิน ร.3 พรรณนาประเพณีสงกรานต์ว่ามีสรงนํ้าพระ แต่ไม่มีสาดนํ้า
นับแต่นี้ไปสงกรานต์เป็นเทศกาลของคนทุกชนชั้น ดังนี้
- พราหมณ์หลวงทําพิธี “มหาสงกรานต์” ในเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า
- ราชสํานักมีประกาศสงกรานต์ ตามความเชื่อนิทานท้าวมหาพรหม
- ราษฎรทําบุญเลี้ยงพระในวัด แล้วมีการละเล่นตามนัดหมายในชุมชน
- ทําบุญเลี้ยงพระในวัด มีพระสงฆ์ชักบังสุกุล (เป็นพิธีกรรมพื้นเมืองสืบเนื่องจากเลี้ยงผีในศาสนาผี)
- การละเล่นในชุมชนคือเข้าทรงผีที่สิงในเครื่องมือทํามาหากิน
- ขนทรายเข้าวัดและก่อพระทรายเป็นสิ่งใหม่ เพิ่มเข้ามาสมัยหลัง
- สาดนํ้ามาจากสาดน้ำแห่นางแมว แล้วคนเลียนแบบมาสาดน้ำคนเล่นสงกรานต์ มีพัฒนาการสมัยหลังจนปัจจุบัน
8.วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัว เป็นสิ่งเพิ่งสร้างโดยรัฐบาลไม่นานมานี้
ถ้าเรียก “สงกรานต์”—ก็เหมือนที่อื่นๆ ได้แก่ พม่า, ลาว, กัมพูชา และสิบสองพันนาในจีน แต่ถ้าสร้างชื่อใหม่แล้วโฆษณาให้ติดตลาดว่า Water Festival บางทีจะเป็นเวิลด์ คลาส ได้จริง
