หน้าแรก คอลัมนิสต์ เวิลด์ คลาส เ...

เวิลด์ คลาส เฟสติวัล และ เวิลด์ วอเตอร์ เฟสติวัล โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

1.12.23 | 18:17 น.
จิตรกรรมพระราชพิธีสงกรานต์ (เขียนใหม่) ที่วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร พระนครศรีอยุธยา ปรากฏภาพเป็นพระราชพิธีสรงมุรธาภิเษก เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง โดยพระมหากษัตริย์จะประทับที่พระแท่นนพปฎลเศวตฉัตร มีท่อไขสหัสธาราสำหรับสรงน้ำตั้งที่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ (ภาพและคำอธิบายจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม)

นายกฯ ดัน “ลอยกระทง” สู่ระดับโลก เมื่อวันที่ 27 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ทวีตข้อความเนื่องในเทศกาลวันลอยกระทงว่า “ลอยกระทงเป็นประเพณีที่สืบสานกันมายาวนาน มีในหลายประเทศครับ ประเพณีลอยกระทงบ้านเราก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อขอขมาพระแม่คงคา และตอบแทนคุณที่มีน้ำให้เราได้ใช้กัน ลอยกระทงเป็นประเพณีที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ต่อยอดเป็นเวิลด์ คลาส เฟสติวัล (World Class Festival) ได้ และวันนี้ผมก็จะเดินทางไปสุโขทัยเพื่อไปร่วมประเพณีนี้ด้วย

แน่นอนว่าในปัจจุบัน เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ รูปแบบของเทศกาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไป และผมเห็นว่าหลายภาคส่วนก็ได้เริ่มรณรงค์การเปลี่ยนรูปแบบแล้ว ทั้งการลดใช้วัสดุ การจำกัดขอบเขต แต่ผมยังคงตั้งเป้าที่จะให้มีมาตรการอื่นๆ ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมให้จริงจังมากยิ่งขึ้น ต่อไปในภายภาคหน้า

อันนี้เป็นโจทย์ให้กับทางกระทรวงวัฒนธรรมและคณะกรรมการซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) เพื่อไปคิดกันว่าเรา จะทำยังไงให้เทศกาลนี้ ทั้ง Celebrative, Festive และ Environmental Friendly มากขึ้น”

(ที่มา : มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 หน้า 1, 12)

ก่อนจะเป็นเวิลด์ คลาส เฟสติวัล ต้องทบทวนความเข้าใจให้แจ่มแจ้งตรงกัน

Advertisement

(1.) ลอยกระทงมีต้นตอจากขอขมาธรรมชาติ ได้แก่ ดินและน้ำ (ไม่ใช่แม่พระคงคาเท่านั้น) เป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีของคนทั้งหลายในอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว

(2.) ลอยกระทงทำจากใบตองเพื่อขอขมาธรรมชาติ เริ่มแผ่นดิน ร.3 กรุงรัตนโกสินทร์ ยังไม่พบที่อื่น

(3.) กระทงใบตองแม้จะย่อยสลายได้ แต่ส่วนประกอบของกระทงนั้นหลากหลายที่มีปัญหาการย่อยสลาย และอาจทำลายลำบากกลายเป็น “ขยะ” ซึ่งจะถูกพัดพาออกทะเล เป็นปัญหาในมหาสมุทร (ที่ไทยเราลอยขยะออกทะเลสมุทรวันละไม่น้อย เป็นที่รู้ทั่วโลก) เหล่านี้ลำบากที่จะตอบคำถามคนทั้งโลก จึงเป็นไปได้ยาก “เวิลด์ คลาส เฟสติวัล”

ทางเลือกอาจอยู่ที่ลอยกระทงดิจิทัล?

ดันสงกรานต์สะพัด 3.5 หมื่นล้าน นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล กล่าวว่า การจัดกิจกรรม World Water Festival เพื่อส่งเสริมประเพณีอันงดงามของไทยสู่สายตาชาวโลกให้หันกลับมามองประเทศไทยอีกครั้งผ่านประเพณี วัฒนธรรม และกิจกรรมต่างๆ ปี 2567 คณะกรรมการได้มีการจัดเตรียมกิจกรรมไว้กว่า 10,000 กิจกรรม 365 วันทั่วไทย วาระแห่งชาติคือการจัดกิจกรรมมหาสงกรานต์ World Water Festival ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าแห่งสงกรานต์โลก ที่ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิได้ โดยจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ผ่านงานมหาสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายน มีศูนย์กลางที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร และรวบรวมเรื่องราวทั้ง 77 จังหวัดผ่านขบวนแห่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งสุดยอดในจังหวัดนั้นๆ ตลอด 3 วัน 3 คืน และจะมีเวทีกิจกรรมโดยรอบ มีเวทีใหญ่ที่สนามหลวง และเวทีย่อยที่ลานคนเมือง และลานพลับพลามหาเจษฎาบิดินทร์ โดยจะมีการออกร้าน และจัดแสดงวัฒนธรรมไทย ซึ่งครอบคลุม 11 ซอฟต์เพาเวอร์ มีการประเมินว่ารายได้จากการจัดงานดังกล่าวเพียงกิจกรรมเดียว จะสะพัดไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท หลังจากนี้คณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งเพื่อสรุปกิจกรรมทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม และจะมีการพิจารณางบประมาณทั้งหมดในเดือนมกราคม 2567

(ที่มา : มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566 หน้า 1, 5, 6)

“สงกรานต์” ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนว่ามีต้นตอเป็นวัฒนธรรมอินเดียที่ถูกทำเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เนื่องในศาสนาผี-พราหมณ์-พุทธ ดังนี้

  1. อุษาคเนย์ (รวมทั้งไทย) หลังฤดูเก็บเกี่ยวเข้าสู่หน้าแล้ง ไม่มีฝน ไม่ทํานา อากาศร้อน ครั้นถึงเดือน 5 (จันทรคติ) ตรงกับเมษายน (สุริยคติ) ราษฎรทําพิธีเลี้ยงผีประจําปี และมีการละเล่นต่างๆ เนื่องในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนติดต่ออินเดีย)
  2. สงกรานต์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในอินเดีย เกี่ยวกับขึ้นศักราชใหม่ของอินเดีย (ไม่ใช่ปีนักษัตร) เมื่อดวงอาทิตย์โคจรจากราศีมีนย้ายเข้าราศีเมษ (สุริยคติ) เรียก “มหาสงกรานต์” ในเดือนเมษายน (ไม่ใช่วัฒนธรรมอุษาคเนย์)
  3. ชนชั้นนําอุษาคเนย์สมัยการค้าโลกเริ่มแรก รับ “มหาสงกรานต์” จากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1000 จากนั้นประสมประสานประเพณีพื้นเมือง (ในศาสนาผี) แล้วเรียก “สงกรานต์”

ดังนั้นทุกวันนี้ พม่า, ลาว, กัมพูชา, สิบสองพันนาในจีน และไทย จึงมีเทศกาลสงกรานต์ แล้วต่างเรียก “ปีใหม่” ของตนเหมือนกันหมด  (ไม่ใช่เฉพาะไทย)

  1. ชนชั้นนําในไทยรับสงกรานต์จากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรรมทวารวดี) แล้วส่งต่อชนชั้นนําสมัยอโยธยา-อยุธยา ราว 700 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 1800

สงกรานต์สมัยอโยธยา-อยุธยา มีพิธีกรรม 2 ระดับ คือ ราชสํานักกับราษฎร ดังนี้

สงกรานต์ในราชสํานักอโยธยา-อยุธยา เป็นพระราชพิธีขึ้นศักราชใหม่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นนํา (ไม่เกี่ยวกับราษฎร เพราะราษฎรไม่รู้จักสงกรานต์) ทําพิธีมี 3 อย่าง ดังนี้

  1. พิธีพราหมณ์อยู่ในเทวสถาน (มีหลายแห่ง)
  2. พิธีพุทธในวัดหลวง (เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์, วัดมหาธาตุ ฯลฯ)
  3. พิธีผีมีใน “สนามใหญ่” (สนามหลวง)
  4. ไม่มีสาดนํ้า

ราษฎรสมัยอโยธยา-อยุธยาไม่มีสงกรานต์ เพราะไม่รู้จัก (เนื่องจากสงกรานต์เป็นพิธีหลวงจําเพาะในราชสํานัก)

แต่เดือน 5 หน้าแล้ง (ตรงกับเมษายน) ราษฎรมีพิธีเลี้ยงผีประจําปีเป็นปกติหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนราชสํานักรับ “สงกรานต์” วัฒนธรรมอินเดีย) คือ ผีบรรพชนและผีเครื่องมือทํามาหากิน เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารให้ชุมชน มีการละเล่นต่างๆ ที่สําคัญคือเล่นเข้าทรงลงผี ได้แก่ เข้าทรงผีฟ้า, เข้าทรงแม่ศรี (คือผีแม่โพสพ) แต่ไม่มีสาดนํ้า

ผีบรรพชน คือ ผีพ่อผีแม่, ผีปู่ย่า, ผีตายาย, ผีฟ้า

ผีเครื่องมือทํามาหากิน หมายถึง เครื่องมือทํามาหากินทุกอย่างมีผีสิง ได้แก่ ผีครก, ผีสาก (ตําข้าว), ผีนางด้ง (กระด้งฝัดข้าว), ผีลอบผีไซ (ดักปลา) ฯลฯ

สงกรานต์สมัยรัตนโกสินทร์ รวมประเพณีของหลวงกับของราษฎรเข้าด้วยกัน

สงกรานต์ของราชสํานักเดือนเมษายนกับการเลี้ยงผีเดือน 5 ของราษฎรโน้มหากันและปนกันแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย (แต่ไม่พบหลักฐาน) เพิ่งพบร่องรอยการผสมปนเปกันสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดิน ร.3 ได้แก่

  1. นิทานสงกรานต์เรื่องท้าวมหาพรหม มีจารึกในวิหารพระนอน วัดโพธิ์ท่าเตียน และ
  2. นิราศเดือนของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีในแผ่นดิน ร.3 พรรณนาประเพณีสงกรานต์ว่ามีสรงนํ้าพระ แต่ไม่มีสาดนํ้า

นับแต่นี้ไปสงกรานต์เป็นเทศกาลของคนทุกชนชั้น ดังนี้

  1. พราหมณ์หลวงทําพิธี “มหาสงกรานต์” ในเทวสถาน โบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า
  2. ราชสํานักมีประกาศสงกรานต์ ตามความเชื่อนิทานท้าวมหาพรหม
  3. ราษฎรทําบุญเลี้ยงพระในวัด แล้วมีการละเล่นตามนัดหมายในชุมชน
  4. ทําบุญเลี้ยงพระในวัด มีพระสงฆ์ชักบังสุกุล (เป็นพิธีกรรมพื้นเมืองสืบเนื่องจากเลี้ยงผีในศาสนาผี)
  5. การละเล่นในชุมชนคือเข้าทรงผีที่สิงในเครื่องมือทํามาหากิน
  6. ขนทรายเข้าวัดและก่อพระทรายเป็นสิ่งใหม่ เพิ่มเข้ามาสมัยหลัง
  7. สาดนํ้ามาจากสาดน้ำแห่นางแมว แล้วคนเลียนแบบมาสาดน้ำคนเล่นสงกรานต์ มีพัฒนาการสมัยหลังจนปัจจุบัน

8.วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันครอบครัว เป็นสิ่งเพิ่งสร้างโดยรัฐบาลไม่นานมานี้

ถ้าเรียก “สงกรานต์”—ก็เหมือนที่อื่นๆ ได้แก่ พม่า, ลาว, กัมพูชา และสิบสองพันนาในจีน แต่ถ้าสร้างชื่อใหม่แล้วโฆษณาให้ติดตลาดว่า Water Festival บางทีจะเป็นเวิลด์ คลาส ได้จริง