ด้วยน้ำพักน้ำแรง ความรักถิ่นฐานบ้านเกิด…สุภาพบุรุษท่านนี้ เพียงลำพังสร้างความงดงาม ร่มรื่น เขียวขจี ให้กับท้องถิ่น…ชีวิต ผลงานของท่านแสนจะยิ่งใหญ่ ที่คนไทยควรรู้จัก…
27 พ.ย.66 เพจเฟซบุ๊ก “ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ” โพสต์ข้อความไว้อาลัย ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือ ดาบวิชัย ระบุว่า “ขอไว้อาลัยแด่พ่อดาบวิชัย คนบ้าปลูกต้นไม้”
ราว 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มได้ยินเรื่อง “คนบ้าปลูกต้นไม้” มีข้อมูลว่า…ตลอดชีวิตท่านได้ปลูกต้นไม้มากกว่า 3 ล้านต้น ทำไปเงียบๆ ทำต่อเนื่องอย่างมีความสุข
ไม่ต้องมีพิธีเปิด ไม่ต้องมีคนสำคัญ ไม่เป็นอีเวนต์ให้เสียเงิน
ดาบวิชัย อดีตตำรวจ จากไปอย่างสงบ เมื่อคืนวันที่ 25 พ.ย.2566 ในวัย 77 ณ โรงพยาบาลศรีสะเกษ
ก่อนเสียชีวิต…สั่งเสียลูกหลานไว้ว่า “ให้จัดงานศพ 7 วัน” เมื่อวันนี้มาถึง ญาติทุกคนตกลงใจใช้ “วัดศรีปรางค์กู่” ที่เป็นวัดประจำ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ ในการพิธีฌาปนกิจ
(6 ธ.ค.2566 ผู้เขียนสอบถามไปที่คุณอ้อ ลูกสาวดาบวิชัย แจ้งว่า ฌาปนกิจเรียบร้อยแล้ว ผวจ.ศรีสะเกษ มาเป็นประธาน จะนำกระดูกส่วนหนึ่ง
ไปไว้ในอนุสาวรีย์ที่อยู่ในสวนของที่บ้าน)
ตั้งแต่ปี 2531 ชาวบ้าน อ.ปรางค์กู่ ต่างเคยชินกับภาพชายที่ถือถุงปุ๋ย จอบ หรือเสียม ก้มลงขุดดินปลูกต้นไม้ ทั้งต้นยาง ต้นมะค่าแต้ ต้นขี้เหล็ก สะเดา พุทรา คูน ต้นตาลริมถนนสายหลัก ริมสระขุดใหม่ ที่หัวไร่ปลายนาของชาวบ้าน ผ่านมาหลายปี ปลูกต้นไม้นับไม่ถ้วน
ดาบวิชัยถูกยกให้เป็น “วีรบุรุษคนปลูกต้นไม้” แห่งบ้านปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ รวมถึงส่งเสริมการทำไร่นาสวนผสมให้กับชาวบ้าน
ประวัติชีวิตที่แสนจะแกร่งกล้า…
วิชัย สุริยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2489 ที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวนทั้งหมด 6 คน พ่อแม่มีอาชีพชาวนา ฐานะยากจน ทำมาหากินอยู่ในอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ขณะเด็กชายวิชัย เรียนชั้น ม.2 คุณแม่เสียชีวิต พ่อของวิชัยต้องทำนาคนเดียว วิชัยต้องไปรับจ้างทำงานสารพัด เป็นกรรมกรก่อสร้าง ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
สอบเข้าศึกษาในโรงเรียนพลตำรวจภาค 3 ที่โคราช สำเร็จหลักสูตรนักเรียนพลตำรวจ บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในปี พ.ศ.2511 ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ และต่อมาในปี พ.ศ.2513 ย้ายมาประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่
อำเภอปรางค์กู่ จัดว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ถือว่า “ท้าทาย” ดาบวิชัยขออุทิศตนเพื่อสร้างความเขียวขจี ไม่ว่าตรงไหนมีที่ว่าง ดาบวิชัยจะวางแผนไปปลูกต้นไม้ ตำรวจคนนี้เห็นว่าจะสร้างความยั่งยืน เป็นประโยชน์ไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน
(ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า อ.ปรางค์กู่ เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ.2530 และศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย)
ทุกเช้าและหลังเลิกงาน ผู้คนทั้งหลายจะเห็นภาพดาบวิชัยขี่จักรยานยนต์ไปจอดตรงนั้น ตรงนี้ ตระเวนปลูกต้นไม้ไปตามพื้นที่ต่างๆ ใน อ.ปรางค์กู่
ความพยายามที่ไม่เหมือนใคร ไม่ต้องรบกวนใคร ไม่คุยโม้โอ้อวด ชาวบ้านมอง…เริ่มเพ่งเล็ง ตัดสินใจว่าอีตานี่ “เป็นคนบ้า”
ดาบวิชัยยังมุ่งมั่นหาพื้นที่ปลูกต้นไม้แบบไม่สนใจเสียงวิจารณ์
พ.ศ.2541 ชุมชนเริ่มเห็นผลจากการปลูกต้นไม้ของเขา เกิดประกายความคิดปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวม
ดาบวิชัยเลือกปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ปลูกต้นคูน ต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย
ดาบวิชัยตั้งแต่รับราชการตำรวจ และหลังจากเกษียณแล้ว ทุ่มเทกาย-ใจ ทำหน้าที่วิทยากร นำแนวทางพุทธศาสนามาประยุกต์กับเรื่องการปลูกต้นไม้ แนะนำให้สังคมรักษาสภาพแวดล้อม รณรงค์เรื่องโทษของยาเสพติด เคยได้รางวัลนักปลูกโลกดีงาม ประจำปี 2560
ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2549 ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่
ต้นตาลที่ดาบวิชัยไปปลูกริมถนนช่วง พ.ศ.2531-2532 “โตขึ้น” ปรากฏความสวยงามของท้องถิ่น สามารถนำมาสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ให้กับชุมชน
กว่า 30 ปี ที่ได้นำกล้าไม้ปลูกลง 2 ฝั่งข้างทาง 10 ตำบล รอบข้างปรางค์กู่ ตั้งแต่เป็นถนนลูกรัง จนปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง ต้นตาลเหล่านี้สร้างความสวยงามของถนนสายอุทุมพร-ปรางค์กู่ นี่คือผลงานของดาบวิชัย
มีคำบอกเล่าว่า “โครงการปลูกตาลขาย” นี้น่าจะเป็นโครงการที่ให้ผลในระยะยาว เพราะต้นตาลแต่ละต้น น่าจะให้ผลิตผลอย่างน้อยก็ในระยะ 1 ชั่วอายุคน หรืออาจเป็น 100 ปีเลยก็ได้ คุณสมบัติที่สำคัญ คือ ตาลเป็นต้นไม้ที่วัว-ควายไม่กล้าเบียดเบียนเหมือนต้นไม้อื่นๆ ปลูกแล้วไม่ต้องให้ดูแลมากนัก จึงปลูกได้มากเท่าที่ใจอยากปลูก ตาลจะกลัวที่สุดก็เพียง “มนุษย์ผู้ทำลายและไฟจากมนุษย์” เท่านั้น…
“ต้นตาล” ได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้อเนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้นตาล นับตั้งแต่ลำต้น ใบ ผล ก้าน จากต้นตาลที่ดาบวิชัยรณรงค์ให้ปลูก ปัจจุบันชาวบ้านใช้ประโยชน์จากต้นตาล นำไปทำเป็นไม้กวาดจากก้านตาลออกมาจำหน่าย โดยกลุ่มไม้กวาดก้านตาลบ้านบึง ต.ตูม อ.ปรางค์กู่
ผู้เขียนไปค้นหาสรรพคุณของต้นตาลจาก Kaset Today :
ต้นตาล (Sugar palm) เป็นพันธุ์ไม้ผลที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับต้นปาล์มและอยู่คู่กับชาวไทยมายาวนานมาก มีการกล่าวถึงต้นตาลไว้นับตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาลและยังปรากฏในหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนเหล่าพุทธสาวกไว้ แต่ความจริงแล้วต้นไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปแอฟริกา ก่อนจะแพร่หลายในอินเดียตอนใต้
จากนั้นประเทศไทยก็รับพันธุ์ต้นตาลมาปลูกในครั้งที่ทำการค้ากับอินเดียช่วงก่อนสมัยทวารวดีหรือพุทธศตวรรษที่ 11-16 ลักษณะโดยทั่วไปของต้นตาลจะเป็นต้นไม้สูงราวๆ 30-40 เมตร ลำต้นเป็นเสี้ยนสีดำแข็งมาก แต่ไส้กลางลำต้นจะอ่อน
บริเวณโคนต้นจะมีรากเป็นกลุ่มใหญ่ ใบเหมือนพัดขนาดใหญ่และกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร มีก้านเป็นทางยาว 1-2 เมตร
ต้นตาลจะมีผลหรือที่เรารู้จักกันว่า ลูกตาล ซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อใสๆ สีขาวขุ่นรสชาติหวานหอม ปัจจุบันเราจะพบต้นตาลได้ทั่วไปตามจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย เป็นเอกลักษณ์ของ จ.เพชรบุรี คู่กับเขาวังหรือพระนครคีรี จากการกล่าวถึงต้นตาลบ่อยๆ ในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่มานานมากแล้ว…
สำหรับ “ต้นตาล” ที่เราจะพบได้บ่อยๆ ก็คือ “ตาลโตนด” ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายจากผลตาลที่มีสีดำเมื่อแก่เต็มที่ แต่ถ้าหากผลออกสีแดงๆ จะเรียกว่าตาลโตนดข้าว โดยนอกเหนือจากตาลเหล่านี้ ต้นตาลก็ยังแบ่งออกได้เป็นหลายสายพันธุ์ อาทิ ตาลหม้อ ตาลไข่ ตาลจาก และตาลป่า ลักษณะเด่นข้อหนึ่งของต้นตาล คือ เป็นพืชที่ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนแล้งทนน้ำท่วม แต่ไม่ชอบดินที่เป็นกรดจัด จึงสามารถปลูกแซมตามคันนาได้โดยจะไม่ไปแย่งแร่ธาตุของดินในนาข้าว เนื่องจากรากของตาลโตนดจะหยั่งลงไปใต้ดินลึก…
งวงตาล : เป็นส่วนดอกเพศผู้ของต้นตาลที่สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำตาลมะพร้าว ทำเครื่องดื่มที่เรียกว่า น้ำตาลเมา โดยเนื้อจากผลมีสีเหลือง ใช้แต่งสีอาหารหรือขนมได้อย่าง ขนมตาล ส่วนนี้ถ้านำมาเคี่ยวนานๆ ก็จะกลายเป็นน้ำตาลโตนดใช้ในการปรุงอาหารได้
พ.ศ.2543 ประชาคม อ.ปรางค์กู่ ทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันปลูกต้นไม้ และดำเนินการ 4 โครงการ ก่อเกิดคำขวัญของ อ.ปรางค์กู่ ที่ว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”
ภูมิทัศน์ของ อ.ปรางค์กู่ เปลี่ยนไปทีละน้อย ที่เพิ่มขึ้นมาคือความเขียวของต้นไม้ที่เพิ่มขึ้นมาทางดิ่ง
ดาบวิชัยเคยพูดเอาไว้ว่า “ผมว่าโลกของวัตถุเป็นสิ่งสมมุติทั้งนั้นแหละครับ ความสุขที่แท้จริงก็อยู่กับธรรมชาติ และรู้จักเคารพธรรมชาติ ต้นไม้นี่ผมจะต้องปลูก ปลูกไปเรื่อยๆ ปลูกจนกว่าจะตาย”
นางกฤษฎาวัลย์ ลูกสาวดาบวิชัย กล่าวว่า คุณพ่อป่วยครั้งแรกด้วยโรคความดัน เบาหวาน แล้วก็เป็นโรคไต เริ่มฟอกไตเมื่อปี 2559 เป็นต้นมา
จากนั้นก็ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในหัวใจตีบ ต้องทำบายพาส ยังต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ล่าสุด คือ เส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
พาไปรักษาตัวที่ รพ.ศรีสะเกษ นานกว่า 3 เดือน จากนั้นก็ได้นำกลับมารักษาต่อที่บ้าน ขณะนั้นอาการของคุณพ่อก็เริ่มดีขึ้น เริ่มรับคำสั่งต่างๆ ได้ แต่ต่อมาเป็นแผลกดทับ ทำให้มีไข้ แล้วก็มีอาการอาเจียน พาไปที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย.2566 จนกระทั่งเสียชีวิต
คุณูปการของดาบวิชัยยิ่งใหญ่ เป็นแบบอย่างของการทำงาน สร้างความศรัทธาในแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นแบบอย่างให้ชนรุ่นปัจจุบันได้…ถ้าจะทำตาม
การจากไปของดาบวิชัย สร้างความอาลัยแก่คนคุ้นเคย รวมทั้งคนที่ติดตามเรื่องราวข่าวสารของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่นี้เป็นอย่างยิ่ง
ผู้เขียนฝันไปว่า…มีถนน 1 เส้นใน จ.ศรีสะเกษ (ถนนต้นตาล) ถูก “ตั้งชื่อ” ขึ้นมาเพื่อให้เกียรติ “ดาบวิชัย” ไปอีกนานเท่านาน
ชีวิตของท่าน คือ คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ครับ…

