ผู้หญิงและเด็กต้องสังเวยชีวิตสักเท่าไรเพื่อหวังฆ่านักรบฮามาสให้หมดสิ้น
จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ มีผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดและการบุกโจมตีภาคพื้นดินของกองทัพอิสราเอลไปแล้วประมาณ 16,000 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้หญิงและเด็กเกือบสองในสาม (หรือประมาณหนึ่งหมื่นราย) มีร์จานา สปอลจาริก ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้ไปที่ฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 และต่อมาได้ให้สัมภาษณ์ที่กรุงเจนีวาว่า ความทุกข์เข็ญของเพื่อนมนุษย์ในกาซานั้น “มหาศาลนัก” เธอเรียกร้องให้มีการหา “ทางออกทางการเมือง” เพื่อยุติสงครามที่อิสราเอลกระทำในพื้นที่ของปาเลสไตน์ เธอกล่าวว่า “ดิฉันเพิ่งไปเยี่ยมโรงพยาบาลของยุโรปในกาซา สิ่งที่พบเห็นนั้นสุดที่ใครคนใดคนหนึ่งจะพรรณนา สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดที่ได้ประสบมา คือเห็นเด็กที่บาดเจ็บสาหัส ในขณะเดียวกันก็สูญเสียพ่อแม่ไป ไม่เหลือใครที่จะดูแลพวกเขาอีกต่อไป” เธอยังเรียกร้องให้ “ปล่อยตัวประกันทุกคน และต้องอนุญาตให้ตัวแทน ICRC เข้าไปเยี่ยมพวกเขา”
มีรายงานว่า จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม กองทัพอิสราเอลให้ตัวเลขว่า ได้โจมตีฉนวนกาซาทางอากาศประมาณ 10,000 ครั้ง อาคารที่อยู่อาศัยถูกทำลายหรือเสียหายไปประมาณ 60% เรื่องที่ผมสงสัยก็คือว่า พอถึงวันที่ 2 ธันวาคม หลังการพักรบ 7 วัน การโจมตีทางอากาศกลับมาดำเนินต่อไป คร่าชีวิตผู้คนวันละหลายร้อยคน หมายความว่าเกือบสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอิสราเอลได้ทำลายเป้าหมายไปมากมาย แล้วทำไมเป้าหมายที่มุ่งไปยังนักรบฮามาสจึงยังเหลืออีกมากให้ทำลายต่อได้ทุกวัน อิสราเอลใช้วิธีใดกำหนดว่าอะไรคือเป้าหมายการทิ้งระเบิดและการโจมตีภาคพื้นดินในฉนวนกาซา
ผมพยายามสืบค้นเรื่องนี้ และได้ข้อมูลที่พอเชื่อถือได้จากสองแหล่งที่สอดคล้องกัน แหล่งแรกคือบทความจากหนังสือพิมพ์ The Guardian เขียนโดย พอล โรเยอร์ส อาจารย์ด้านสันติศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบรดฟอร์ด แหล่งที่สองคือบทความจากวารสาร +972 and Local Call เขียนโดย ยูวัล อับราฮัม นักหนังสือพิมพ์และนักกิจกรรมชาวอิสราเอล ที่พำนักอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จะขอย่อความจากบทความทั้งสองเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณต่อไป
พอล โรเยอร์สให้ความเห็นว่า อิสราเอลมีระเบิดและขีปนาวุธให้ใช้อย่างไม่มีขีดจำกัด และได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากสหรัฐอมมริกา (แต่กระนั้น ฮามาสยังยิงจรวดใส่อิสราเอลได้อีก) จากจำนวนกองพันกึ่งทหารของฮามาสจำนวน 24 กองพัน ยังมีอยู่ 18 กองพัน รวมถึง 10 กองพันที่อยู่ทางใต้ของกาซา ที่ยังคงศักยภาพของการสู้รบไว้ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลยังคงทำสงครามต่อไป โดยมุ่งหมายที่จะทำลายล้างฮามาสให้สิ้นซาก หมายความว่า ถ้าใช้เวลาสองเดือนทำลายได้ 6 กองพัน ก็ลองคิดดูเองว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไร อิสราเอลจึงจะสามารถทำลายล้างกองกำลังฮามาสให้หมดจริงหรือไม่ ดังที่ตั้งใจไว้
แต่มีเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมสงครามในกาซาจึงมีความรุนแรงและมีการทำร้ายพลเรือนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ โรเยอร์สอธิบายว่า นี่เป็นเพราะอิสราเอลมีหลักความเชื่อทางการทหารที่รู้จักกันในชื่อ Dahiya doctrine
หลักความเชื่อนี้เริ่มขึ้นจากการทำสงครามกับเลบานอนในปี 2549 ในเดือนกรกฎาคมของปีนั้น กองกำลังฮิซบุลลอห์ยิงจรวดเข้าไปในอิสราเอลหลายลูก กองทัพอิสราเอลโต้กลับด้วยการโจมตีทั้งทางอากาศและทางบกอย่างเข้มข้น การสู้รบทางบกทำให้ทหารเสียชีวิตจำนวนมาก แต่นัยสำคัญของสงครามอยู่ที่การโจมตีทางอากาศ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางอำนาจของฮิซบุลลอห์ในพื้นที่ดาฮียา ที่อยู่ชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต รวมทั้งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเลบานอน
การโจมตีทางอากาศเช่นนี้เป็นการจงใจใช้ “กำลังเกินสัดส่วน” เช่น การโจมตีหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถ้าสงสัยว่ามีการยิงจรวดจากหมู่บ้านนี้ เมืองถูกถล่มจนเป็นซากปรักหักพัง สะพาน โรงงานบำบัดน้ำเสีย ท่าเรือ โรงไฟฟ้า พังพินาศ มีพลเรือนประมาณหนึ่งพันคนเสียชีวิตโดยหนึ่งในสามเป็นเด็ก
สองปีหลังจากทำสงครามกับฮิซบุลลอห์ สถาบันเพื่อการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ตีพิมพ์บทความของพันเอกสำรอง กาบี ซีโบนี ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า “การใช้กำลังเกินสัดส่วน: แนวคิดการตอบโต้ของอิสราเอลที่ได้บทเรียนจากสงครามเลบานอนครั้งที่สอง” บทความของซีโบนีทำให้กระจ่างชัดว่า หลักความเชื่อดาฮียาไปไกลกว่าการทำให้ศัตรูพ่ายแพ้ในเวลาอันสั้น แต่ต้องการให้เกิดผลกระทบแท้จริงในระยะยาว กำลังเกินสัดส่วนหมายถึงการขยายการทำลายให้ไปยังเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก ทั้วนี้ ตั้งใจให้บรรลุผลเป็นการป้องปรามที่ยั่งยืน
ตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2557 อิสราเอลได้ใช้หลักความเชื่อนี้ในการทำสงครามที่กาซา 4 ครั้ง โดยเฉพาะในสงครามปี 2557 ในสงคราม 4 ครั้ง กองทัพอิสราเอลได้สังหารชาวปาเลสไตน์ประมาณ 5,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน โดยฝ่ายอิสราเอลสูญเสียทหาร 350 คน และมีพลเรือนเสียชีวิตประมาณ 30 คน ในสงครามปี 2557 โรงไฟฟ้าหลักของกาซาถูกโจมตีจนเสียหาย ทำให้ผู้คนหลายแสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้ และประชากรครึ่งหนึ่งขาดแคลนน้ำ ก่อนหน้านั้นองค์การสหประชาชาติได้ทำรายงานเกี่ยวกับสงครามปี 2551-2552 ว่า นโยบายของอิสราเอลคือ “การลงโทษ การหยามเหยียด และการทำให้ประชากรพลเรือนหวาดกลัว”
ปัจจุบัน ภายหลังการทำสงครามเป็นเวลาสองเดือน สถานการณ์เลวร้ายกว่าสงครามครั้งก่อนๆ มากมายนัก นอกเหนือจากการกำจัดฮามาสแล้ว เป้าหมายของอิสราเอลคือการกวาดต้อนชาวปาเลสไตน์ไปอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อความสะดวกในการควบคุม และจะยังคงกองกำลังไว้ในพื้นที่เพื่อมิให้มีการก่อความไม่สงบใด ๆ มีรัฐประเทศเพียงรัฐเดียวที่พอจะกดดันอิสราเอลให้หยุดยิงได้ นั่นคือสหรัฐอเมริกา แต่จนบัดนี้ ยังหามีวี่แววว่าสหรัฐฯจะทำเช่นนั้นไม่
ยูวัล อับราฮัม ระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้รับอนุญาตให้ทิ้งระเบิดเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวกับการทหารอย่างกว้างขวางขึ้น พร้อมทั้งใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยชี้เป้าหมายที่อาจทิ้งระเบิดได้เป็นจำนวนมาก ข่าวนี้มาจากอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิสราเอลจำนวนหลายคน อิสราเอลตั้งชื่อปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “ปฏิบัติการดาบเหล็ก” ที่มีเป้าหมายที่จะทำลายเป้าหมายทั้งที่ใช่และไม่ใช่เป้าหมายทางการทหาร รวมถึงที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และอาคารสูง ซึ่งรวมๆ กันเรียกว่า “เป้าหมายแสดงอำนาจ” (“matarot otzem” ในภาษาฮีบรู)
กองทัพอิสราเอลคำนวณล่วงหน้าว่าเป้าหมายที่เล็งไว้เป้าหมายใดจะมีพลเรือนเสียชีวิตกี่คน แหล่งข่าวคนหนึ่งระบุว่า ในกรณีหนึ่ง กองบัญชาการทหารอิสราเอลเห็นชอบการฆ่าพลเรือนนับร้อย “ในความพยายามที่จะสังหารผู้บัญชาการทหารของฮามาสหนึ่งคน จำนวนพลเรือนที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในฐานะความเสียหายข้างเคียง ได้เพิ่มจากจำนวนนับสิบในปฏิบัติการครั้งก่อน ๆ มาเป็นจำนวนนับร้อยในปฏิบัติการครั้งนี้”
แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ เมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งถูกฆ่าในบ้านของเธอ นั่นเป็นเพราะว่ามีนายทหารอิสราเอลคนหนึ่งคิดว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร หากเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อโจมตีบุคคลเป้าหมายอีกคนหนึ่ง “เราไม่ซี้ซั้วแบบฮามาส เราไม่ยิงจรวดอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ทุกอย่างเป็นเรื่องจงใจ เรารู้ว่าจะมีความเสียหายข้างเคียงกี่รายในบ้านเรือนแต่ละหลัง”
จากการศึกษาสำรวจของวารสาร +972 กองทัพอิสราเอลมีเป้าหมายให้เลือกโจมตีมากมาย เพราะใช้ระบบที่สามารถระบุเป้าแบบกึ่งอัตโนมัติ ระบบนี้มีชื่อว่า “Habsora” (แปลเป็นไทยได้ว่าพระวรสาร ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “the Gospel”) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอีกคนหนึ่งวิจารณ์ระบบ AI นี้ว่า สาระสำคัญของระบบนี้อยู่ที่การอำนวยความสะดวกให้แก่ “โรงงานฆาตกรรมหมู่” ระบบสามารถชี้เป้าให้เลือกทิ้งระเบิดได้นับร้อยเป้าต่อวัน
เป้าหมายการทิ้งระเบิดสามารถจำแนกคร่าว ๆ ได้เป็นสี่กลุ่มประเภทคือ
1) “เป้าหมายทางยุทธวิธี” ที่รวมเป้าหมายมาตรฐานทางการทหาร เช่น เซลล์ของนักรบติดอาวุธ คลังแสง สถานที่ยิงจรวด สถานที่ยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถัง หลุมเปิดตัว เครื่องกระสุนปืนครก กองบัญชาการทหาร หอสังเกตการณ์ ฯลฯ
2) “เป้าหมายใต้ดิน” หมายถึงอุโมงค์เป็นหลัก การทิ้งระเบิดอาจทำให้บ้านเรือนที่ตั้งอยู่เหนือหรือใกล้อุโมงค์พังลงมา
3) “เป้าหมายแสดงอำนาจ” รวมถึงอาคารสูง ที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง สถานที่สาธารณะ เช่น มหาวิทยาลัย ธนาคาร สถานที่ราชการ ทั้งนี้หวังให้สังคมชาวปาเลสไตน์ไปกดดันฮามาสอีกต่อหนึ่ง
4) บ้านของครอบครัวผู้ปฏิบัติการ” โดยหวังว่าจะฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ปฏิบัติการของฮามาสหรือกลุ่มจีฮาดอิสลาม อย่างไรก็ดี มีพยานชาวปาเลสไตน์ที่ให้การว่า บางครอบครัวที่ถูกฆ่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเหล่านี้
ต่อไปจะขอเปลี่ยนเรื่อง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมมีรายงานข่าวจาก Wall Street Journal ในเรื่องการเคลื่อนไหวของทหารอิสราเอลในอีกเรื่องหนึ่งว่า กองทัพอิสราเอลได้ติดตั้งระบบปั๊มน้ำอย่างน้อย 5 ระบบห่างจากค่ายผู้ลี้ภัย อัล-ชาตี ไปทางเหนือประมาณ 1.6 กิโลเมตร ปั๊มเหล่านี้สามารถสูบน้ำได้หลายพันลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และจะทำให้เครือข่ายอุโมงค์ของฮามาสถูกน้ำทะเลท่วมภายในไม่กี่สัปดาห์ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า อิสราเอลจะตัดสินใจใช้งานปั๊มเหล่านี้ก่อนที่ตัวประกันทั้งหมดจะถูกปล่อยออกมาหรือไม่ ทั้งนี้ ฮามาสเคยประกาศว่าพวกเขาได้นำตัวประกันไปคุมขังไว้ตาม “สถานที่ที่ปลอดภัยและอุโมงค์หลายแห่ง” แน่นอนว่าอิสราเอลประสงค์จะทำให้อุโมงค์เหล่านี้ใช้การไม่ได้อีกต่อไป แต่วิธีการเทน้ำเกลือจำนวนมากลงไปใต้พื้นดินของกาซา จะมีผลระยะยาวประการใด โดยเฉพาะทางนิเวศวิทยาหรือไม่ ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
หลังการไปเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาได้มีแผนการจะไปพบผู้นำประเทศอาหรับหลายประเทศต่อจากอิสราเอล แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกไป เพราะผู้นำอาหรับไม่พอใจการที่ผู้นำสหรัฐฯเข้าข้างอิสราเอล และกล่าวว่าจะขออนุมัติจากสภา เพื่อจัดสรรเงินช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลจำนวนมหาศาล (แต่ล่าสุด วุฒิสภาอเมริกามีมติปฏิเสธ ไม่อนุมัติเงินตามที่ขอ ซึ่งยังจะต้องดูท่าทีต่อไป) ปรากฏว่าประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มากร็องของฝรั่งเศสสามารถเข้าพบผู้นำประเทศอาหรับได้สำเร็จ หลังจากที่ไบเดนทำไม่สำเร็จ ทำให้ผมเข้าใจว่า ฝรั่งเศสจะสามารถมีบทบาทช่วยคลี่คลายความขัดแย้งในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยได้กระมัง แต่ความหวังของผมก็สูญสลายไป
ในการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (การประชุม COP 28) ที่ดูไบ มากร็องได้พยายามนัดประชุมผู้นำประเทศอาหรับนอกรอบ ในลักษณะการประชุมโต๊ะกลมในต้นเดือนธันวาคม คราวนี้ประเทศอาหรับหลายประเทศปฏิเสธที่จะเข้าร่วม บังเอิญผมดูรายการโทรทัศน์ของฝรั่งเศส (TV5 Monde) ในเรื่องนี้ วิทยากรชาวฝรั่งเศสสองคนให้ข้อมูลตรงกันว่า ครั้งก่อนที่มากร็องได้ไปเยือนประเทศอาหรับดังที่กล่าวมาแล้ว เขาได้ไปเสนอเรื่องที่แสลงใจชาวอาหรับอย่างมาก คือไปชวนประเทศอาหรับให้ร่วมกันก่อตั้งพันธมิตรต่อต้านฮามาส ในขณะที่อิสราเอลได้กระหน่ำโจมตีชาวปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยม เขาอ้างเหตุผลว่าฮามาสเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอาหรับ ในทำนองเดียวกับที่กลุ่ม ISIS ได้เป็นมาก่อนหน้านี้ คราวนี้มากร็องมาชวนคุยกันอีก ประเทศอาหรับหลายประเทศจึงขอตัว โอกาสสู่สันติภาพโอกาสหนึ่งได้สูญหายไป
อยากจะลงท้ายด้วยความหวังเพียงเล็กน้อยที่เพิ่งเกิดขึ้น อิสราเอลตกลงที่จะเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มขึ้นอีกจุดหนึ่งทางตอนกลางของกาซา จากเดิมที่มีเพียงจุดเดียวที่เมืองราฟาทางตอนใต้ ทั้งนี้ เพื่อลำเลียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามคำขอของสหประชาชาติ
โคทม อารียา

