คดี ‘พลาด’ ผู้เยาว์
ในสังคมโลกที่มาตรฐานทางคุณธรรม หรือศีลธรรมถือเป็นเรื่องปัจเจก แล้วใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐานหลักของสังคมในการชี้ถูกชี้ผิดและกำหนดโทษลงทัณฑ์ กิจกรรมทางเพศระหว่าง “ผู้ใหญ่” ด้วยกันถือเป็นเรื่องที่กระทำได้ หากเรื่องนั้นเกิดขึ้นโดยความสมัครใจไปตลอดของผู้ร่วมกิจกรรม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้นไม่มีคู่สมรสตามกฎหมายที่จะถือเป็นผู้เสียหายทางนิตินัย
แต่สำหรับเด็กและเยาวชนนั้น กฎหมายไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมทางเพศเช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม จึงทำให้ข่าวของอดีตนักมวยผู้ได้เหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้น กลายเป็นข่าวฉาวชาวบ้านที่ได้รับความสนใจมากที่สุดไปในสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ ก็ยังมีข่าวเล็กๆ ในช่วงเวลาเดียวกันที่อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องเดียวกันได้ด้วยอีกข่าวหนึ่ง คือ กรณีที่ชายชาวจีนพาวัยรุ่นอายุ 16 ปีที่รู้จักกันผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่ไปมีกิจกรรมทางเพศในที่พักของตัวเอง เมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดีก็อ้างว่าเพราะผู้เสียหายสร้างโปรไฟล์ในแอพพ์ดังกล่าวว่ามีอายุ 19 ปี จึงเกิดเรื่องราวเช่นนั้นขึ้น
การล่วงละเมิดมีกิจกรรมทางเพศกับเด็กและเยาวชนเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของอารยประเทศที่กำหนดความผิดและระวางโทษไว้อย่างรุนแรง อาจจะมีแตกต่างกันบ้าง คือ ช่วงอายุและระวางโทษตามที่แต่ละประเทศจะกำหนด ทั้งยังถือเป็นคดีอาญาระดับสากลที่อาจถูกดำเนินคดี หรือติดตามจับกุมตัวได้ทั่วโลก ดังมีผู้กล่าวว่า อาชญากรที่ตำรวจสากลต้องการตัว ครึ่งหนึ่งคือ “เทโร” คือ “Terrorist” ได้แก่ ผู้ก่อการร้าย ส่วนอีกครึ่งเป็นพวก “เปโดร” คือ “Pedophilia” ที่หมายถึงพวกใคร่เด็ก
เหตุผลในเรื่องนี้นอกจากจะเป็นเรื่องในทางศีลธรรมแล้วยังค่อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย ทั้งในเชิงความไม่เหมาะควรทางกายภาพและทางจิตใจของเด็กที่ยังถือว่าเป็นมนุษย์ที่ “โตไม่เต็มวัย” อีกทั้งด้วยประสบการณ์และสภาวะทางจิตใจที่ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ความยินยอม หรือสมัครใจของเด็กก็ไม่อาจยอมรับว่าเป็นความสมัครใจที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกับผู้ใหญ่ได้
ในกฎหมายอาญาของไทยนั้น ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิด หรือมีกิจกรรมทางเพศกับเด็กมีหลายระดับและครอบคลุมไปหลายเรื่อง
กรณีที่เด็กผู้ถูกกระทำมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามก็เป็นความผิด หากถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ หรือภาษากฎหมายเรียกกระทำชำเรา ก็มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปีเป็นฐาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ถ้าเป็นระดับอนาจาร ก็จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีตามมาตรา 279 ซึ่งทั้งสองกรณียังมีบทเพิ่มโทษในกรณีเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี หรือมีการใช้อาวุธหรือทำให้เด็กได้รับอันตรายประการอื่นๆ ด้วย ซึ่งกรณีทั้งชำเราเด็กและอนาจารเด็กนั้นเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้
แม้ยังไม่ถึงกับกระทำการล่วงละเมิดก็ยังมีกรณีความผิดฐานพาเด็ก หรือเยาวชนไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ ไม่ว่าการอนาจารนั้นจะได้กระทำลงลุล่วงหรือไม่ก็ถือว่าความผิดสำเร็จตั้งแต่ “พาไป” แล้ว ซึ่งแม้แต่เป็นกรณีที่ผู้ถูกพาไปนั้นจะยินยอมก็เป็นความผิด ถ้าเป็นกรณีของเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ก็ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีไม่รวมโทษปรับ และเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป็นเยาวชนอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ไม่รวมโทษปรับ แต่จะเป็นความผิดที่ยอมความได้
ยังไม่รวมถึงความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่อพ่อแม่ หรือผู้มีอำนาจปกครองเด็ก หรือเยาวชนที่ถูกพาไปนั้นด้วย
นอกจากนี้ ยังควรทราบว่ากฎหมายยังห้ามปรามไปถึงเรื่องของ “สื่อลามกอนาจารเด็ก” ที่แม้เพียงมีไว้ครอบครองเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ก็เป็นความผิดอันมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี พร้อมโทษปรับแล้ว ยิ่งถ้ามีไว้ส่งต่อหรือเพื่อการค้าหากำไรก็ยิ่งเป็นความผิดหนักขึ้น ตามมาตรา 287/1 และมาตรา 287/2
อาจจะมีผู้ที่ยังไม่ทราบว่าระบบของผู้ให้บริการบัญชีอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google Photo และ Google Drive มีระบบตรวจจับเนื้อหาที่อาจจัดเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่ถูกส่งเข้ามาในระบบของตน และส่งต่อไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ดังนั้น การเก็บภาพ หรือคลิปดังกล่าวนี้ไว้ในโทรศัพท์ที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านคลาวด์กับระบบนี้ก็ไม่ต่างจากยื่นมือเข้าไปให้เขาใส่กุญแจมือรอดำเนินคดีแล้ว (สำหรับบริการของ iCloud ของ Apple ก็มีระบบการตรวจจับเช่นนี้ แต่ไม่ทราบว่ามีความร่วมมือส่งข้อมูลต่อไปให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยหรือไม่)
ทั้งนี้ แม้จะมีคำพิพากษาฎีกาบางเรื่องที่มีแนววินิจฉัยไปในทางที่ว่า กรณีที่ผู้กระทำความผิดนั้นอ้างว่าสำคัญผิดในเรื่องอายุเนื่องจากเด็กนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกัน หรือมีบริบทอื่นที่ฟังได้ว่าน่าจะเป็นผู้ที่มีอายุเกินระดับที่ผิดกฎหมายแล้ว ก็ถือเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดและทำให้เป็นการกระทำที่ขาดเจตนาและไม่มีความผิดก็ได้ แต่ฎีกาล่าสุดที่ตรวจสอบมาได้ เป็นคำพิพากษาที่ตัดสินในปี 2556 ก่อนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาครั้งใหญ่ช่วงปี 2558-2562 ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศนี้ ดังนั้น นอกจากคำพิพากษาดังกล่าวไม่แน่ว่าจะถือเป็นบรรทัดฐานได้อยู่หรือไม่แล้ว ยังมีการเพิ่ม “บทกฎหมายปิดปาก” ขึ้นมาอีกข้อหนึ่งด้วยในมาตรา 285/1 ว่า กรณีความผิดนั้นเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ห้ามอ้างความไม่รู้อายุของเด็กเพื่อให้พ้นจากความผิด
หากความเป็นจริงอันเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในสังคมที่ปฏิเสธได้ยาก คือ มีการอาศัยช่องทางที่กฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการล่วงละเมิด หรือกิจกรรมทางเพศนี้มาใช้เพื่อการหาประโยชน์โดยไม่สุจริตด้วย ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ถูกกระทำเอง หรือพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก หรือเยาวชนที่ถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ก็ตาม เนื่องจากตามกฎหมาย การกระทำต่อผู้ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปีแล้ว แม้ว่าโทษจำคุกอาจจะถือว่ารุนแรงไม่น้อย แต่ตามกฎหมายก็ถือเป็นความผิดที่ยอมความได้ เรื่องนี้จึงกลายเป็นช่องทางให้เกิดการเจรจาเรียกร้องให้ผู้ที่มาละเมิดต่อเยาวชนนั้นชดใช้ค่าเสียหายให้พอใจแก่ฝ่ายผู้เสียหาย แลกกับการถอนแจ้งความ หรือยอมความในชั้นศาล
ช่องทางของกฎหมายนี้กลับกลายเป็นวิธีที่ผู้ไม่สุจริตอาศัยข้อกฎหมายนี้เป็นประโยชน์เพื่อเรียกร้องเงินทองจากฝ่ายผู้กระทำ ไม่ว่าจะเพราะตกกระไดพลอยโจน คือ เห็นว่าไหนๆ ก็ได้ “เสียหาย” ไปแล้วก็ต้องได้รับอะไรตอบแทนมาให้สมประโยชน์บ้าง หรือแม้แต่ที่มีเจตนาร้ายตั้งแต่ต้นที่จะมุ่งใช้ความสำคัญผิดเรื่องอายุนี้ เพื่อล่อลวงอีกฝ่ายมาเพื่อรีดเอาทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีอยู่จริง
เรื่องนี้จะมองว่าฝ่ายที่ไปละเมิดนั้นเป็นฝ่ายผิดอยู่แล้วก่อนตั้งแต่ต้นที่ไปล่วงประเวณีกับเยาวชนวัยหมิ่นเหม่ ดังนั้นต่อให้โดนฉกฉวยหาประโยชน์ด้วยก็สมควรเหมือนผีเน่าโลงผุแล้วก็ได้ แต่ถ้ามองอีกทางหนึ่ง คือ การปล่อยให้มีการใช้ช่องทางของกฎหมายเพื่อเรียกเอาประโยชน์อันผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เข้าข่ายไปศาลโดยมือไม่สะอาด นั้นก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อกระบวนการยุติธรรมในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการล่วงละเมิดทางเพศในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความรู้สึก” ต่อสังคมที่มีต่อ “เหยื่อ” หรือผู้เสียหาย
การที่มีผู้อาศัยใช้ช่องทางของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนไปใช้หาประโยชน์โดยไม่สุจริตนี้เองที่เป็นเรื่องซึ่งสังคมยอมรับไม่ได้ในระดับรังเกียจ จนเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยน่าแปลกใจที่เมื่อรูปคดีถูกเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ แล้ว กระแสสังคมกลับออกมาค่อนไปในทางเห็นใจอดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกผู้นั้น และกลับเบนเป้าไปขุดคุ้ยเล่นงานฝ่ายเด็กสาวเยาวชนผู้เสียหายแทน
เพราะในทางความเป็นจริงแล้ว การที่ผู้คนจะตกลงใจเข้าร่วมกิจกรรมดังว่าด้วยกันนั้น คงไม่มีใครที่มาเคร่งครัดขอตรวจบัตร หรือเอกสารยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายให้ชัดเจนเรื่องอายุอานาม หรือสถานะทางครอบครัว หรือแม้แต่การขอความยินยอมแบบชัดแจ้งเป็นวาจา หรือเป็นหนังสือให้มันเป็นเรื่องประดักประเดิด ในเมื่อเรื่องนี้มันเป็นกิจกรรมเชิงอารมณ์ สิ่งที่คนทั่วไปจะพิจารณาตามธรรมดา ก็ได้แก่บริบทต่างๆ ที่มาประกอบกัน เช่น เห็นชัดๆ ว่าเป็นคนทำงานแล้วก็น่าจะไม่ใช่เยาวชน หรือพิจารณาที่รูปร่างเทียบกับผู้คนในวัยเดียวกัน รวมถึงท่าทีการแสดงออกในความสัมพันธ์แต่ละขั้นตอน
เรื่องนี้ก็เลยอาจจะ “พอเข้าใจได้บางส่วน” ที่ว่าถ้าใครสักคนได้พบกับใครอีกคนในสถานบริการ ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าผู้ที่เข้าไปใช้บริการได้จะต้องมีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป (หรือถ้าเป็นพนักงานก็ต้องอายุกว่า 18 ปี) ถ้าจะกล่าวกันตามหลักความไว้วางใจต่อกฎหมาย การชักชวนใครก็ตามที่ได้พบกันในสถานบริการ หรือที่เที่ยวกลางคืนไป “ต่อกัน” เพื่อกิจกรรมทางเพศก็น่าจะ “ปลอดภัย” ไม่เข้าองค์ประกอบที่จะเป็นความผิดทางเพศไปได้ ในสายตาสังคมจึงมองว่าเรื่องนี้อาจจะผิดต่อศีลธรรมหรืออะไรก็ตาม แต่การที่ฝ่ายนักมวยชื่อดังจะถูกไล่ต้อนด้วยกฎหมายที่ “เข้าข้าง” ฝ่ายเยาวชนก็ดูจะไม่เป็นธรรมเท่าไรในทางความรู้สึกเมื่อพิจารณาจากบริบทที่เป็นจริง
ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของนักมวยเจ้าของเหรียญทองผู้นั้น แต่หมายถึงกรณีอื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ก็เนื่องมาจากความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนยามราตรีด้วย ที่มีการปล่อยปละละเลยกันจนให้มีเด็กและเยาวชนที่ด้วยขอบเขตอายุแล้วไม่ควรเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นเข้าไปใช้บริการ รวมถึงกรณีของการที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่น หรือแพลตฟอร์มที่กลายเป็นที่รู้กันว่ามีไว้เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ในการหาผู้คนมาเข้าร่วมกิจกรรมทางเพศโดยการปลอมอายุด้วย จนเป็นเหตุให้เมื่อมีปัญหากันแล้ว ก็มีข้อโต้แย้งต่อสู้เรื่องความสำคัญผิดในสาระสำคัญเรื่องนี้ได้
การปล่อยปละละเลยต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ว่านี้ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ผู้คนต้องมุ่งคว้าผลประโยชน์เงินทองที่อาจมีอาจได้ไว้แก่ตนไม่ว่าจะถูกต้องชอบธรรมหรือไม่และด้วยเหตุผลอะไร จึงส่งผลไม่พึงประสงค์ให้กฎหมายที่ควรมีไว้เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ที่สังคมไม่ยอมรับ ในที่สุดไม่ว่าจะในทางใด ผู้ตกเป็นเหยื่อในห่วงโซ่สุดท้ายของเรื่องนี้ก็คือเยาวชนผู้ถูกละเมิดนั่นเอง

