ขยะกระทง
เดิมทีตั้งใจจะเขียนเรื่อง “ฟอกเขียว Green washing” ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาของการประชุม COP 28 ที่นครดูไบ เพราะมีข่าวกระแนะกระแหนเจ้าภาพที่จัดงานประชุม กอปรกับระยะนี้มีโฆษณาจากอุตสาหกรรมบางรายนำเสนอกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคม เช่น ภาพปลูกป่า การคัดแยกขยะ หรือชวนกันเก็บขยะตามชายหาด พร้อมกับศัพท์แสงใหม่ๆ ชวนฝันอย่าง “BCG” หรือ “Circular Economy” หรือ “Zero Carbon” อะไรเทือกนั้น แต่ช่วงปลายพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีประเด็นขยะจากเทศกาลลอยกระทง เหตุเพราะกระทงจำนวนมากมายลอยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง เป็นภาระให้ท้องถิ่นเก็บกวาดไปกำจัดจนเกิดความวิตกกังวลว่าบรรดากระทงมากมายโดยเฉพาะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติจะเป็นเหตุให้น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำอื่นๆ เน่าเสีย จึงมีความเห็นให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของเทศกาล เช่น เปลี่ยนไปลอยกระทงออนไลน์ หรือลอยแบบ Virtual กระทั่งความเห็นที่เข้มข้นเรียกร้องให้ยกเลิกประเพณีลอยกระทงไปเลย เรื่องราวของขยะกระทงกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น จึงขอแทรกเอาเรื่องขยะกระทงมาแทน “ฟอกเขียว” ก่อน ส่วนเรื่องฟอกเขียวเอาไว้หลังการประชุม COP 28 ก็คงไม่สายเกินไป
คงจำกันได้ในเดือนตุลาคม 2543 ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเวลานั้น คุณสมัคร สุนทรเวช ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแนะนำให้ประชาชนใช้กระทงที่ทำจากโฟม ด้วยเหตุผลว่า “โฟมลอยน้ำสามารถใช้เรือตักเก็บไปกำจัดได้ง่าย ในขณะที่กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติจะจมน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียโดยเฉพาะสระน้ำ บึงในสวนสาธารณะ หรือแหล่งน้ำแบบปิดน้ำไม่สามารถถ่ายเทไปที่อื่นได้ การใช้กระทงโฟมในเทศกาลลอยกระทงซึ่งมีเพียงวันเดียวใน 1 ปี ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย” หลังจากการให้สัมภาษณ์กลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก นับเป็นครั้งแรกที่สังคมถกเถียงกันเรื่องผลกระทบจากประเพณีลอยกระทง
เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ ผลกระทบจากประเพณีลอยกระทงกลับมาเป็นประเด็นถกกันอีกรอบ ครั้งนี้ดูจะหนักหนากว่าเดิม เพราะหลังคืนวันลอยกระทงมีกระทงจำนวนมากในแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร มีรายงานจำนวนกระทงที่ถูกเก็บมีมากกว่า 600,000 ชิ้น และกว่าร้อยละ 95 เป็นกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น ขนมปัง มันสำปะหลัง กระดาษ หยวกกล้วย ใบตองและชานอ้อย ที่เชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่จัดเก็บกระทงกว่า 50,000 ใบ เป็นน้ำหนักกว่า 30 ตัน และกว่าร้อยละ 95 เป็นกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติเช่นกัน ก็น่าดีใจว่าช่วงเวลา 2 ทศวรรษสังคมไทยได้ร่วมกันรณรงค์จนสามารถปรับเปลี่ยนค่านิยมจากการใช้โฟมเป็นวัสดุทำกระทงไปใช้วัสดุธรรมชาติ แต่จากจำนวนกระทงที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะเป็นวัสดุธรรมชาติ ปริมาณกระทงเหล่านั้นยังคงเป็นปัญหาในการจัดการของท้องถิ่นเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำเสีย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตสัตว์น้ำจนกระทงถูกด้อยค่าเป็น “ขยะ…กระทง”
โดยเจตนาแล้วกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติเมื่อไม่สามารถเก็บออกจากแหล่งน้ำได้หมด ส่วนที่ตกค้างก็จะย่อยสลายไปเอง หรือไม่ก็กลายเป็นอาหารปลาโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงวัสดุธรรมชาติที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ หยวกกล้วยและใบตอง ซึ่งกว่าจะย่อยสลายก็ใช้เวลาถึง 14 วัน กว่ามันจะย่อยสลายกระทงเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งกีดขวาง เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ อีกทั้งในการย่อยสลายของวัสดุธรรมชาติโดยจุลินทรีย์มีการดึงเอาอากาศ หรือออกซิเจนออกจากน้ำเพื่อใช้ในการย่อยสลาย ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำลดลงจนเกิดน้ำเสีย เป็นเหตุให้ปลา ปู กุ้ง หอย ขาดออกซิเจนและตายในที่สุด นั่นหมายความว่า ปริมาณวัสดุธรรมชาติที่เราใช้ลอยในแหล่งน้ำ เมื่อมากเกินกว่าที่แหล่งน้ำจะรองรับได้กลับจะเป็นผลเสีย หากเป็นเช่นนั้นประเพณีที่เราต้องการแสดงความสำนึกในพระคุณของสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ให้ความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นแก่เรา อีกทั้งเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคาที่เราได้ทิ้งสิ่งสกปรกลงไปในแม่น้ำลำคลอง ในแหล่งน้ำ กลับกลายเป็นพิธีกรรมที่ย่ำยี ทำร้าย ซ้ำเติมพระแม่คงคา ตรงข้ามจากเจตนาดั้งเดิม
ลองนำเอาประสบการณ์ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาที่สังคมไทยร่วมกันรณรงค์ด้วยความเข้าใจ จนประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนวัสดุทำกระทงจากโฟมเป็นวัสดุธรรมชาติ และใช้โอกาสของการถกเถียงด้วยความกังวลและห่วงใยกับปัญหา “ขยะกระทง” ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาสร้างทางเลือกใหม่โดยไม่ทิ้งสาระสำคัญในการแสดงความสำนึกในพระคุณและการขอขมาต่อพระแม่คงคา พัฒนารูปแบบการลอยกระทงที่เรียบง่าย นอกเหนือจากการลอยแบบ Virtual ที่ห่างไกลจากสายน้ำ ห่างไกลจากธรรมชาติ ทำอย่างไรจึงให้กระทงจากวัสดุธรรมชาติมีรูปแบบที่เรียบง่าย มีเนื้อวัสดุที่ย่อยสลายไม่มากจนเกินไป กระทงมีขนาดเล็กลง ไม่ใช้ลวด ตะปู หรือเข็มหมุด ซึ่งไม่ย่อยสลายแน่นอน รวมทั้งยกเลิกการทำกระทงจากแป้ง หรือขนมปัง ซึ่งแม้จะย่อยสลายได้ง่าย เป็นอาหารปลาได้ แต่ก็เหลือเศษอีกจำนวนมากและเป็นสาเหตุทำให้น้ำเสียได้เช่นกัน
กรณี “ขยะกระทง” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเราควรทบทวนการใช้วัสดุให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตเสมอ แม้จะเป็นวัสดุธรรมชาติ หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบให้ทุกเรื่องทุกประเด็น หากแต่ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมในการใช้งานและผลที่จะตามมา เช่นเดียวกับกรณีที่เราจะเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ระหว่างวัสดุที่ย่อยสลายได้แต่ใช้ได้ครั้งเดียวก็ต้องทิ้งเป็นขยะ กับวัสดุที่เรากังวลเรื่องการย่อยสลายแต่ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งหากมีการจัดการที่เหมาะสมก็สามารถนำไปวนกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อีก
สังคมไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากวิถีชีวิตแบบ Linear Economy เข้าสู่ยุคสมัยของ Circular Economy ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ หลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตและประเพณีก็ควรได้รับการทบทวนด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและวิกฤตความแปรปรวนสภาพอากาศที่รุมเร้า โดยไม่ทำให้แก่นแท้ทางวัฒนธรรมที่ดีงามต้องแปรเปลี่ยน หรือสาบสูญไป
ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมอิสระ

