หน้าแรก คอลัมนิสต์ รำพึงรำพันใกล...

รำพึงรำพันใกล้วันปีใหม่

31.12.23 | 13:00 น.

รำพึงรำพันใกล้วันปีใหม่

อิสราเอลส่งกองกำลังเข้าไปทำร้ายผู้คนในเวสต์แบงค์จนมีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 300 ราย ส่วนหนึ่งอ้างว่าเป็นผู้ติดอาวุธต่อต้านอิสราเอล แต่ก็มีคลิปที่แสดงให้เห็นการสังหารพลเรือนที่ไม่ได้ต่อสู้ตายไปหลายคน นอกจากนี้ยังอ้างว่าเพื่อปกป้องชาวยิวที่ไปตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงค์อย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอล ผู้ตั้งถิ่นฐานมีจำนวนประมาณห้าแสนคน นอกจากนี้ อิสราเอลยังโจมตีเลบานอนตอนใต้ทางอากาศ พร้อมทั้งขู่ว่า ถ้ากลุ่มเฮสโบเลาะห์ไม่หยุดยิงจรวดเข้าไปในอิสราเอล ก็ให้รู้ไว้ว่า อิสราเอลสามารถถล่มเลบานอนเหมือนที่ทำกับกาซาเมื่อไรก็ได้

เมื่อผู้สื่อข่าวช่อง TV5 Monde ของฝรั่งเศสถามผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งว่า เป็นไปได้ไหมที่จะเกิดสงครามในเลบานอน เขาตอบว่า สหรัฐฯคงไม่เห็นด้วย อิสราเอลมีกองทัพที่แข็งแกร่งและยุทโธปกรณ์ทันสมัยมากก็จริง แต่ที่ขาดคือเครื่องกระสุนและลูกระเบิด เมื่อใดที่สหรัฐฯหยุดส่งเครื่องกระสุนให้ ก็ทำสงครามลำบาก สรุปคือ สงครามในเลบานอนไม่น่าจะเกิดขึ้น ส่วนสันติภาพยังเป็นไปไม่ได้

สงครามในกาซาได้คร่าชีวิตคนไปแล้วประมาณ 22,000 ราย กองทัพอิสราเอลและนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูต่างก็ยืนยันว่า จะกวาดล้างกลุ่มฮามาสและลงโทษพลเรือนในฉนวนกาซาต่ออีกหลายเดือน จนกว่าตัวประกันทุกคนจะได้รับการปลดปล่อย และผู้นำคนสำคัญของฮามาสถูกฆ่าตายหมด เรื่องนี้พอดีสอดคล้องกับการทำนายของบรรดาหมอผี (shamans) ในเปรู ที่มาชุมนุมกันเป็นประจำทุกปีเพื่อทำนายชะตาโลก หมอผีบอกว่า กาซาจะเดือดร้อนเพราะสงครามอีกหลายเดือน ใครหนอ ช่วยสะเดาะเคราะห์ชาวปาเลสไตน์ให้ที

ข้อใหญ่ใจความของบทความนี้จะเป็นการรำพึงรำพันเรื่องการศึกษา ผมมีหลานตาอยู่คนหนึ่ง เพิ่งสอบได้เนติบัณฑิตและกำลังจะเข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตในวันที่ 6 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เนื่องจากหลานสาวผมอายุยังน้อย คือไม่ถึงเกณฑ์อายุที่จะสมัครสอบคัดเลือกเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา จึงกำลังคิดอยู่ว่าจะเลือกทางไหนดี ผมแอบฟังเธอคุยกับคุณพ่อคุณแม่ที่เชียร์ให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ จบมาแล้วเป็นอาจารย์ท่าจะดี ส่วนเจ้าตัวสนใจจะหาประสบการณ์การทำขนมเค้ก ผมว่าก็ดีทั้งสองอย่าง แล้วแต่เจ้าตัวจะเลือก หรือจะฟังเสียงเรียกของตัวเองด้วยก็ดี ชอบเป็นครูไหม หรือชอบทำขนมมากกว่า หรือจะมุ่งเป็นผู้พิพากษา

Advertisement

เมื่อผมเรียนจบก็มุ่งหมายอยากเป็นครู แต่ไม่รู้หรอกว่าเป็นครูหมายความว่าอย่างไร มหาวิทยาลัยได้ส่งผมไปอบรมอาจารย์ใหม่ที่เขื่อนภูมิพล จดจำได้บางเรื่อง เช่น แต่ละรายวิชาต้องเขียน ‘วัตถุประสงค์’ ให้ชัดเจน และต้องเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมด้วย คือต้องขึ้นต้นด้วยคำกิริยา ว่าเมื่อเรียนบทเรียนนี้แล้ว ผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้าง อีกเรื่องหนึ่งที่พอจำได้คือ ถ้าครูเอาแต่พูดอย่างเดียวผู้เรียนจะรับรู้ได้น้อย ต้องมีภาพประกอบด้วย หรืออย่างน้อยต้องเขียนสรุปย่อลงบนแผ่นใส ผมได้เรียนรู้การปิ้งแผ่นใสและได้ใช้ตลอดมา จนเปลี่ยนมาเป็นเพาเวอร์พอยต์เมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ไปไม่ถึงการทำอินโฟกราฟฟิก หรือนำข้อมูลมาสรุปเป็นรูปภาพอย่างมีสีสัน มีเรื่องหนึ่งซึ่งเรียนรู้ในครั้งนั้นที่ผมเห็นว่าสำคัญ คือวิทยากรบอกว่า แผ่นใสต้องเขียนตัวโต ๆ ให้คนที่อยู่ท้ายห้องอ่านออก แต่น่าเสียดายว่าจนบัดนี้ ก็ยังมีคนทำเพาเวอร์พอยต์ด้วยตัวอักษรเล็กจิ๋ว จนผมที่สายตาไม่ค่อยดี ขยับมาอยู่หน้าห้องแล้ว ก็ยังอ่านไม่ค่อยออกอยู่ดี

ตอนเป็นนักเรียน ผมเอาใจใส่การเรียนบ้าง แต่มักชอบการเล่นมากกว่า ทะเลาะกับเพื่อนบ้าง แต่รักเพื่อน ๆ มากกว่า ประทับใจครูบางคน ที่ชอบที่สุดคือบราเดอร์ฮูแบร์โต ผู้เป็นครูประจำชั้นมัธยม 7 และมัธยม 8 ผู้สอนให้ผมสนใจวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และยังพอจำการทำการทดลองต่าง ๆ โดยเฉพาะทางเคมี ในห้องเรียนได้ สรุปว่า ถ้าการดูภาพประกอบดีกว่าการพูดอย่างเดียว การทำการทดลองด้วยตนเองสนุกและท้าทายมากกว่าอีก ไม่ทราบว่าตรงตามสูตร “ทำไป เรียนรู้ไป” หรือไม่

พอมาสอนหนังสือ ผมเป็นผู้สอนที่อยู่ในระดับปานกลาง ปีแรก ๆ มีเวลามากหน่อย รู้จักนิสิตเป็นรายบุคคลหลายคน พอจำชื่อได้และมีความสัมพันธ์กันดี ตอนที่มีโอกาสไปสอนภาษาฝรั่งเศสที่คณะอักษรศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ก็เอาใจใส่ดี ชวนให้ดูหนังฟังเพลงภาษาฝรั่งเศสด้วย ช่วงปิดภาคการศึกษา ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาค่ายชาวเขาอยู่หลายปี เป็นที่ประทับใจมาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมได้มีกิจกรรมนอกหลักสูตรมากขึ้น รวมทั้งมีกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยในด้านสันติวิธีและสิทธิมนุษยชนเรื่อยมา ผมบอกตัวเองว่า ผมกำลังทำหน้าที่ “ครู” ในอีกความหมายหนึ่ง คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคม ในเรื่องที่ผมสนใจและคิดว่าสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น หรือเป็นเผด็จการน้อยลง ภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก และขอส่งต่อให้เป็นภารกิจของคนรุ่นต่อไปก็แล้วกัน

ในระหว่างที่สอนหนังสืออยู่ ผมมีโอกาสสังเกตการเรียนของลูกสาว ตอนเธอเรียนอยู่ชั้นประถมหนึ่ง จำได้ว่าเธอประทับใจครูประจำชั้นของเธอมาก ครูคนนั้นจูงใจให้เธอเขียนเรียงความสั้น ๆ ไปลงสตรีสาร และคงทำให้เธอสนุกกับการเรียนด้วย ในชั้นปีต่อ ๆ มา ไม่มีประสบการณ์ดีที่เธอมาเล่าให้ฟังอีก มีเพียงว่าเธอกลับไปแสดงความสนิทสนมกับครูประถมคนเดิมในโอกาสที่มีการจัดงานที่โรงเรียน แต่เธอมีประสบการณ์ที่เป็นลบประสบการณ์หนึ่ง เธอกลับมาร้องไห้ที่บ้าน ถามได้ความว่า ครูพละคนหนึ่งบอกให้นักเรียนตีลูกปิงปองให้กระดอนขึ้นลงและนับจำนวนครั้งด้วย ลูกสาวผมมีทักษะการใช้มือในระดับที่ไม่ค่อยดีนัก และครูคงสังเกตว่าเธอเลี้ยงลูกปิงปองให้กระดอนขึ้นลงได้ไม่นาน อย่างไรก็ดี มีครั้งหนึ่งที่ตีได้ดีและภูมิใจรายงานผลให้ครูทราบ ปรากฏว่ากลับถูกครูดุ ทำนองว่าไม่เชื่อและทำไมต้องมาโกหกครูด้วย ผมเชื่อว่าลูกสาวไม่มีนิสัยชอบโกหก การถูกมองว่าโกหกเป็นการบั่นทอนจิตใจมากกว่าที่ครูจะตระหนักได้ ความผิดหวังอาจทำให้นักเรียนไม่มั่นใจ และมุ่งมั่นน้อยลงในวิชาที่ถูกทำให้ผิดหวังเช่นนั้น

ในรุ่นเดียวกัน เพื่อนนักเรียนที่จบชั้นมัธยมห้าหลายคนจะสอบเทียบมัธยมหกแล้วไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ลูกผมไม่สนใจรวมทั้งไม่ขอเรียนพิเศษเพื่อกวดวิชาด้วย แต่โชคดี แม้จะไม่มีการกวดวิชาเป็นตัวช่วย เธอก็สอบเข้าเรียนคณะสัตวแพทย์ได้ ซึ่งคงช่วยให้ตีนติดดินมากขึ้นบ้าง แม้การศึกษาจะเป็นตัวกำหนดอนาคต แต่บางคนยังสามารถเลือกทางของตัวเองได้ แม้จะคงเส้นคงวาหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี เราพึงตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบและควรตัดสินใจอย่างรอบคอบ ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะรู้สึกว่าในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว หลายคนรวมทั้งผม เราได้ตัดสินใจในหลายครั้งไปอย่างนั้นเอง

ผมบังเอิญดาวน์โหลดบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “ความเบิกบานในการสืบค้น” (The Joy of Inquiry) เขียนโดย Alfonso Montuori บทความเริ่มต้นด้วยข้อความที่อ้างอิงถึงบทความของ Low, A. (2002). Creating consciousness: A study of consciousness, creativity, and violence ข้อความที่อ้างอิงเป็นเหมือนบริบทหรือเป็นกรอบคิดของบทความของมอนตูอารี ดังนี้

“สิ่งที่รองรับมโนทัศน์เดิมคือการมีมุมมองเดี่ยว มุมมองที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเดิมพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้กำหนด ต่อมายอมรับกันว่าเป็นการมองอย่างภววิสัยของวิทยาศาสตร์

ในอีกด้านหนึ่ง มโนทัศน์ใหม่ตั้งอยู่บนความคลุมเครือ บนความจริงทางเลือก รวมทั้งบนมุมมองหลายมุมมองของผู้สังเกตการณ์ซึ่งไม่สามารถแยกขาดจากสิ่งที่กำลังสังเกตได้”

มอนตูอารีเล่าว่า เขาถือสัญชาติอิตาลีตามพ่อ เกิดที่ฮอลแลนด์เพราะแม่เป็นชาวดัตช์ เขามีหนังสือเดินทางอิตาลีและไปเยี่ยมญาติที่อิตาลีบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยอาศัยอยู่ที่นั่น เนื่องจากทั้งพ่อและแม่เป็นนักการทูต เขาจึงย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไปอยู่กรีกเมื่ออยู่ชั้นประถม จนสบถสาบานเป็นภาษากรีกได้ดีกว่าในภาษาอื่น ต่อมาไปอยู่เลบานอน แล้วมาเรียนมัธยมที่ลอนดอน เขาได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงแปร่งมาก เรียกว่าสำเนียง Cockney จนเพื่อน ๆ ถือว่าเขาเป็นชาวลอนดอนขนานแท้ และเรียกชื่อเล่นแสนจะเป็นอังกฤษของเขาว่า มอนตี้ เขาพูดภาษาดัตช์ได้ตามคุณแม่ และไปทำงานที่สหรัฐฯ เป็นเวลานาน จึงพูดสำเนียงอเมริกาได้ สรุปคือ เขาไม่สามารถบอกได้ว่าอัตลักษณ์ของเขาคือใคร แต่มีข้อสังเกตว่า แต่ละวัฒนธรรมต่างมีความเชื่อ นิสัย ประเพณี ต่าง ๆ กัน และคาดหวังว่าเด็ก หรือเยาวชนพึงมีพฤติกรรมที่ยอมรับได้อย่างไรบ้าง เรื่องหนึ่งที่ถือว่าปกติและควรถือปฏิบัติในวัฒนธรรมหนึ่ง อาจถือเป็นเรื่องประหลาดได้ในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง

เขาเรียนชั้นประถมอยู่สองปีในกรีก กับครูใหญ่ชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อ อเล็กซานโดร ซาร์โน เขาระบุว่าการเรียนกับซาร์โนทำให้การศึกษาอีกประมาณ 20 ปีต่อมา ดูจืดชืดและน่าเบื่อ ชั้นเรียนของซาร์โนช่างโกลาหล น่าตื่นเต้น บางครั้งโลดโผน หลายครั้งเข้มข้น และสนุกเสมอ เขาจำเรื่องที่เรียนกับซาร์โนเป็นเวลาสองปีได้มากกว่าการเรียนในชั้นประถม มัธยม และชั้นปริญญาตรีทั้งหมดรวมกัน ซาร์โนทำให้การเรียนสูตรคูณเป็นเหมือนการผจญภัย การล่าสมบัติ เขาทำให้การเรียนตรรกะของภาษาอิตาลีกลายเป็นการไขปริศนาที่เขาตั้งขึ้น เขาทำให้การสืบค้นเป็นแหล่งของความเบิกบาน เมื่อนักเรียนคนหนึ่งทำการเฉลยปริศนาได้ไม่ดีนัก เขาจะทำตาโตพร้อมทั้งพูดว่า “เกิดอะไรขึ้น เธอทำได้ดีกว่านี้ม้ากมากใช่ไหม …” คราวหน้านักเรียนคนนั้นจะทำให้ได้เกินกว่าที่ซาร์โนคาดหวัง รวมทั้งเกินความคาดหวังของตัวนักเรียนเองด้วย การศึกษาในสายตาของซาร์โนและนักเรียนของเขาคือ การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการสืบค้นอย่างเบิกบาน ด้วยความพิศวง ด้วยอารมณ์แรง ความหวัง และความรื่นเริงไปพร้อมกัน

เมื่อมาเรียนชั้นมัธยมที่ลอนดอน เขารู้สึกว่าการเรียนภาษาลาตินช่างน่าเบื่อหน่าย ครั้งหนึ่งจึงเขียนจดหมายลงวารสารของโรงเรียน ถามครูใหญ่ชื่อ Chalkey White ซึ่งบังเอิญสอนภาษาลาตินว่า ทำไมการเรียนภาษาลาตินจึงน่าเบื่อเช่นนี้ ไวท์เขียนคำตอบในวารสารฉบับต่อไปว่า การเรียนภาษาลาตินน่าเบื่อจริง ๆ และก็ทำอะไรไม่ได้ อันที่จริง เขาไม่ได้กล่าวถึงการเรียนภาษาลาติน หากกล่าวถึงตัวเขาเอง ถึงความเข้าใจที่เขามีเกี่ยวกับภาษาลาติน ต่อการศึกษาและต่อชีวิตด้วย

มอนตูอารีคิดว่าซาร์โนไม่เพียงสอนเขาในหัวข้อต่าง ๆ หากสอนถึงทัศนคติต่อการเรียนรู้ ต่อการศึกษาและต่อความรู้ด้วย ซาร์โนสอนการสืบค้น สอนว่าเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร เราจะหาความพิศวง อารมณ์แรง ความตื่นเต้น และความหลงใหล ให้พบได้อย่างไร จะหาความหมายของความลึกลับในโลกนี้และจะอยู่กับมันได้อย่างไร เขาสอนการก้าวพ้นบทเรียน สอนให้เรียนรู้บทเรียนเกี่ยวกับบทเรียนนั่นเอง เขาสอนให้ทราบความหมาย มิใช่เพียงให้รู้จักดาวน์โหลดแนวคิดที่เป็นทางการ มอนตูอารีสรุปเรื่องของครูใหญ่สองคนของเขาว่า ซาร์โนเสนอแนวคิดการสืบค้นอย่างเบิกบาน ส่วนไวท์เสนอแนวคิดการสืบค้นแบบผลิตซ้ำ (reproductive inquiry)

มีการวิพาษณ์วิจารณ์การศึกษาไทยมานานแล้วว่า เป็นการสอนแบบให้นักเรียนท่องจำ ให้จำสิ่งที่ครูสอนให้ได้ อย่างน้อยจนถึงวันที่สอบ เพื่อผลิตซ้ำสิ่งที่ครูสอนโดยตอบคำถามซึ่งครูมีคำตอบอยู่ในหัวให้ได้ในวันสอบ หลังจากนั้นจะลืมบ้างก็ไม่เป็นไร มีการวิจารณ์และเสนอแนะว่า ต้องให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ รวมทั้งวิจารณ์และเห็นต่างจากครูได้ แต่น่าเสียดาย ครูถูกสอนมาอย่างไร ก็สอนนักเรียนไปตามนั้น สอนภาษาอังกฤษผิด ๆ มาอย่างไร ก็สอนผิด ๆ ไปตามนั้น นักเรียนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เพราะครูเองก็ไม่ถนัดพูดภาษาอังกฤษ เป็นต้น เราได้ยินข้อเสนอเรื่องให้ถือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ครูก็ขานรับ ทำให้นึกถึงเพลงผู้ใหญ่ลี ที่ขานรับทางการที่สั่งมาว่า “ให้ชาวนาเลี้ยงเปิดและสุกร” เมื่อครูขานรับแบบขอไปที สุดท้ายครูก็เป็นศูนย์กลางตามถนัดของครูกระมัง

สุบินทร์  สุขศรีเพ็ง ครูชำนาญการพิเศษ จังหวัดตรังเขียนบทความชื่อ “การสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญด้วยการปฏิบัติจริง” ความตอนหนึ่งว่า “ควรเปลี่ยนบทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียนจากการเป็น “ผู้รับ” มาเป็น “ผู้เรียน” และเปลี่ยนบทบาทของครูจาก “ผู้สอน” หรือ “ผู้ถ่ายทอดข้อมูลความรู้” มาเป็น “ผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้” ให้ผู้เรียน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบทบาทนี้ เท่ากับเป็นการเปลี่ยนจุดเน้นของการเรียนรู้ว่าอยู่ที่ผู้เรียนมากกว่าอยู่ที่ผู้สอน ดังนั้น ผู้เรียนจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน เพราะบทบาทในการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ”

ทิศนา แก้วมณี คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาโมเดล CIPPA (ย่อจาก Construction of Knowledge, Interaction, Physical Participation, Process learning, Application) มานานแล้ว แต่คงจะต้องขับเคลื่อนกันต่อไป

แต่ระบบราชการน่าจะเรียกว่าเป็นระบบทองไม่รู้ร้อน (no consequence) ก็ว่าได้ มีเรื่องหลายเรื่องที่น่าจะรู้สึกอับอายและหาทางแก้ไข เช่น การคอร์รัปชัน ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 35 มาเป็นเวลานับสิบปี นโยบายให้ยกระดับดัชนีนี้ ถึงกับระบุตัวเลขเป้าหมายไว้ในยุทธศาสตร์แห่งชาติยี่สิบปี แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อีกเรื่องหนึ่งคือการลดความเหลื่อมล้ำ คนรวยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่มีรายได้สูงกว่าเพื่อน มีรายได้มากกว่าคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเพื่อนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ประมาณ 13 เท่า อยู่นับสิบปีเช่นกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯเคยระบุเป้าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้ำนี้ แต่ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ปัจจุบันได้เลิกพูดกันไปแล้วกระมัง

ในส่วนของการศึกษา เรารับทราบว่า เวลานักเรียนไทยไปสอบด้วยข้อสอบมาตรฐานระหว่างประเทศชื่อ PISA (Programme for International Student Assessment) ที่เน้นประเมินการศึกษา ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มีการประเมินทุกสามปี (เว้นหนึ่งปีช่วงโควิด – 19) โดยประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี สำหรับประเทศไทย มีนักเรียนวัยนี้ประมาณ 690,000 คน ในปี 2565 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือน สิงหาคม 2565 มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วม 279 โรงเรียน ในทุกสังกัดการศึกษา รวม 8,495 คน นักเรียนทำแบบทดสอบและแบบสอบถามด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางแฟลชไดรฟ์

สำหรับผลการสอบปี 2565 มีการแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2022 เมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2566 ผลปรากฏว่านักเรียนไทยได้คะแนนต่ำลงในทุกด้าน ด้านคณิตศาสตร์ได้คะแนน 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ได้ 404 คะแนน ด้านการอ่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือ 379 คะแนน จากที่เคยได้ประมาณ 400 คะแนน ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะได้คะแนนประมาณ 500 คะแนนมาโดยตลอด ส่วนประเทศสิงค์โปร์ได้คะแนนสูงถึงประมาณ 560 คะแนน

เป็นธรรมดาที่กระทรวงศึกษาธิการจะ “ไม่นิ่งนอนใจ” แม้ว่าตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบัน เวลาจะผ่านไปมาก และคะแนน PISA มีแนวโน้มลดลง มิใช่เพิ่ม แต่ความตั้งใจก็คือ “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จะเพิ่มหลักสูตรใหม่ ที่เน้นการอ่านเพื่อคิด วิเคราะห์ มากขึ้นกว่าหลักสูตรเดิม ซึ่งจะเป็นขั้นตอนทดลองใช้ เริ่มใช้ในปีการศึกษาหน้า ถ้าได้ผลดี จะมีแนวทางในการบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอน เบื้องต้นต้องมีการอบรมครู”

ในวันปีใหม่ ขอให้เรารักษากำลังใจของเราไว้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ต้องพยายามให้มันดีขึ้น พร้อมทั้งยึดคติของครูใหญ่ซาร์โนให้ดี นั่นคือ ขอให้เราเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สืบค้นอย่างเบิกบาน ด้วยความพิศวง ด้วยอารมณ์แรง ความหวัง และความรื่นเริงไปพร้อมกัน

โคทม อารียา