ความว่างกับทางสายกลาง
ปีใหม่มาถึงแล้ว ขอให้สรรพชีวิตรวมทั้งผู้อ่านทุกคน จงแคล้วคลาดจากทุกข์และผองภัย มีสันติและความผ่องใสในกลางใจ ขอให้ทุกคนมีความสงสัยใคร่รู้ ฝึกฝนเรียนรู้ทั้งสิ่งใหม่และสิ่งดั้งเดิมที่เป็นความมหัศจรรย์แห่งชีวิต
ในวันที่ 20 – 21 มกราคม 2567 ด้วยความอยากรู้ ผมจึงได้สมัครเข้ารับการฝึกอบรม โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นักปรัชญาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งจัดโดยมูลนิธิวัชรปัญญา หัวข้อคือ “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” (ชื่อเป็นภาษาบาลีคือ มูลมัธยมกการิกา) ที่รจนาโดยนักปรัชญาพุทธศาสนาคนสำคัญชื่อ นาคารชุน ราวศตวรรษที่สองหลังคริสตกาล เรื่องนี้เป็นเรื่องยากและได้มีการศึกษา การโต้เถียง และการตีความโศลกเหล่านี้มาโดยตลอด
การอบรมดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่โสรัจจ์แปลและเขียนคำนำโศลกมูลฐาน และได้แก้ไขปรับปรุงในการพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยผู้แปลปรารภในบทนำว่า พยายามทำให้ถ้อยคำและการใช้ภาษาไทยในงานแปล สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้อยคำต่าง ๆ ที่คลุมเครือก็แปลให้ชัดเจนขึ้น เท่าที่ความหมายของนาคารชุนจะยอมให้เกิดความชัดเจนขึ้นมาได้ ผมขออนุญาตใช้หนังสือที่แก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ เป็นเอกสารอ้างอิงในบทความที่พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องที่ยาก คือความว่างกับทางสายกลางนี้ต่อไป
มูลมัธยมกการิกาเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดศูนยวาท ซึ่งส่งผลสำคัญต่อแนวคิดแบบมหายาน โดยนาคารชุนอธิบายหลักพุทธพจน์บนพื้นฐานของปรัชญาศูนยตวาท (ตรงกับบาลีว่าสุญญตา) คำว่า มาธยมิกะหรือมัธยมก หมายถึงทางสายกลาง คือปรัชญาสายกลางระหว่างสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอยู่อย่างเที่ยงแท้) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) คำว่า การิกา หมายถึง คัมภีร์ที่รจนาขึ้นในรูปแบบฉันทลักษณ์ ใช้ถ้อยคำน้อยสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง มูลมัธยมกการิกาประกอบด้วยโศลกจำนวน 450 โศลก แบ่งเป็น 27 บท (บางทีใช้คำว่า ปกรณ์ หรือ ปริเฉท ที่แปลว่าแบ่งเป็นตอน ๆ แทนคำว่าบท) เนื้อหาโศลกมูลฐานเป็นธรรมขั้นสูงมากกว่าธรรมในระดับชาวบ้าน วัตถุประสงค์ของการรจนาก็เพื่อเป็นคู่มือการโต้วาทีและอธิบายอภิธรรมสำหรับผู้รู้เป็นหลัก ในบทความนี้ จะพยายามทำตามแบบโสรัจจ์คือ ใช้ภาษาให้ง่ายเข้าไว้ ซึ่งย่อมลดความพิสดารลง
คนที่จุดความคิดให้ผมเขียนเรื่องนี้คือ ยุทธนา กุลวิทิต ซึ่งเกษียณอายุราชการตามหลังผมไม่นานจากคณะวิศวะฯ จุฬาฯ บังเอิญในงานปีใหม่ปีนี้ เรานั่งกินข้าวติดกัน จู่ ๆ ยุทธนาก็ตั้งโจทย์ว่า อะไรคือหัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมก็ตอบตามที่เข้าใจว่า “อริยสัจ 4” ยุทธนาบอกว่าไม่ใช่ และเฉลยว่า แก่นกลางคำสอนคือปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ 4 คือ “application” ส่วนหลักคือ “อิทิปปัจจยตา” หรือการที่สิ่งทั้งหลายอิงอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เมื่อปัจจัย (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า condition) หรือเงื่อนไขถึงพร้อม ก็จะก่อให้เกิดผล (effect)
ทุกข์ของอริยสัจ 4 เป็นผลมาจากห่วงโซ่ของเหตุปัจจัย 12 ห่วงโซ่ของปฏิจจสมุปบาท ที่อิงอาศัยกันจึงเกิดขึ้น (dependent arising) ซึ่งอาจตีความว่าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏก็ได้ หรือบางคนจะตีความว่าเป็นเวรเป็นกรรมในชีวิตนี้ของเราก็ได้
ผมสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตในเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือประตีตยสมุตปาทฉบับสันสกฤต พบว่าห่วงโซ่ที่ 12 คือชรามรณะนั้น ฉบับสันสกฤตขยายความว่า “เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชรา มรณะ โศก ปริเทวะ [ความคร่ำครวญ] ทุห์ข [ทุกข์] เทารมนัส [โทมนัส] อุปายาส [ความคับแค้นใจ] ก็มีพร้อม” กล่าวคือ ถ้าเริ่มจากห่วงโซ่แรกคือ อวิชชา ก็จะไปสู่ชีวิตที่เป็นความทุกข์ดังแสดงในอริยสัจ 4 นั่นเอง คราวนี้ต้องหาทางย้อนศร คือเริ่มจากการดับของอวิชชา เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ สังขารจะดับลง การดับ (dependent cessation) จะเป็นห่วงโซ่ต่อไปจนถึงการดับทุกข์ คำถามคือจะดับอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะเห็นปรากฏการณ์อย่างที่เป็น คือไม่บดบังด้วยอวิชชา คำสอนวิธีที่จะดับทุกข์คือมรรคมีองค์แปด ที่เริ่มด้วยความเข้าใจถูกต้องหรือสัมมาทิฐิ เมื่อมีคำอธิบายทำนองนี้ ก็ขอรับฟังทรรศนะของยุทธนามาตรึกตรอง
เพื่อที่จะตอบคำถามว่าจะมีสัมมาทิฐิได้อย่างไร ขอไปที่บทนำของโสรัจจ์ ที่อ้างถึงกัจจานโคตตสูตรตามที่นาคารชุนเขียนไว้ในโศลกที่ 7 บทที่ 15 ว่า
7 พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วย
ความรู้ถึงสิ่งและมิใช่สิ่ง
ใน กัจจานโคตตสูตร
ได้ทรงปฏิเสธ ทั้งความเป็นและความไม่เป็น
ในพระสูตรดังกล่าว พระพุทธเจ้าตรัสตอบกัจจานโคตต์ว่า สัมมาทิฐินั้นอยู่ที่การไม่ยึดติดกับสุดโต่งสองข้าง ได้แก่ การยึดมั่นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ กับการยึดมั่นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ … สิ่งที่มีคือความเกี่ยวพันเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัย อันได้แก่ห่วงโซ่ของปฏิจจสมุปบาท … อริยบุคคลนั้นละได้แล้วซึ่งการยึดมั่นในสุดโต่งทั้งสองนี้ อันเป็นแหล่งที่มาของการยึดมั่นว่ามีตัวตน ท่านมองเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า … ทางสายกลางอันเป็นสัมมาทิฐิ ได้แก่ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
ผมสมมุติว่าผู้อ่านรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทดีแล้ว แต่พอนึกถึงตัวเองที่ไปฟังคำอธิบายในเรื่องนี้จากคุณรัญจวน อินทรกำแหง ที่สวนโมกข์ในปี 2535 ขอยอมรับว่าตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลย จึงขออภัยผู้ที่รู้แล้ว โดยขอแทรกคำอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทไว้เล็กน้อย นาคารชุนเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทที่ยี่สิบหก หลังจากอธิบายห่วงโซ่ทั้งสิบสอง (อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ) แล้ว เขาก็สรุปในโศลกที่ 11 และ 12 ดังนี้
11. ด้วยการดับไปของอวิชชา
กรรมก็ไม่เกิด
การดับไปของอวิชชาเกิดขึ้นจาก
การใช้ปัญญาพิจารณาสภาวะทั้งหมดนี้ในสมาธิ
12. ด้วยการดับไปของสิ่งนั้นกับสิ่งนี้
สิ่งนั้นกับสิ่งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น
สิ่งที่เป็นเพียงกองทุกข์
ก็จะดับไปไม่เหลือ
มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงสังเกตได้ว่า นาคารชุนมักใช้ประโยคปฏิเสธ และมักอ้างเหตุผลสี่มุม หรือ “จตุษโกฏิ” อยู่บ่อยครั้ง เรามักเคยชินกับตรรกะที่มีสองทางเลือก เช่น มี หมายความว่า ไม่ใช่ไม่มี จะเป็นทั้งมีและไม่มีพร้อมกันไม่ได้ การอ้างเหตุผลเช่นนี้มีเพียงสองมุม พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่ายึดมั่นว่ามี อย่ายึดมั่นว่าไม่มี ให้ไปทางสายกลาง ในการเกี่ยวพันกันตามเหตุปัจจัยอันซับซ้อนนั้น เมื่อเหตุปัจจัยต่าง ๆ ถึงพร้อม สิ่งนั้นจึงเกิด เหตุปัจจัยดับลง สิ่งนั้นจึงดับ อย่างไรก็ดี บางครั้งพระพุทธเจ้าทรงใช้จตุษโกฏิ และในเรื่องนี้ โสรัจจ์ได้อ้างถึง จูฬมาลุงโกยวาทสูตร ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าตายไป มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่ามีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ดังนี้ … ทุกข์ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติเพิกถอนความทุกข์” โสรัจจ์อธิบายว่า จตุษ์โกฏิบอกทางเลือกไว้สี่ทางคือ สัตว์เบื้องหน้าที่ตายไป (1) มีอยู่ (2) ไม่มีอยู่ (3) ทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ (4) มีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ แม้จะอ้างเหตุผลอย่างครบถ้วนว่ามีความเป็นไปได้เพียงสี่มุม แต่พระองค์ทรงสอนว่ายังไม่พ้นทุกข์ นาคารชุนขยายความต่อไปว่า ภาษากับการปรุงแต่งเท่านั้นไม่อาจช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ ถ้าสัตว์ตายไป ตามตรรกะจะต้องเป็นอยู่มุมใดมุมหนึ่งในสี่มุมนี้เท่านั้น แต่การโต้แย้งกันด้วยตรรกะและด้วยภาษากับการแยกแยะความหมายเช่นนี้ ไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าเหตุผลในมุมไหนของสี่มุมจึงถูกต้อง พระพุทธองค์จึงไม่แสดงทรรศนะที่เป็นคำตอบ เพราะไม่มีประโยชน์ใดแก่การพ้นทุกข์
อย่างไรก็ดี แม้ภาษากับการปรุงแต่งไม่เพียงพอต่อการหลุดพ้น แต่ก็สำคัญ เพราะถ้าภาษากับความหมายไม่สำคัญ จะสอนพระธรรมไปทำไม ในมูลโศลกบทที่ยี่สิบสี่ นาคารชุนกล่าวถึงความว่าง (นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าฉงน) และอริยสัจ 4 ดังนี้
1. หากทั้งหมดนี้เป็นความว่าง
ก็จะไม่มีการเกิดหรือการดับ
และสำหรับท่าน (หมายถึงผู้ที่นาคารชุนโต้แย้งด้วย) ผลสรุปก็คือว่า
อริยสัจ 4 ไม่มีอยู่
2. หากอริยสัจ 4 ไม่มีอยู่
แล้วความเข้าใจ การละวาง
การทำสมาธิ และการบรรลุธรรม
ก็ไม่อาจยืนยันว่าถูกต้องได้ …
8. คำสอนอันได้แก่พระธรรมของพระพุทธเจ้า
ตั้งอยู่บนความจริงสองประการ
ได้แก่ความจริงของแบบแผนทางโลก (สมมุติสัจจะ)
กับความจริงระดับสุดท้าย (ปรมัตถสัจจะ)
โสรัจจ์มีคำอธิบายเกี่ยวกับสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะดังนี้ เมื่อกำลังสอนธรรมะ เราต้องการจะให้ผู้เรียนเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงจำเป็นต้องใช้คำพูดรวมทั้งตรรกวิทยา แต่ความจริงบัญญัติหรือความจริงสมมุติมิใช่ทั้งหมดของความเป็นจริง ไม่ใช่อะไรที่เป็นตัวเป็นตนให้เราไปยึดมั่นถือมั่นได้ ในเมื่อภาษาเป็นของว่าง บัญญัติและการแยกแยะความหมายทั้งหมดก็เป็นของว่าง การเข้าใจเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจความจริงปรมัตถ์หรือศูนยตานั่นเอง
ขอนำโศลกในบทที่ 4 เรื่องอริยสัจ 4 มากล่าวต่อดังนี้
23. หากความทุกข์ดำรงอยู่อย่างมีสวภาวะ
การดับไปของความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น หากใครคนหนึ่งถือว่าความทุกข์ดำรงอยู่อย่างมีสวภาวะ
เขาผู้นั้นก็จะปฏิเสธการดับไปของความทุกข์ …
38. หากมีสวภาวะ สิ่งทั้งปวง
ก็จะไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย
และดำรงอยู่เช่นนั้นชั่วนิรันดร์
สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมปราศจากความหลากหลายของสถานะต่าง ๆ
39. หากสิ่งเหล่านี้มิได้เป็นของว่าง
ก็จะมิได้มีการบรรลุของสิ่งที่ยังมิได้บรรลุ
หรือกิจของการดับทุกข์
หรือการละวางเสียซึ่งกิเลสทั้งปวง
40. ใครก็ตามที่มองเห็นอิทัปปัจจยตา
เขาผู้นั้นมองเห็นความทุกข์
เห็นเหตุแห่งทุกข์
การดับทุกข์ และวิถีสู่การดับทุกข์
เรามาเจอคำศัพท์ที่ผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย แต่นาคารชุนใช้บ่อยเพื่ออธิบายเรื่องความว่าง นั่นคือคำว่า “สวภาวะ” (inherent nature/existence) หมายถึงคุณสมบัติที่สมมุติว่ามีอยู่อย่างแยกขาด และเอกเทศ ซึ่งธรรมชาติของสิ่งนั้นไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นใด ในความหมายหนึ่ง ความว่าง (emptiness) คือการปลอดพ้นจากสวภาวะ หรือความว่างคือการไม่มีสวภาวะนั่นเอง
จุดเน้นของนาคารชุนคือ ไม่มีอะไรเลยที่ไม่ใช่ของว่าง (บ่อยครั้ง โสรัจจ์ใช้คำว่าของว่างแทนที่จะใช้คำว่าความว่างที่เป็นนามธรรม) ที่คิดว่าเป็นตัวตนก็เป็นของว่าง ขันธ์ทั้งห้าก็เป็นของว่าง คำกล่าวเช่นนี้สอดคล้องและน่าฉงนพอ ๆ กับคำกล่าวของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ที่ประกาศก้องว่า “รูปคือความว่าง ความว่างก็คือรูป” แม้แต่ภาษาก็ยังเป็นของว่าง แต่ของเหล่านี้ยังจำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการปฏิบัติธรรม เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถึงความว่าง กับมาลุงโกยะก็ดี กับกัจจานโคตต์ก็ดี จะตรัสถึงปฏิจจสมุปบาทแทน หากจะเชื่อว่าสิ่งนี้มีก็ไม่ได้ สิ่งนี้ไม่มีก็ไม่ได้ พระองค์จึงทรงสอนถึงทางสายกลางระหว่างความมีกับความไม่มี ซึ่งได้แก่ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง
สิ่งทั้งหลายเป็นของว่างจากตัวตนของสิ่งนั้น เกิด มีอยู่ และดับไปก็เพราะปัจจัยต่างๆ ที่มาประมวลกันเข้าชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งแสดงในโศลกต่อไปของบทที่ 24 ดังนี้
18. สิ่งนั้น อันได้แก่การเกิดขึ้นโดยอิงอาศัยกัน
อธิบายได้ว่าคือศูนยตา
สิ่งนั้น อันได้แก่การบัญญัติโดยอิงอาศัยกัน
ก็ได้แก่ทางสายกลางนั่นเอง
19. ไม่มีอะไรเลยที่มิได้
เกิดโดยอาศัยสิ่งอื่น
ดังนั้น จึงไม่มีอะไรเลย
ที่มิได้เป็นของว่าง
คำอธิบายของโสรัจจ์คือ การที่สิ่งต่าง ๆ มาสัมพันธ์กันได้ด้วยเหตุปัจจัยก็เป็นเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นได้รับการบัญญัติไว้ก่อนแล้ว ด้วยภาษากับการแยกแยะความหมาย หากไม่เป็นเช่นนี้ก็ย่อมไม่มีสิ่งใด ๆ มาสัมพันธ์กันได้ ดังนั้น ปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา อันเป็นเรื่องของการแสดงความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ เพราะมีการบัญญัติและมีการใช้ภาษา มโนทัศน์ กับการแยกแยะความหมาย แต่เนื่องจากภาษาเป็นความว่าง และทุกอย่างเป็นเรื่องของการบัญญัติ สิ่งต่าง ๆ ที่มาสัมพันธ์แบบอิงอาศัยกันนี้จึงเป็นศูนยตา
มีบทกวีของลามะชาวเนปาลรูปหนึ่งที่กล่าวถึงความว่างอย่างน่าสนใจ ผมจับใจความแบบงู ๆ ปลา ๆ ได้ว่า รูปและแสงคือความว่าง ทุกเสียงคือความว่าง ความรู้สึกที่สัมผัสกับความว่างนั้นเกินกว่าที่คำพูดจะอธิบายได้ การตระหนักรู้ถึงความว่างนั้นเกินกว่าที่จะรู้ได้ด้วยความคิด สิ่งที่พึงทำคือสมาธิภาวนาเพื่อปล่อยจิตไปยังความว่างที่ไม่มีจิตใดไปถึง (อาจยกเว้นจิตของเราหรือไม่ก็ตามที) บทกวีนี้มีชื่อว่า “มายาปรากฏเอง” และได้นำมาแปลจากคำแปลภาษาอังกฤษ ดังนี้
• รูปทั้งปวง ภาพปรากฏ กับความว่าง
ดุจสายรุ้ง เรืองรอง และผ่องใส
ในอ้อมแขน ภาพปรากฏ กับความว่าง
เพียงปล่อยไป ยังที่ไม่ มีจิตไป
• เสียงทุกเสียง คือเสียง กับความว่าง
ดุจดังเสียง ที่สะท้อน ย้อนไฉน
ในอ้อมแขน ของเสียง กับความว่าง
เพียงปล่อยไป ยังที่ไม่ มีจิตไป
• ทุกรู้สึก คือปีติ กับความว่าง
ไกลเกินกว่า ที่ถ้อยคำ จะเอ่ยได้
ในอ้อมแขน ของปีติ กับความว่าง
เพียงปล่อยไป ยังที่ไม่ มีจิตไป
• ตระหนักรู้ ทั้งปวง กับความว่าง
ไกลเกินกว่า ที่ความคิด จะรู้ได้
ในอ้อมแขน ตระหนักรู้ กับความว่าง
ปล่อยตระหนัก- รู้ไปที่ จิตไม่ไป
บทกวี Self-Appearing Illusion
เคนโป ซุลทริม เกียมโซ รินโปเช ประพันธ์
จิม สกอตต์ แปลเป็นภาษาอังกฤษ และสงวนลิขสิทธิ์
สวัสดีปีใหม่ 2567 แด่ผู้อ่านทุกคน
โคทม อารียา

