หน้าแรก คอลัมนิสต์ นานาแพะบนขอบเ...

นานาแพะบนขอบเหว โดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

22.01.17 | 21:52 น.
(แฟ้มภาพ)ครูจอมทรัพย์

หากคิดถึงข่าวชวนหดหู่ของสังคมไทยเวลานี้ เราคงไม่อาจหลงลืมข่าว “ครูจอมทรัพย์” แห่งสกลนคร ผู้ถูกกล่าวหาว่าขับรถชนคนตายแล้วต้องไปนอนในคุกอยู่ปีเศษ กว่าจะมีโอกาสร้องทุกข์หลังจากได้รับอภัยโทษว่าแท้จริงเธอเป็น “แพะ” จนศาลมีคำสั่งให้รื้อคดีใหม่

วันนี้ข่าวยกระดับความหดหู่ขึ้นไปอีก เมื่อ 1 ในพยานปากเอกผู้ยืนยันว่าคนขับรถเป็นชาย ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ บอกสื่อว่าเธอกำลังอยู่ในภาวะหวาดวิตกว่าจะถูกอุ้มฆ่า เพราะเปิดหน้าให้สัมภาษณ์สื่อไปหลายสำนัก

เธอเป็นหญิงชาวนาสามัญ ไม่มีตระกูลใหญ่ค้ำคอ ไม่มีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่จะทำให้คนเมืองหลวง โดยเฉพาะข้าราชการประเภทที่ให้คุณค่ายศศักดิ์อัครฐานและคนทำสื่อประเภท “คางคกขึ้นวอ” รู้สึกถึงความจำเป็นต้องพินอบพิเทาเอาใจใส่

มี 2 ประเด็นสำคัญที่รู้ๆกันอยู่ แต่ก็ยังดำรงอยู่แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

ประเด็นแรกคือ สังคมประเภทไหนที่ประชาชนสามัญกลัวว่าหากพูดความจริงจะถูกอุ้มฆ่าทั้งๆที่ไม่ใช่ประเด็นคิดต่างทางการเมืองด้วยซ้ำ นี่คือสังคมที่มาเฟียใหญ่กว่ารัฐ หรือคือสังคมที่รัฐคือมาเฟียใหญ่ผู้ทำหน้าที่เลี้ยงมาเฟียรายย่อยให้ทำงานรองมือรองตีนเพื่อประโยชน์ของมาเฟียเท่านั้น?

Advertisement

เราอยู่ในสังคมประเภทไหนกัน จึงมีประชาชนที่ไม่สามารถแน่ใจในความปลอดภัยของตน ไม่แน่ใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม และไม่แน่ใจว่าจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐซึ่งรับเงินเดือนจากภาษีประชาชนมาทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองให้ประชาชนกินอิ่ม นอนอุ่น

ประเด็นที่ 2 คือสถานะของ “พยาน” ซึ่งสื่อไทยทุกสำนักโดนเข้าไปเต็มๆ ว่าทำให้พยานตกที่นั่งลำบาก เพราะแย่งกันขายข่าวด้วยการเปิดหน้าเปิดชื่อเปิดที่อยู่พยาน (โดยคำแนะนำและความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่) โดยไม่คำนึงว่าพยานอาจได้รับอันตรายจากกลุ่มมาเฟียผู้ไม่ปรารถนาให้รื้อฟื้นคดีมาประจานความบัดสีของตน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการสื่อ โดยเฉพาะคดีทางการเมืองที่มีการใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยข้อหารุนแรงเสมอ ตัวอย่างเช่น เคยมีกรณีรัฐส่งเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าควบคุมตัวผู้ที่มีความคิดทางการเมืองต่างจากรัฐกลางดึกด้วยข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติแล้วนำขึ้นรถหายไปโดยไม่แจ้งรายละเอียด ขณะนักข่าวติดตามข่าวพร้อมรายงานข่าวสู่สาธารณะเพื่อให้ญาติพี่น้องซึ่งแจ้งนักข่าวให้ช่วยติดตามได้คลายใจ จู่ๆ ญาติพี่น้องก็บอกนักข่าวว่าหยุดทำข่าวได้แล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ติดต่อมาว่าอย่าเป็นข่าว หาไม่ผู้ที่ถูกควบคุมตัวไปจะยิ่งลำบาก

นี่ยังไม่นับเรื่องใส่ร้ายทางการเมืองชนิดปราศจากหลักฐาน ประเภทกล่าวหานาย ก เป็นมือปืนผู้อยู่เบื้องหลังคดีอุกฉกรรจ์ต่างๆ นานา โดยชี้เป้าว่านาย ก กำลังหลบหนีไปที่นั่นที่นี่
ที่สุดแล้วจึงมักมีการถกเถียงกันทั้งในหมู่นักข่าวและผู้ตกเป็นข่าวว่า ผู้ตกเป็นข่าวควรอยู่ในที่มืดหรือที่สว่าง เช่น เมื่อกลายเป็นข่าวแล้ว อยู่ในที่สว่างเสียเลยจะปลอดภัยกว่าอยู่เงียบๆ ถูกอุ้มเงียบและตายเงียบหาศพไม่เจอตลอดกาลหรือไม่?

น่าเศร้าว่าไม่เคยมีคำตอบตายตัวสำหรับกรณีเช่นนี้ พูดจาแบบโลกไม่สวยก็คือ ประชาชนสามัญ “นอกเครือข่ายอิทธิพล” ทุกคนผู้มีโอกาสเป็นแพะอย่างไร้ข้อจำกัด อาจทำอะไรไม่ได้มากนักบนขอบเหวนอกจากระมัดระวัง และค่อยๆ หาทางออกจากพื้นที่อันตรายไปสู่เสรีภาพ

ในสังคมที่บรรดาคนใหญ่คนโตระดับผู้ปกครองไม่สนใจความจริงเท่าสิ่งที่อยากฟังและไม่สนใจจริงว่าประชาชนกินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่ นานาแพะจึงยังเดินกันขวักไขว่บนขอบเหวในอารมณ์ “ตาดีได้ตาร้ายเสีย” หรือ “ไม่ตายก็รอด”

ดูท่าว่าเราจะอยู่กันอย่างนี้อีกนาน