เพราะ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ไม่ใช่ ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ (‘พรรคก้าวไกล’ ก็ไม่ควรมีอันเป็นไปอย่าง ‘พรรคนั้น’)
เมื่อคณะทำงานของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้นำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ หรือ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ฉบับที่พรรคก้าวไกลเสนอ มาให้เขาพิจารณาในขณะที่นายกฯกำลังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเขาก็ได้ลงนามให้ทันทีเพื่อส่งกลับไปให้ทันเข้าบรรจุในวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
พลันให้ระลึกถึงครั้งหนึ่งที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล ให้สัมภาษณ์ต่อมติชนทีวี เมื่อราวปลายปีที่แล้ว โดยมีประเด็นฝากถึงพรรคก้าวไกลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจากที่เขาสังเกตเห็นลีลาการอภิปรายในสภาของ ส.ส.พรรคก้าวไกลแล้วก็เห็นว่ามีลักษณะเป็นการใช้วาทศิลป์ตอดเล็กตอดน้อย ยกคำคม รวมถึงการใช้วาจากระทบกระแทกแบบแรงๆ
ปิยบุตรจึงพยายามย้ำเตือนให้พรรคก้าวไกลไม่ลืมว่า นายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” นี้ไม่ใช่ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดังนั้น พรรคก้าวไกลควรจะถอดเอาความคิดดังกล่าวออกไปก่อนในการเลือกกลยุทธ์และลีลาในการเป็นฝ่ายค้าน
อย่าลืมว่าปิยบุตรเป็นผู้ที่อ่านสถานการณ์ทางการเมืองได้ขาด โดยก่อนหน้านี้ก็เคยออกมาเตือนพรรคก้าวไกลในช่วงหลังชนะการเลือกตั้งว่า ไม่ว่าอย่างไรก็อย่ายอมยกเก้าอี้ประธานรัฐสภาให้ใคร เพราะโดยหลักแล้วประธานรัฐสภาควรมาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง คำเตือนของปิยบุตรในที่สุดก็เป็นบทเรียนต่อพรรคก้าวไกลว่า การที่ “ยอม” ให้ “คนอื่น” มาเป็นประธานรัฐสภาส่งผลเป็นตัวเร่งให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องพลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างง่ายดายเพียงใด รวมถึงพรรคเองก็ต้องกลับมาแก้เงื่อนปมเรื่อง “รองประธานรัฐสภา” แต่ตัวเองพลิกกลับมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยต้องยอมเปลืองตัวใช้เทคนิคการเมืองในเฉดสีเทาไปเพียงใด
คำพูดของปิยบุตรที่ว่า “เศรษฐาไม่ใช่ประยุทธ์” ก็แสดงให้เห็นผ่านการที่นายกฯลงนามรับรองร่างกฎหมายอากาศสะอาดของพรรคก้าวไกลให้เสนอต่อสภาได้นี่เอง
นักวิชาการผู้ศึกษากฎหมายรัฐสภาที่รู้จักกันท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า จากที่ท่านได้ติดตามศึกษามานั้น ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองกฎหมายเกี่ยวกับการเงินของฝ่ายค้าน อย่างน้อยในสมัยของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็ไม่เคยลงนามให้กฎหมายเกี่ยวกับการเงินของพรรคฝ่ายค้านได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาเลย
โดยการลงนามรับรองร่างกฎหมายของนายกรัฐมนตรีนี้เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 ที่มีหลักการว่า ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อกัน หรือกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน การจะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวได้ก็ต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีเสียก่อน
เรื่องนี้เป็นหลักการทางนิติบัญญัติสากลของระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภา ที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น หากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยการเงินใดเสนอต่อสภาแล้วไม่ได้รับความเห็นชอบ ในประเพณีการปกครองในรูปแบบดังกล่าวก็จะถือว่าเท่ากับ “สภาผู้แทนราษฎร” นั้น “ไม่ไว้วางใจ” คณะรัฐมนตรีให้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนซึ่งสภานั้นเป็นผู้แทนอยู่ เช่นนี้ตามธรรมเนียมแล้วรัฐบาลก็จะต้องลาออก ซึ่งในทางความเป็นจริงแล้วกฎหมายเกือบทุกฉบับจะมีผลให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้น ในทางปฏิบัติแล้วกฎหมายเกือบทุกฉบับที่รัฐบาลไม่ได้เสนอเอง จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อนจึงจะเสนอต่อสภาได้ทั้งสิ้น
ด้วยหลักการนี้เองนายกรัฐมนตรีจึงย่อมต้องมีอำนาจในการตรวจสอบและให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินทุกฉบับที่เสนอต่อสภา และควรพิจารณาโดยรอบคอบด้วย เพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากกฎหมายที่เสนอไปไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา
จากข้อมูลที่ปรากฏคือ ก่อนหน้านี้ได้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เข้าวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นร่างของ ครม. ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล และร่างของภาคประชาชน โดยไม่มีร่างของพรรคก้าวไกลบรรจุเข้าไปด้วย ทำให้แกนนำของพรรคก้าวไกลได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและกล่าวหาไปในทางว่ารัฐบาลกีดกันร่างกฎหมายของพรรค
ใ นขณะที่ทีมงานของนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ตามระเบียบแล้วร่างกฎหมายที่จะเสนอต่อที่ประชุมสภาได้จะต้องผ่านการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อนว่าเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อสภาหรือไม่ โดยคณะทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้พยายามเร่งรัดขั้นตอนร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลเพื่อรอให้เสนอได้พร้อมกับร่างกฎหมายของรัฐบาลและภาคประชาชนที่ผ่านการรับฟังความเห็น และนายกรัฐมนตรีลงนามผ่านพิจารณาการเป็นร่างกฎหมายการเงินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่พรรคก้าวไกลก็ไม่ส่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ว่ามาเพื่อพิจารณาจนกระทั่งถึงนาทีสุดท้าย แต่ถึงอย่างนั้น นายกฯเศรษฐาก็ยอมเซ็นรับรองให้เข้าสภาได้
การรับรองร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลเป็นความเสี่ยงที่นายกฯเศรษฐาต้องรับไว้ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เห็นชอบร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลก็ตาม แม้ในทางความเป็นจริงความเสี่ยงดังกล่าวจะต่ำมากๆ เนื่องจากรัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแบบหายห่วง แต่ถ้ามองในเชิง “น้ำใจนักกีฬา” แล้วก็นับเป็นความใจกว้างระดับที่ไม่ค่อยปรากฏสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นั่นยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า คำพูดของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ว่า (นายกฯ) “เศรษฐา ทวีสิน ไม่ใช่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นการอ่านเกมการเมืองขาดอีกครั้ง และเมื่อเป็นเช่นนั้นข้อติติงเสนอของเขาที่ว่าพรรคก้าวไกลต้องไม่ใช้วิธีเดียวกันกับที่เคยต่อสู้เป็นฝ่ายค้านในสมัยรัฐบาลประยุทธ์น่ารับฟังอย่างยิ่ง ส่วนพรรคก้าวไกลก็ไม่รู้ว่าการส่งร่างกฎหมายที่ว่าไปให้นายกฯพิจารณาเอาในนาทีสุดท้ายนี้ เป็นเพราะคาดหมายว่าถึงอย่างไรนายกฯ “เศรษฐา” ก็คงจะ “ไม่เซ็นให้” เหมือนสมัยนายกฯ “ประยุทธ์” ดังนั้น จึงไม่ต้องรีบส่งไปให้ได้รับการพิจารณาตามระเบียบขั้นตอนก็ได้อย่างนั้นหรือเปล่า
หรือถ้าใครจะมองในแง่เกมกลทางการเมืองอย่างร้ายที่สุด ว่าพรรคก้าวไกล “จงใจ” ส่งไปให้นายกฯพิจารณาล่าช้าเพื่อหวังว่านายกฯจะไม่ลงนามรับรองให้เนื่องจากแทบจะยังไม่ได้พิจารณา (ซึ่งเขาทำเช่นนั้นก็ได้ไม่ผิดอะไรเลย)
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สุดท้ายจะเป็นเพียงความไม่รู้ไม่เข้าใจในหลักการทางรัฐธรรมนูญในการนิติบัญญัติ จึงทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดล่าช้าขึ้น
ยังต้องกล่าวด้วยว่า ในการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนนี้จะมีข้ออภิปรายหลายเรื่องที่ผู้ที่พอจะมีความรู้ความเข้าใจในระบบกฎหมายการคลังและการงบประมาณของรัฐจะอดรู้สึกทะแม่งๆ อยู่หลายเรื่อง เช่น ที่มีผู้อภิปรายว่า ทำไมจึงไม่ปรากฏว่ามีงบประมาณการผลักดันนโยบาย “ซอฟต์เพาเวอร์” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล และทั้งที่ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติพร้อมคณะอนุกรรมการแล้ว จากนั้นก็อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าว
นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ส.ส.ท่านนั้นจะอภิปรายไปเพราะไม่รู้ หรือไม่เข้าใจว่ากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลนำเงินแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนไปใช้ และผู้ที่จะใช้เงินงบประมาณได้จะต้องเป็นหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ หรืออย่างน้อยต้องเป็น “นิติบุคคล” ในทางกฎหมายมหาชนด้วย แต่ในปัจจุบันนี้หน่วยงานที่จะต้องมีอำนาจในการดูแล จัดการ และสนับสนุนทุกอุตสาหกรรมเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ในภาพรวมนั้นคือ Thailand Creative Content Agency หรือ THACCA นั้น ยังไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีการจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติในปีนี้ ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ฯไม่ถือเป็นหน่วยงาน หรือองค์กรของรัฐที่จะมีอำนาจในการถือใช้เงินงบประมาณแผ่นดินได้เอง
ก็ได้แต่หวังเป็นครั้งที่สองว่า นี่จะเป็นการพูดเพราะ “ไม่เข้าใจ” ระบบกฎหมายงบประมาณและการคลังของรัฐ ไม่ใช่เพราะเป็นเกมการเมืองที่หวังจะใช้ความจริงครึ่งเดียวขึ้นมาเพื่อโจมตีนโยบายและโครงการของรัฐบาล
ล่ าสุดก็มีวิวาทะเรื่องนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ของรัฐบาล ที่ทางกรรมาธิการในส่วนของพรรคก้าวไกลโดยกล่าวอ้างว่า รายงานการศึกษาโครงการดังกล่าวมีปัญหา ขาดความรอบด้าน มีข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือมีการประมาณการขาดเกินไปจากที่ควรจะเป็นตามจริง ดังนั้น ส.ส.ที่ร่วมเป็นกรรมาธิการของพรรคก้าวไกลจึงไม่ขอเป็นตรายางที่จะร่วมรับรองรายงานดังกล่าวเพื่อผลักดันโครงการนี้ต่อไป
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่รู้ว่า ผู้พูด ซึ่งเป็นถึงอดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะหลงลืมหลักการทำงานขององค์กรกลุ่ม และหลักว่าด้วยการประชุม 101 ไปหรือไม่ ว่าเมื่อการทำงานเป็นการทำงานในฐานะของคณะกรรมการแล้ว การปฏิบัติการหรือการตัดสินใจใดต้องมาจากการลงมติโดยเสียงข้างมากของกรรมการ ถ้าเสียงข้างมากเห็นอย่างไรก็ย่อมเป็นไปเช่นนั้น แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอาจจะทำความเห็นแย้งไว้ หรือขอให้บันทึกความเห็นของฝ่ายตนไว้ในรายการการประชุมก็ย่อมทำได้-ไม่จำเป็นต้องออกมา “เล่นใหญ่” ขนาดนั้น เว้นแต่จะมุ่งให้เป็นการจุดพลุทางการเมืองขึ้นมา
ทั้งยังมีประเด็นปลีกย่อยที่แสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานในการตีโวหาร ตั้งฉายา ใช้วาทศิลป์ต่างๆ ที่ได้ปรากฏในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เช่น ตั้งฉายาให้รัฐบาลว่าเป็น “รัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ” บ้าง ตั้งฉายาว่าเป็นงบประมาณ “ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” หรือการ “กระตุ้นเศรษฐกิจทิพย์” บ้าง เรียกว่าผู้อภิปรายหลายคนมาด้วยลีลาไม่ค่อยต่างกัน ราวกับตกลงกันไว้ว่าต้องมาตั้งฉายา หรือใช้โวหารเสียดสีรัฐบาลอย่างน้อยคนละหนึ่งฉายา จึงจะถือว่าผ่าน KPI ของพรรคในรอบนี้
ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เคยสนับสนุนและชื่นชมพรรคก้าวไกล (หากไม่เชื่อก็ไปค้นคอลัมน์ช่วงเลือกตั้งปีที่แล้วมาดูกันได้) ก็อยากจะขอให้ทางพรรคลองทบทวนคำติติงแนะนำของอาจารย์ปิยบุตรสักหน่อยว่า ในตอนนี้ “ฝ่ายตรงข้าม” ของคุณคือ “นายกฯเศรษฐา” และ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ใช่ “ประยุทธ์” “คสช.” และ “พรรคพลังประชารัฐ”
ที่สำคัญคือ “พรรคการเมือง” ที่มุ่งเน้นเล่นการเมืองด้วยการเอาความจริงครึ่งเดียวมาอภิปรายขยายความ เน้นลีลาตีโวหารทางการเมืองเพื่อเรียกเสียงเฮฮาจากกองเชียร์ อภิปรายแล้วต้องติดปลายนวมตั้งฉายาเสียดสีให้เขาเสียหน่อยนั้น ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เคยมีแล้ว แม้แต่ในการอภิปรายงบประมาณรัฐบาลในครั้งนี้พวกเขาก็ยังโชว์ลีลาแบบเดิมๆ ให้เห็น ก็ที่ตั้งฉายาให้รัฐบาลว่าเป็น “นักกู้ถุงเท้าสีชมพู” นั่นอย่างไร
ก็ไปดูเอาแล้วกันว่าพรรคการเมืองดังกล่าวมีสภาพอย่างไรบนเวทีการเมืองไทย และภาพลักษณ์ที่ประชาชนมองเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

