หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภัยในระดับภูม...

ภัยในระดับภูมิภาคและโลก

16.01.24 | 13:00 น.

ภัยในระดับภูมิภาคและโลก

ปรีดา เตียสุวรรณ์เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม ความน่าสนใจของเขาอยู่ตรงที่เขาสนใจและเห็นใจคนอื่น รวมไปถึงสนใจเรื่องที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัว เช่น เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เขาเล่าว่าได้ศึกษาเรื่องนี้มาและติดตามข่าวสารต่างประเทศมาโดยตลอด อยู่มาวันหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2566 เขาไปพูดที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ว่า มี เรื่อง 4 เรื่องที่จะกำหนดชะตาประเทศไทย คือ

1) อัตราการเกิดลดต่ำอย่างน่าใจหาย เมื่อ 50 ปีก่อน หญิงไทยหนึ่งคนมีลูก 5 คน มาบัดนี้ หญิงหนึ่งคนมีลูกโดยเฉลี่ยเพียง 1.1 คน ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยสำหรับหญิงชาวญี่ปุ่น (1.2 คน) และชาวจีน (1.1 คน) มาถึงวันนี้ สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีอยู่ 13 ล้านคน (คิดเป็นเกือบ 20% ของจำนวนประชากร 66 ล้านคน) มีข้อมูลจากการพิจารณางบประมาณปี 2567 ว่า ในไม่ช้า รัฐจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ มากกว่าเงินเดือนของข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุ ปรีดากล่าวด้วยว่า ไม่มีประเทศใดที่ประสบความสำเร็จในการทำให้ประชากรที่ถดถอย เพิ่มขึ้นได้

2) เมื่อสามปีก่อน เราได้เผชิญกับโรคระบาดคือ โควิด -19 ซึ่งระบาดพร้อมกันในทุกประเทศ (บางคนเคยคาดหวังว่า ในช่วงเวลาล็อกดาวน์ สามี-ภรรยาใกล้ชิดกันมากขึ้น น่าจะมีช่วงเวลาดี ที่ทำให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้น แต่จริง ๆ กลับลดลงประมาณ 20% ในยุโรป ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากความเครียดที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง) ปัจจุบันในประเทศไทย โรคโควิด-19 ยังระบาดอยู่ และมีโรคไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่มาซ้ำเติม ในอนาคต ภัยจากโรคระบาดขนานใหญ่อย่างโควิด จะกลับมาอีกหรือไม่?

3) ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ฝนอาจจะตกบ่อยขึ้น แต่น้ำจะระเหยเร็วขึ้นด้วย ทำให้ดินแห้งเร็วกว่าปกติ ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง อาจเกิดการระบาดของโรคพืช ศัตรูพืชและวัชพืช การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล อาจทำให้แหล่งประมงที่สำคัญๆ ของโลกเปลี่ยนแปลงไป มลพิษทางอากาศภายในเมืองจะรุนแรงมากขึ้น การที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น จะทำให้พื้นที่ชายฝั่งลดลง เป็นต้น

Advertisement

4) โลกกำลังเข้าสู่สงครามเย็นรอบสอง สงครามเย็นรอบแรกเป็นการเผชิญหน้าระหว่างโลกตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกา กับสหภาพโซเวียต ที่เรียกว่าสงครามเย็นเพราะมหาอำนาจทั้งสองต่างก็มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มหาศาล จึงไม่สามารถทำสงครามกันโดยตรง การแผ่อิทธิพลทางการเมืองย่อมเป็นการหาพวก และการสนับสนุนพวก ดีไม่ดีพวกก็ทำสงครามระหว่างกัน โดยมีประเทศมหาอำนาจคอยถือหางฝ่ายตน เรียกว่าเกิดสงครามตัวแทนขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อสงครามเย็นยุติลงโดยปริยายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เราแทบไม่เห็นสงครามระหว่างรัฐ จะมีสงครามภายในรัฐหรือสงครามกลางเมืองบ่อยครั้งกว่า สงครามเย็นรอบสองจะเป็นสงครามเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยมีขั้วขัดแย้งใหม่ คือขั้วตะวันตก กับขั้วที่นำโดยประเทศจีนที่ผงาดขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจเป็นอันดับที่สองของโลก

ต่อมาปรีดาเชิญผู้สนใจในเรื่องภูมิเศรษฐศาสตร์ (geo-economy) มาคุยกันเมื่อเดือนมกราคม 2557 สรุปเนื้อหาการพูดคุยได้ในสองหัวข้อคือ 1) การแข่งขันทางการค้าและการเมืองระหว่างสองขั้ว (ขั้วตะวันตก และขั้วที่สองที่นำโดยจีน) โดยมีประเทศอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-aligned) 2) ผลกระทบและการเตรียมตัวของประเทศไทยต่อการแยกขั้วนั้น

สำหรับหัวข้อแรก ขออ้างถึงสุนทรพจน์เรื่อง “สงครามเย็นรอบสอง? รักษาความร่วมมือทางเศรษฐกิจไว้ ท่ามกลางการแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์” ของ คีตา โคปินาถ รองผู้อำนวยการของ IMF ที่กล่าวไว้ในการประชุมที่ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 เธอกล่าวว่า ในปัจจุบันคำว่าโลกาภิวัตน์ดูจะล้าสมัยไปแล้ว ขณะนี้สหรัฐฯกล่าวถึงนโยบาย “การย้ายการลงทุนมาที่ประเทศพันธมิตร” (friend-shoring” ขณะที่สหภาพยุโรปกล่าวถึง “การลดความเสี่ยง” (de-risking) ส่วนประเทศจีนกล่าวถึง “การพึ่งพาตนเอง” (self-reliance) หมายความว่าประเทศมหาอำนาจกำลังมองกลับมาที่ประเทศของตน และความห่วงใยในความมั่นคงของชาติกำลังมากำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก สรุปคือ เกิดความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์นั่นเอง

อันที่จริง ยุคสมัยของโลกาภิวัตน์นั้นค่อนข้างจะสั้น คือเริ่มประมาณเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง (ปี 2531-2534) ขณะนั้น การค้าระหว่างบล็อกที่เป็นปฏิปักษ์กันทางการเมืองอยู่ที่ประมาณ 6% ของการค้าทั้งหมด 20 ปีต่อมา (จนถึงประมาณปี 2552) การค้าระหว่างบล็อกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ประมาณ 20% แต่โลกาภิวัตน์ได้ชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจมาถึงจุดเปลี่ยนคือ คงระดับการค้าและความร่วมมือไว้ แม้จะมีการแตกแยกทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้น หรือให้การเมืองนำการค้า และถดถอยสู่การปกป้องเศรษฐกิจของประเทศตนเป็นสำคัญ (new protectionism) การถดถอยนี้เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งมีจำนวนถึง 3,000 ข้อในปี 2565 นับเป็นจำนวนเกือบสามเท่าของข้อจำกัดที่ประเทศต่างๆ ใช้ในการกำกับการค้าระหว่างประเทศ ในปี 2562

ณ จุดเปลี่ยนนี้ ผู้กำหนดนโยบายจะต้องชั่งน้ำหนักให้เกิดความสมดุลระหว่างการลดสิ่งที่ต้องจ่ายเพราะการแตกแยก กับการเพิ่มความมั่นคงและความหยุ่นตัว (resilience) โดยรักษาการค้าเสรีไว้ให้มากเท่าที่จะมากได้ พร้อมทั้งแก้ปัญหาท้าทายต่างๆ ในระดับโลก แน่นอนว่าการหลีกเลี่ยงการแตกแยกจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่คิดดูแล้ว ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดนี้ยังจะเกิดขึ้นยาก สิ่งที่พอทำได้คือ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงฉากทัศน์ที่แย่ที่สุด และปกป้องความร่วมมือทางเศรษฐกิจไว้ในท่ามกลางการแตกแยกทางการเมือง

กล่าวได้ว่านี่คือข้อท้าทายที่อาจเป็นภัยหรือเป็นทางรอดของโลก

หัวข้อที่สองที่คุยกันคือประเทศไทยกับสภาพทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ดำรงอยู่ สำหรับหัวข้อนี้ ต้องยอมรับว่าไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง โดยลำพังยากจะมีน้ำหนักในดุลภาพของโลกได้ สิ่งที่พอทำได้คือรวมพลังชนชั้นกลางเพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ และวางแนวทางที่ชัดเจน โดยยึดหลักการและจริยธรรมอันเป็นสากล เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรและมติขององค์การสหประชาชาติ ข้อตกลงระหว่างประเทศ สันติภาพและความยุติธรรม เป็นต้น พร้อมทั้งให้ความร่วมมือและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอาเซียน หมายความว่า เราต้องยอมลดความเข้มข้นของการปกป้องเพียงผลประโยชน์ระดับชาติ มาให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์ของภูมิภาคและของโลกให้มากขึ้น

คำถามสำคัญคือ การที่ฝ่ายตะวันตกกำลังทำการแยกตัว (decoupling) จากจีน กับรัสเซีย และคณะ ซึ่งขอเรียกว่าขั้วที่สองนั้น มีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศไทย คำตอบยังไม่แน่ชัด คือเราคงต้องดู (wait and see) ไปก่อน ผลกระทบระยะยาวคงมีแน่ แต่ปัจจุบัน เราคงต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองขั้ว รับฟัง ติดตาม และรักษาความสัมพันธ์ระดับภูมิภาคอาเซียนไว้ให้ดี

มีชาวตะวันตกบางคนที่บอกว่า จีนได้เข้ามาแทรกแซงอาเซียน ได้ครอบงำประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาไว้แล้ว กำลังพยายามแผ่อิทธิพลไปยังประเทศเวียดนามด้วย วิธีของจีนคือวิธีที่ใช้กับหลายๆ ประเทศ คือ พยายามซื้อผู้นำในประเทศนั้นๆ ทั้งด้วยน้ำใจและผลประโยชน์ หลายประเทศเพลี่ยงพล้ำไปขอกู้เงิน ซึ่งจีนมักจะให้กู้โดยมีเงื่อนไขน้อย ไม่เหมือนประเทศตะวันตกหรือธนาคารที่ตะวันตกบริหารอยู่ ซึ่งให้กู้โดยวางเงื่อนไขตามแต่นโยบายของผู้ให้กู้และความสามารถในการชำระเงินคืนของผู้กู้ พอประเทศผู้กู้ติดหนี้มากเข้า จะถูกจีนบีบบังคับต่างๆ นานา ผมฟังหูไว้หู คิดว่าทั้งจีนและฝ่ายตะวันตกมิใช่นักบุญ ต่างก็มีนโยบายของตน ฝ่ายตะวันตกเคยทำบาปมาก่อนโดยการล่าอาณานิคม จะให้เชื่อวาจาโดยสนิทใจได้อย่างไร แต่ถ้าเขามีประเด็นก็พึงรับฟัง ได้แต่หวังว่าไม่มีผู้นำประเทศในอาเซียนประเทศใด ที่ถูกซื้อด้วยผลประโยชน์ไปเสียทั้งหมด โดยลืมผลประโยชน์ของชาติไปเสียสิ้น ดังนั้น ประเทศอาเซียนจะต้องช่วยกัน อย่าให้ใครมาแทรกแซงหรือเป่าหูได้

ประเทศอาเซียนมีความแตกต่างหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมสูงมาก การสร้างประชาคมที่แน่นแฟ้นและห่วงใยกันยังต้องใช้เวลา แต่เมื่อมาถึงช่วงเวลาสำคัญที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในทางภูมิเศรษฐศาสตร์ดังเช่นขณะนี้ จำเป็นที่ประเทศอาเซียนจะต้องมีความปรารถนาดีต่อกันและช่วยกันให้มากขึ้น เมื่อมีปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไข

ภัยคุกคามอาเซียนในขณะนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมา ต่อไปจะขออ้างอิงบทความที่ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เขียนลงในไทยรัฐออนไลน์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2566 เหตุการณ์เริ่มมาตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพพม่า (ตัตมาดอว์) พลเอก มิน อ่อง หล่าย นำกำลังทหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การนำของ ออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ในเวลานั้นอาเซียนที่อยู่ภายใต้การนำของบรูไน ได้กำหนดแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์เอาไว้แล้ว นั่นคือ ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ ที่แม้ว่า มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้นำพม่า จะมีส่วนร่วมในการกำหนดด้วย แต่ก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริง ที่ประชุมผู้นำอาเซียนได้มีฉันทามติเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 ดังนี้

1.จะต้องยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที และทุกฝ่ายจะต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่
2.การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

3.ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน

4.อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ (AHA)

5.ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ฉันทามตินี้เป็นกระบวนการปกติในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรง นั่นคือ หยุดยิง เจรจา มีผู้อำนวยความสะดวก ฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และพร้อมจะประสานงานกับทุกฝ่าย (ถ้าจะเอาไปใช้ในกรณีสงครามปาเลสไตน์-อิสราเอล ก็คงได้ แต่ติดขัดที่ฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่าไม่ยอมหยุดยิง “จนกว่าจะได้ชัยชนะ”)

มาถึงปีนี้ เวลาผ่านไปเกือบจะครบ 3 ปี ประธานอาเซียนหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาถึงลาวก็เป็นประเทศที่ 4 แล้ว แต่สถานการณ์พม่าไม่ดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับแย่ลง ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เมื่อฝ่ายต่อต้านนำโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มเปิดปฏิบัติการ 1027 (วันที่ 27 เดือน 10) และ 1111 (วันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน) ในพื้นที่ด้านเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จนยึดเมืองสำคัญได้หลายเมือง รวมทั้งยึดเมือง เล่าก์ก่าย ทางตอนเหนือของรัฐฉานติดพรมแดนจีนได้สำเร็จ เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลักของแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์และธุรกิจสีเทาต่าง ๆ มีข่าวว่า เมื่อเกิดการสู้รบ ทางการไทยได้พยายามให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยจำนวน 162 คนที่เข้าไปทำงานที่เมืองนี้ ผลจากการสู้รบคือ มีผู้สูญเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 5,000 คน และอีกกว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่น ทหารนับหมื่นคน ทั้งของฝ่ายตัตมาดอว์และฝ่ายต่อต้านเสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหายนับไม่ถ้วน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศลาว กล่าวที่สิงคโปร์ว่า อาเซียนต้องการความเป็นเอกภาพอย่างยิ่งในการบังคับใช้ฉันทามติ 5 ข้อ เราต่างหวังในความเป็นเอกภาพเช่นนั้นโดยรัฐบาลใหม่ของไทยจะไม่แสดงบทบาทที่เป็นเอกเทศอีกต่อไป

ปัญหาที่ท้าทายอาเซียนโดยเฉพาะในปีที่ลาวเป็นประธานอยู่นี้ยังมีอีกหลายประการ เช่น การจัดทำ “ข้อพึงปฏิบัติ” (Code of Conduct) ร่วมกับจีนเกี่ยวกับปัญหาการเดินเรือและการอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเชื่อว่าลาวอาจจะหาทางออกได้ดี โดยยึดหลักการเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยสันติ เคารพกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศให้มั่น อีกปัญหาหนึ่งคือการให้ผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ยอมรับจุดยืนของอาเซียนที่จะเป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ในเรื่องนี้ ลาวในฐานะประธานอาเซียนและประธาน ASEAN Regional Forum ที่มีเกาหลีเหนือเป็นสมาชิกอยู่ด้วย น่าจะช่วยลดความตึงเครียดเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ได้ทั้งในเขตอาเซียนและเขตทะเลจีนเหนือ

ปัจจุบัน เรามีภัยคุกคามมากมาย สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้ว้าเหว่ว่าเราควรจะมองไปทางไหนดี สงครามปาเลสไตน์ – อิสราเอล ที่มีการฆ่าคนนับร้อย ต่อหน้าต่อตาในแต่ละวัน ยิ่งแล้วใหญ่ ทำให้ความวางใจที่ผมมีต่อประชาธิปไตยเสรีนิยม (liberal democracy) สั่นคลอนมิใช่น้อย ยิ่งนึกถึงบทบาทของฝ่ายตะวันตก ในการล่าอาณานิคมในอดีต และในสงครามอีกหลาย ๆ ครั้ง เช่น ที่เวียดนาม อัฟกานิสถาน อิรัก ลิเบีย ฯลฯ ทำให้คิดว่าจะคิดพึ่งพาฝ่ายตะวันตกโดยสนิทใจคงไม่ได้แล้ว

จีนมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่มานานและมีคำสอนมากหลายที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน ตะวันตกมีนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ผู้รอบรู้อยู่หลายคน ที่เราได้พึ่งพาและจะต้องพึ่งพาต่อไปในยามที่ใจว้าวุ่น และเห็นภัยใกล้เข้ามาเช่นนี้ คำถามที่น่าขบคิดคือจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร ในเรื่องนี้ขออ้างถึงนักปรัชญาและนักกฎหมายชาวอเมริกาชื่อ John Rawls ในหนังสือสองเล่มของเขาชื่อ A Theory of Justice และ Political Liberalism เขาได้พัฒนาแนวคิดเรื่องความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม (as fairness)

Rawls ยังเสนอว่า ประชาธิปไตยที่มีระเบียบและเสถียรนั้น เป็นไปได้ ถ้าพลเมืองที่เชื่อในหลักคำสอนที่ครอบคลุมและแตกต่างกัน (different comprehensive doctrines หมายถึงระบบศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมือง) ยืนยันส่วนที่สมเหตุสมผลของคำสอนในลักษณะของฉันทามติที่เหลื่อมซ้อน (overlapping consensus) หมายความว่าพลเรือนยอมรับมโนทัศน์โดยทั่วไปของความยุติธรรม ว่าเป็นพื้นฐานการตัดสินทางการเมืองเกี่ยวกับสถาบันพื้นฐาน โดยที่ส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลของหลักคำสอนมิได้มีพลังเพียงพอที่จะบั่นทอนสาระสำคัญของความยุติธรรม

Rawls เป็นนักปรัชญา ย่อมเขียนอะไรที่เข้าใจยากหน่อย แต่เอาเถอะ ข้อคิดเรื่องฉันทามติที่เหลื่อมซ้อนของเขา ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย มีความหวังเพิ่มขึ้นว่าประชาธิปไตยสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรมและสันติได้ เพียงแต่ต้องช่วยกันลด “หลักคำสอนที่ไม่สมเหตุสมผล” ลง ก็คงพอเห็นทางออกจากภัยที่คุกคามภูมิภาคของเรา และโลกใบนี้อยู่ในขณะนี้

โคทม อารียา